ข้าพเจ้ามีเพื่อนต่างวัยชาวต่างชาติคนหนึ่ง
เธอเป็นคนผิวขาว ไม่ได้แต่งงาน
แต่รับเด็กหญิงผิวดำมาไว้ในอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม
อาจฟังดูแล้วสงสัย แล้วเด็กจะเชื่อสนิทใจได้อย่างไรว่าเป็นลูก
ซึ่งเธอก็ไม่ปิดบังว่า ไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆ
ทั้งยังเคยพาไปพบแม่แท้ๆ ที่เป็นคนยากไร้ในสลัมด้วย
แต่เด็กหญิง ก็ไม่เคยรู้สึกมีปมด้อย
เด็กหญิงเติบโตเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีการเรียนดี รับผิดชอบงาน
ชื่นชอบกิจกรรมทางสังคมเป็น volunteer
.
ข้าพเจ้าไม่เคยถามเพื่อนผู้นี้ ว่าเลี้ยงลูกอย่างไร
ว่าไปก็ค่อนข้างตามใจ
และสังเกต เมื่อแม่ลูกบุญธรรมคู่นี้คุยกัน
ผู้เป็นแม่จะออกปากชื่นชมลูก "ไอเดียดีมาก" , "น้ำใจดีมาก" เสมอๆ
...
สิ่งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ามาย้อนคิด
หลังจากเร็วๆ นี้ที่อ่านบทความนี้ของพี่โอ๋
.
สังเกตไหม
เวลาคุยกันในที่ทำงาน
เรามักชมคนที่อยู่ต่างถิ่น ต่างองค์กร ต่างประเทศ
ซึ่งการยกย่องชื่นชมเป็นสิ่งดีอยู่แล้ว
แต่การออกปากชม คนกันเอง
เพื่อนร่วมงานที่นั่งข้างๆ, คนใกล้ตัวที่นอนข้างๆ
มันกลับยากเย็นอะไรอย่างนี้..
ข้าพเจ้าขอมองในแง่ดีว่า เป็นความ "ไม่กล้า" ไม่ใช่ "ไม่อยาก"
แต่ยังหาคำตอบ ไม่กล้าเพราะอะไร? ไม่ได้
เราอยากได้เพื่อนร่วมงานที่มีน้ำใจ รับผิดชอบ ทำไม่ใช่แค่เพื่อเงิน
แต่ใส่ข้อแม้เข้าไปอีกว่า "ต้องไม่เห็นแก่คำชม"
เราคงกลัวคนนั้นจะ "ติดคำชม" เหมือนติดฝิ่นกระมัง
หรือเรากลัวว่า เขาจะมั่นใจในคุณค่าตัวเองเกินไป
ฯลฯ
Paul E White เจ้าของหนังสือขายดี ที่เรื่องดูพื้นๆ
แต่เป็นทักษะที่เลือนหายไปของมนุษย์
อย่าง "The 5 love language"
และ "The language of appreciation in workplace"
กล่าวว่า เรามีแนวโน้มแสดงความชื่นชมหรือขอบคุณคนอื่นใน "ภาษาที่เราชอบ"
ซึ่งภาษาชื่นชม มีห้าแบบ
1. ออกปากกล่าวออกมา (Words of affirmation)
2. ให้เป็นสิ่งของ (Tangable gift)
3. ให้เวลาปรึกษา (Quality time)
4. บริการช่วยเหลือ (Act of service)
5. สัมผัสที่อบอุ่น (Physical touch)
บุคคลที่อยู่ไกล ไม่ได้อยู่ตรงหน้า
ภาษาเดียวที่จะชื่นชมได้ก็คือ "ออกปาก"
ส่วนบุคคลที่อยู่ใกล้ๆ อยู่ตรงหน้า
เราจะแสดงออกวิธีไหน ก็ขึ้นกับเราเองชอบภาษาไหน
..ซึ่งอาจไม่ใช่ภาษาที่เพื่อนของเรา คนใกล้ตัวเราเข้าใจก็ได้
###
ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะ "กล้าสื่อ"
