ความสับสนเป็นอาการกำเริบทางอารมณ์
ที่สำคัญหากปล่อยปละละเลย
ยอมรับอารมณ์เช่นนี้ให้เข้ามาสิงสู่จิตใจบ่อยๆเข้า
บุคลิกภาพของตัวคนนั้น ก็จะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
กลายเป็นคนขาดความมั่นใจ ดูเงอะงะจับจด
ก็เหมือนคนที่มีแต่หมอกควันคุกรุ่นท่วมหัวใจ ย่่อมสะเปะสะปะไปทั่ว
แต่ธรรมชาติของจิตคนก็ไม่เคยหยุดนิ่ง
เมื่อผสมกับอาการสับสนที่เกิดขึ้น
จึงเหมือนแมลงที่บินชนกระจกดันทุรังแต่จะหาทางออกให้ได้
เห็นว่ามีแสงสว่าง ก็เข้าใจว่าพบหนทางออกแล้ว
สุดท้ายก็ชนกระจกจนเจ็บตายเท่านั้น
จิตที่สับสน จึงมีอันตรายมาก
เพราะมันจะกัดกร่อนกินเวลาและเนื้อที่ของความคิดไปเสียเกือบหมด
หวั่นไหวมากขึ้น ตามระยะเวลาที่ผ่านไป
และอาจผ่านโอกาสสำคัญๆไปเสียเปล่าๆ
ที่จริงคนเราแรกๆนั้นก็มักมีความเชื่อมั่นในตนเองกันทุกคน
แต่เมื่อได้รับความผิดหวัง
หรือผิดพลาดในชีวิตเข้าบ้างก็เลยขาดภูมิคุ้มกันใจลงไปเรื่อยๆ
การมองโลกในแง่ร้าย ก็ทำให้กลายเป็นคนสับสนอะไรได้ง่ายๆ
เช่นกัน
เปรียบไปก็เหมือนคนเป็นโรคเรื้อรัง
ไม่มีเชื้อโรคจากที่ใดมาซ้ำเติม
นอกจากพฤติกรรมส่วนตัวเองที่ทำให้อาการของโรคทรุดลง
หรือเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ
ทั้งรู้แต่ก็ใช่ว่าคนที่มีความคิดสับสนนั้นจะผิดบาปอะไร
มันเป็นจังหวะของชีวิต ที่จะต้องเผชิญอาการเหล่านี้กันเกือบทุกคน
บางครั้งอาจเป็นไปชั่วขณะ บางครั้งอาจยาวนาน จนลืมกำหนดเวลา
ก็เหมือนการสับสิ่งของต่างๆ ว่าเราจะสับให้แหลกคามือในคราวเดียว
หรือจะมีการหยุดพักหรือยั้งมือบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งผิดกับการสน
ยิ่งยั้งมือก็ยิ่งสร้างความเจ็บปวดหรืออ่อนใจลงไปเรื่อยๆ
เมื่อมองกันแบบแยกส่วนเช่นนี้ก็นำมาเปรียบเทียบกับตัวเราได้
เมื่อคิดจะตัดสินใจทำสิ่งใดควรให้เวลาบ้างที่จิตจะได้ตริตรอง
เห็นคุณโทษ หรือผลลัพธ์สักหน่อยไม่ต้องรีบก็ได้
เหมือนการสับจงค่อยๆสับ จะได้เห็นว่า
สิ่งที่เรากระทำลงไปมันมีหัวมีหางไปทางทิศใด
เมื่อมีความจำเป็นต้องนำมารวบรวมกันใหม่
จะได้พอเห็นสภาพเดิมกันบ้าง
ส่วนการลงมือทำนั้นก็เปรียบเหมือนการสนตะพายวัว
ควาย ต้องเฉียบคม และรวดเร็วอาจมีการบาดเจ็บกันบ้าง แต่ก็ในเวลาสั้นๆ
พอทำใจได้ สายตะพายที่ใช้บังคับสัตว์ได้
ก็เหมือนความสำเร็จที่อยู่ในมือเราอย่างรวดเร็วและมีอำนาจทันที
คิดช้าหน่อยแต่กระทำอย่างรวดเร็ว
จึงเป็นการฝึกให้เราไม่ต้องวกวนอยู่กับความสับสนให้เนิ่นนานไป
จนกลายเป็นเรื้อรัง
และไม่ว่าผลลัพธ์ที่เรากระทำดังนี้จะเป็นอย่างไร
แต่เชื่อเถอะ
ผลการปรับเปลี่ยนทางด้านจิตใจเกิดขึ้นแน่นอน
ขอกราบขอบพระคุณปราชญ์โบราณ
ที่บัญญัติถ้อยคำว่าสับสน ให้หมายถึง ความลังเลไม่มั่นใจ
ความยุ่งเหยิงทางความคิด ความวุ่นวายในอารมณ์
และผลก็คือออกไปในทางทำให้เสียหายได้ แต่แล้วคำคำเดียวกันนี้
ท่านก็ได้แฝงคำตอบไว้ในตัว เมื่อนำคำว่าสับ-สน
มาตีความดังกล่าวข้างต้น ก็สามารถแก้อาการสับสนได้ชะงัก
ผู้เขียนขอนำเสนอแนวทางแก้ไขความสับสนในใจ
ที่เคยกำเริบในใจผู้เขียนเองก็หลายครั้งไว้. ณ บันทึกนี้
และขออวยพรให้ทุุกท่าน
จงผ่านพ้นความสับสนในใจไปด้วยดีทุกท่านนะคะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
เรียนคุณหมอรุ่ง.....
