เล่าต่ออีกบทของหนังสือ "No More No Less" งานเขียนเล่มล่าสุดของ "วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์"

 

 

คำตอบช่วยให้เราหายข้องใจ
แต่คำถามทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

 

คำตอบที่ดีมักจะมีที่มาจากคำถามที่เข้าท่า ผมเชื่ออย่างที่นักคิดบางคนเชื่อว่า คำถามนั้นสำคัญกว่าคำตอบ เสียดายที่นิสัยเด็กไทยเราส่วนใหญ่มักไม่กล้าตั้งคำถาม ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา หรือค่านิยมทางสังคมที่ทำให้เด็กของเราจำนวนมากเป็นเช่นนี้

โชคดีที่เวลาเราไปพูดบรรยายตามสถานศึกษา ผมไม่ค่อยเจอสถานการณ์ที่ว่า (ตรงกันข้ามส่วนใหญ่ผมจะตอบคำถามพวกเขาไม่ทันเสียมากกว่า) อาจเป็นว่านักศึกษาเขาเห็นว่าผมเป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นคนที่คุยด้วยได้ก็เป็นได้

เรื่องการเป็นคนที่คุยด้วยได้นี่ สำคัญนะครับ  ธรรมชาติคนเรามักเปิดใจให้กับคนที่เขารู้สึกว่าเชื่อใจและวางใจได้

อันนี้ผมฝากให้พ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครูอาจารย์ไว้ทบทวน

 

หนึ่งในคำถามยอดนิยมที่ผมมักได้รับจากวัยรุ่น คือคำถามที่ว่า เราควรทำอะไร เราควรเป็นอะไร ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเราชอบอะไร และทำอย่างไร เราจะค้นหาตัวเองเจอ ผู้ใหญ่ที่เจอตัวเองแล้วอาจนึกขำกับคำถามดังกล่าว ซึ่งยอมรับว่าผมก็เคย พอเจอบ่อยเข้าก็ขำไม่ออก กลับรู้สึกว่ามันซีเรียส และไม่ใช่เรื่องง่ายเบาอย่างที่เราเคยเข้าใจ และหากไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไปนัก

ผมเชื่อว่าในวันเยาว์ เราเกือบทุกคนก็เคยเผชิญหน้ากับสภาพเช่นนี้ คือ รู้สึกสับสนและมึนงงสงสัย ไม่แน่ใจว่าเราควรลงมือปฏิบัติตัวอย่างไรต่อปัจจุบันและอนาคต

 

คำตอบที่ผมมักให้กับชุดคำถามเหล่านี้ของเด็ก ๆ คือ พยายามทำให้พวกเขาเห็นว่า มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนอายุน้อยจะรู้สึกไม่แน่ใจกับอนาคต แต่การเอาแต่ขลาดกลัวต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึงนั้นไม่ใช่ผลบวกแน่ ๆ เพราะมันปิดกั้นประตูแห่งโอกาสใหม่ ๆ ของเรา สำคัญคือ เราต้องรู้จักตัวตนในปัจจุบันของเราให้ดีว่า เราเป็นใคร มาจากไหน มีต้นทุนชีวิตอย่างไร ความชอบ ไม่ชอบ ความหลงใหลคลั่งไคล้ หรือความใฝ่ฝันในชีวิตเรามีเรื่องอะไรบ้าง

ผมมักกระตุ้นให้พวกเขาหาเวลาพูดคุยกับตัวเองให้มาก และขอให้เป็นการพูดคุยสอบถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างตัวเองหรือเบียดเบียนรังแกตัวเองเกินไป ผมแนะนำให้พวกเขาลองลงมือประเมินตัวเองว่าเราเก่งเรื่องใด เด่นเรื่องใด อ่อนและด้อยในเรื่องใด มีเรื่องไหนบ้างที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข

สำคัญที่สุด ผมมักให้พวกเขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า อายุ ๓๐, ๔๐ หรือ ๕๐, ๗๐  เขาฝันอยากเห็นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่มากก็น้อย ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันช่วยปลูกสร้างรูปรอยชีวิตในอนาคตให้เราได้

 

นอกจาก "Imagination is more important than knowledge" - จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ (แต่ใช่ว่าความรู้จะไม่สำคัญ - อันนี้ผมขออนุญาตเติม) ซึ่งเป็นคำพูดป๊อบปูลาร์ที่ถูกใจผม

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังกล่าวไว้อีกประโยคที่แสนเรียบง่าย และผมเห็นว่ามันเป็นจริงเหลือเกินว่า

"Learn from yesterday; Live for today; Hope to tomorrow; and don't STOP questioning."

ใช่แล้วครับ คำตอบทำให้เราหายข้องใจ แต่สิ่งที่เป็นเหตุผลทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย คือ การไม่หยุดตั้งคำถามต่อชีวิต

 

 

พรสวรรค์มีอยู่จริง
แต่คนที่จะประสบความสำเร็จเหนือใคร
คือคนที่ใช้พรสวรรค์อย่างมุ่งมั่นเท่านั้น

 

โอกาสก็เหมือนอากาศ
ถ้าอยู่ในห้องที่ปิดทึบ คุณก็ต้องเดินไปเปิดหน้าต่าง
แต่ไม่มีหน้าต่างบานไหนเปิดออกเลย
ถึงตอนนั้นสิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ
กระโดดถีบประตู

 

ความรู้ คือ วิศวกรรม
จินตนาการ คือ การดีไซน์
ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป
คุณก็ไม่มั่นคงแข็งแรง
ไม่โดดเด่นสะดุดตา


 

 

...........................................................................................................

ช่องไฟในความคิด ...

 

* ความไว้วางใจจะทำให้เด็ก ๆ อยากพูดคุยกับเราได้อย่างเปิดเผย

* คำถามของวัยรุ่นเป็นคำถามที่เกี่ยวกับตัวเองมากที่สุด และเป็นการทบทวนตนเองอย่างมีความหมายอีกด้วย

* จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่ความรู้ก็ยังควรจะคำนึงอีกเช่นเดิม

 

คิดสิ่งใด แลกเปลี่ยนกันนะครับ ;)...

 

บุญรักษา นะครับ ;)...

 

...........................................................................................................

ขอบคุณหนังสือความคิดดี ๆ ...

วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์.  No More No Less.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ : อะบุ๊ก, ๒๕๕๕.