ขอบคุณ ชื่นชม
ไม่จำเป็นต้องออกปากอย่างเดียว
อาจใช้ภาษาอื่นให้ตรงกับคนรอบข้างมากขึ้น
แต่ถ้า "ไม่อยาก"
อันนี้แก้ยากค่ะ
โบราณว่า อย่า "ยอ" จะเหลิง
กับลูกๆ ผมใช้ทั้ง 5 ภาษาครับ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ ครับ
พี่โอ๋ถือคติว่า ถ้าเป็นเรื่องดี จะพูดทันทีไม่ว่ากับใคร ถ้าคิดจะชม ชมเลย (ชมตามที่เห็น ไม่เกินกว่าที่คิด คือไม่เว่อร์) พบว่าความจริงใจสำคัญที่สุดค่ะ เรียนรู้เรื่องนี้มาจากการเลี้ยงลูกค่ะ เขาวิจารณ์ครูที่ชมพร่ำเพรื่อ ซึ่งทำให้เขาไม่เห็นคุณค่าของคำชม แต่คำพูดง่ายๆที่ทำให้เขาเห็นว่า เรา"เห็น"ความพยายามของเขาเป็นสิ่งมีค่า แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ต้อง"ติ"จะคิดหลายตลบว่าพูดแล้วจะมีคุณมากกว่าโทษหรือไม่ ถ้าไม่มีประโยชน์เลือกที่จะมองอีกมุมแล้วพูดอีกแบบ คือหาสิ่งดีในเรื่องที่เกิดขึ้นมาพูด เรียนรู้ว่า เราจะได้รับความร่วมมือมากขึ้นเมื่อเราใช้มุมมองแบบนี้ค่ะ
แต่ขอสนับสนุนให้ทุกคน ชื่นชมคนดี ความดีที่เห็นทันทีนะคะ ทำได้บ่อยๆช่วยให้เรามองโลกในแง่ดีได้มากทีเดียวค่ะ
ชื่นชมด้วยความจริงใจ มีมุทิตาจิตที่ดี ทำได้ไม่ยากค่ะ ทำได้โดยทันทีต่อหน้าคนอื่นก็ทำได้
การจะกล่าวตักเตือนยิ่งทำได้ยากกว่าและต้องพิจารณาถึงสถานที่และบุคคลมากๆ ด้วย
ขอบคุณบันทึกดีดีค่ะ
ชลัญมักบอกความรู้สึกที่เรารู้สึกกับคนๆนั้นตรงๆ ชื่นชมทั้งต่อหน้าและลับหลัง
อย่างคนใก้ตัวที่สุด เช่น สามีลูก ชลัญจะบอกรัก เขาทุกวันก่อนลงจากรถไปทำงาน
เพราะชลัญไม่รู้อนาคตว่า เมื่ิอเดินจากกันไปแล้ว วันนี้เราจะมีโอกาสได้มาพบกันอีกมั๊ย
อยากให้เขารู้ความรู้สึกของเรา ในขณะที่เรามีชีวิต
ไม่ใช่มาคร่ำครวญ ตอนที่ตายจากกัน
ฉะนั้นชลัญจะไม่รอเวลาที่จะชื่นชมคนใกล้ตัว จะทำทุกครั้งที่โอกาสอำนวยค่ะ
เราชื่นชมกันอยู่แล้ว สำหรับคนที่มองโลกเชิงบวก อาจจะด้วยภาษาใดใน 5 ทางที่่คุณหมอกล่าวถึง กาย ทางคำพูด ทางที่ปลิ้มอยู่ในใจ..แต่เราก็ไม่ได้มีคนเชิงบวกซะทั้งหมด คนที่เกิดมาแล้วแวดล้อมด้วยเชิงลบ ก็จะแสดงออกมาในทางที่ยากต่อการแสดงความชื่นชมผู้อื่น อาจจะเลยไป เอาแต่จ้องจับผิดอีกด้วย แบบนี้ก็ น่าสงสารเค้ามากๆ ครับ เพราะอะไร ก็เพราะว่าการที่เราชื่นชมคนอื่นได้ นั่นแสดงว่าเรานั้นมีสุขอยู่ก่อนแล้วจึงสามารถที่จะเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นได้ นั่นเอง ก็ว่าไปตามความของผมนะครับ คุณหมอ ป.