ตื่นมาสับความคิด ให้เนียนเพื่อนำมาเล่าต่อ คงมีสนใจมาแบ่งปันไป อย่างไม่สับสน
สับให้ช้า ... สนให้เร็ว ... อารมณ์เปลี่ยน ... บุคลิกจะเปลี่ยนไป นะคะ
สวัสดีค่ะคุณวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei การสับเป็นประโยชน์หลายอย่าง การสับให้เนียนเป็นเหมือนการเปรับอารมณ์ชนิดหนึ่งเลยนะคะ ให้เห็นสภาพตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เราเห็นแปรเปลี่ยนได้เสมอ ความสับสนนั้นมีน้อยเท่าไหร่ ใจเราก็จะเห็นตามจริงได้มากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายก็เห็นทางไปอย่างเย็นๆ สบายนิค ขอบคุณมากค่ะที่มอบดอกไม้ให้ในยามใกล้สว่างครั้งนี้
สวัสดีค่ะคุณsr ขอบคุณดอกไม้กำลังใจนะคะ การให้กำลังใจแก่ผู้ที่กำลังสับสน จะช่วยให้ผู้นั้นมีสติเร็วขึ้นด้วยนะคะ
กราบนมัสการท่านพระมหาแลด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะกับดอกไม้กำลังใจ ถอดบทเรียนจากอาการของจิตตัวเองเจ้าค่ะ ไว้เตือนตนเจ้าค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.นุ ขอบคุณดอกไม้กำลังใจค่ะ ความสับสนก็เหมือนอยู่ท่ามกลางม่านเมฆ ทำให้ต้องวกวนอยู่ในความคิดแบบนั้นนานไปนะคะ
สวัสดีค่ะคุณทิมดาบ เมื่อเร็วๆนี้พี่ก็มีความสับสนเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่พอจัดการได้ก็โล่งไปเลยค่ะ ขอบคุณดอกไม้กำลังใจค่ะ
ในบางครั้งการคิดถึงสิ่งที่จะต้องลงมือทำอาจยากกว่าตอนที่ทำจริงๆ นะคะ
ให้กำลังใจในการสับให้ละเอียดและสนให้เสร็จโดยเร็วค่ะ
สวัสดีเช้าวันอาทิตย์พร้อมขอบคุณข้อคิดดีๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณkunrapee ความสับสนมาไม่นานความอลหม่านก็จะติดตามมาเช่นกันค่ะ เลยทำให้ยุ่งยากใจ แต่ก็แก้ไขกันไปอย่างตั้งใจจริงและมีสติ เราก็จะชังความสับสนและไม่เห็นประโยชน์มันอีกต่อไป
สวัสดีค่ะคุณsomsri ขอบคุณมากค่ะ ใช่เลยค่ะ สับให้ช้าเพราะสับเร็วก็ยิ่งเร้าอารมณ์ให้วุ่นวายมากขึ้น สนให้เร็ว ก็จะช่วยให้เข้าสู่จุดหมายที่ตัดสินใจไว้ดีแล้วเร็วขึ้น ภาระของใจก็หมดลง ได้พักเสียที
คุณปริมคะสวัสดีค่ะ จริงค่ะเราใช้เวลาในการคิดมากกว่าตอนทำ เพราะนำประสบการณ์เก่าๆมาประกอบการ แต่แท้จริงแล้ว แต่ละเงื่ิอนปมแต่ละอัน มันมีความพิเศษเฉพาะตัวอยู่ ไม่มีทางเป็นเหมือนเดิมแน่นอน นี่คือสิ่งที่มารบกวนความคิดเราให้สับสนได้บ่อยๆ คิดครั้งใหม่ พร้อมกับความสดใหม่ของใจนะคะ
สวัสดีค่ะคุณยายธี ขอบคุณดอกไม้กำลังใจค่ะ ความสับสนก็คือการขาดสติในการไตร่ตรองด้วยเหตุผล ให้เข้าใจถูกต้องตามจริงค่ะ