จริงที่สุดเลยค่ะ คนใกล้ตัวมักไม่ค่อยได้ยกย่อง ชมเชย.. คนไทยถูกสอนมาแบบ นั้น อย่าชมเดี๋ยวเหลิง.. ลูกเรียนดีเรียนเก่ง ไม่เคยชมลูก มีแต่ติอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ไปแอบชมลับหลัง (แล้วเด็กจะรู้มั๊ย) ฝรั่งถูกสอนมาอีกแบบ แบบที่้ราต้องนำมาเป็นตัวอย่าง.. วัฒนธรรมชื่นชมคนกันเอง.. ขอบคุณค่ะ
คิดว่าส่วนมากไม่กล้ามากกว่าค่ะ...
สังคมไทยเรามักไม่ค่อยชมคนใกล้ตัวครับ แต่คนไกลตัวมักยกมาชมให้คนไกล้ตัวฟัง
ผมว่า ก่อนที่เราจะชมคนอื่นได้ เราต้องชมตัวเองให้ได้ก่อนครับ ยอมรับและชื่นชมตัวเองตามความเป็นจริง เมื่อยอมรับและชื่มตัวเองได้ เราก็จะสามารถยอมรับและชื่มคนใกล้ตัวได้ครับ
แต่ปัญหา คือ บางที เราเอาการยอมรับชื่นชมตัวเอง ไปขึ้นอยู่กับคนอื่นครับ ต้องให้คนอื่นชืนชมยอมรับ จึงจะยอมรับตัวเองได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็อาจจะยากเสียหน่อยกว่าที่จะยอมรับชื่นชมตัวเองได้ และ มีผลต่อการยอมรับชื่นชมคนอื่นด้วย
เรื่องนี้แม้เล็ก ๆ ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เคยพูดไว้บ้างกับ
พวกเราหลายท่าน รวมทั้งคุณหมอ ใน
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/486402
เรื่องนี้คิดว่า มาจากพื้นฐานชีวิต การรับการเลี้ยงดู
ความอบอุ่นในชีวิต ชีวิตที่ไม่ขาดมาตั้งแต่ในวัยเด็ก
การอบรมสั่งสอนจากโรงเรียน ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ว่า
การแสดงความยินดีกับคนอื่น เป็นกิริยาวาจาที่สร้างเสน่ห์
ให้แก่ตัวเอง เป็นการแสดงออกที่เป็นคุณแก่ตัวเอง
การไม่แสดงออกยามคนอื่นได้ดี อาจแสดงออกถึงความอิจฉาริษยาได้
ซึ่งความอิจฉาริษยา มีแต่โทษแก่ตัวเอง อิจฉาใครไปก็ไม่ได้อะไรดี
ไม่อิจฉาใคร มีแต่ดี มีคุณจริง กับตัวเอง เด็กต้องได้คอนเซ็ปอย่างนี้ไป
จึงจะทำให้เขาชมคนอื่นได้ ทั้งที่อยู่ไกล้ ๆ และไกลตัว
บันทึกของคุณหมอก็เป็นบันทึกที่น่าชื่นชมมากไปด้วยครับ เป็นการหยิบยกเรื่องเฝือๆธรรมดาๆ ขึ้นมามาชวนอ่านชวนพิจารณาให้เกิดแง่มุมชวนฉุกคิดและเห็นความหมายที่ใครๆก็มีโอกาสเรียนรู้ที่จะคิดและทำได้ง่ายๆแทบทุกวัน
แล้วการเรียนรู้การชื่นชมคนกันเองและชื่นชมอย่างมีความหมายนี่ หากออกมาอย่างจริงใจแล้วละก็ นอกจากจะทำให้คนชมได้ความงอกงามและปลื้มปีติไปกับความดีงามของผู้อื่น พร้อมกับเป็นอีกห้วงขณะหนึ่งที่การถือแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางจะได้กล่อมเกลาเบาบางลงไปแล้ว คนทำงานด้วยกันเองที่ได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างมีความหมาย ที่ไม่ได้ติดอยู่กับการได้อารมณ์จากการชม ก็จะเห็นตัวเองทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน ในแง่มุมที่สะท้อนออกมาจากสายตาของคนรอบข้าง ได้ว่า สิ่งใดและแง่มุมใดที่เขาควรจะฟูมฟัก เสริมส่ง และยิ่งทำให้ปรากฏมากยิ่งๆขึ้น เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและอยู่ด้วยกันที่ให้ความเติบโตงอกงามทั้งชีวิตจิตใจและการปฏิบัติได้อีกวิธีหนึ่งเหมือนกันนะครับ
ผมเองนี่ก็ชอบและมีประสบการณ์กับวิธีอย่างนี้อยู่บ่อยๆครับ เป็นวิธีหนึ่งของการบริหารคนทำงานโดยนำจากการสร้างแรงหนุนจากข้างหลัง และเป็นภาวะผู้นำแบบกลุ่มก้อน ที่สร้างออกมาจากทุกคนในองค์กร ทำให้วัฒนธรรมองค์กรแบบสมัยใหม่ มีมิติชุมชนและวัฒนธรรมจิตใจเข้าไปผสมผสานอยู่ในนั้นได้ คล้ายๆกับจะตรงกับภาษาการบริหารและวิถีผู้นำอย่างหนึ่งที่เรียก Lead from behind เลยละครับ
เป็นเรื่องใกล้ตัวและรอบตัวที่เราทั้งไม่กล้าก่อนแล้วจึงไม่อยากครับ ทำให้วัฒนธรรมของการชื่นชมไม่ได้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากนัก แตกต่างจากสังคมตะวันตกที่ชื่นชมตรงไปตรงมาครับ
...เบ้าหลอม มีผลต่อสภาพจิตใจและมุมมองการดำเนินชีวิตค่ะ(แต่สามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนได้ หากพบสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่นในสังคมส่วนรวมค่ะ).
...อ่านบันทึกของคุณหมอทำให้นึกถึงประโยค"ชมต่อหน้าสาธารณะ ติติง(เตือน)ต่อหน้าในที่ลับ" ขงจื๊อ...ค่ะ
...ขอบคุณค่ะ...
ขอบคุณค่ะ คุณ nobita เป็นการรำพึงรำพัน จากสิ่งสะกิดใจประจำวัน หากเป็นประโยชน์ก็ยินดีค่ะ
หากการ "ยอ" คือ ชื่นชมเกินความจริงแล้ว
เห็นด้วยค่ะว่า ยอมากไป ทำให้เหลิง (อำนาจ) ได้
สวัสดีครับคุณ ป. คำว่า "ยอ" กับ "ชื่นชม" ความหมายมันน่าแตกต่างกันนะครับ
ขอบคุณค่ะท่านทูต
เชื่อมั่นว่าลูกๆ ของท่านได้แบบอย่างความเมตตา และเชื่อมั่นไปพร้อมกัน
จากบทความ "Building confidence in children"
ได้ให้เคล็ดลับการเลี้ยงลูกเป็นคนมั่นใจในตนเองค่ะ
ประกอบด้วย
Positive feedback
Positive criticism
ทั้งสองอย่าง ควรระบุที่ "พฤติกรรม" ไม่ใช่ตัวบุคคล
ส่วน Positive critcism นั้น หมายถึง เรายังควรสอน แก้ไขสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้อง
แต่ควรนำด้วยประโยคให้เขามั่นใจว่า เรารักเขาเสมอ เช่น
ถ้าเห็นเด็กถือสองแก้วในมือเดียว เสี่ยงต่อตกแตก
แทนที่จะบอก "อย่าถืออย่างนั้น เดี๋ยวแก้วก็ตกแตกหรอก"
เป็น " แม่กลัวว่าถ้าแก้วหลุดจากมือหนู แล้วจะตกบาดหนู ถือทีละแก้วดีไหม"