เป็นงานเขียนใน"วิทยาจารย์"(คุรุสภา) เป็นนิตยสารที่ไม่ไ้ด้วางจำหน่ายในท้องตลาด ขอนำมาเผยแพร่ครับ อาจจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษาบ้างไม่มากก็น้อย-(ขอสละสิทธิ์ในการรับรางวัลใดๆ ครับเพราะเป็นงานที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว--ปณิธิ)
บันทึกถึงดวงดาว 1
กระท่อมดาริกา
น้องดาวที่รัก
น้องคงดีใจ ถ้ารู้ว่าคืนนี้พี่จะเริ่มต้นเขียนบันทึก และจะเขียนให้น้องอ่านอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่เคยให้สัญญาว่าวันหนึ่งพี่จะทำ และวันนั้นได้มาถึงแล้ว
ดึกแล้ว…หลายคนคงหลับใหล แต่พี่ยังนั่งมองดวงดาวที่กระพริบวิบวับแตะแต้มแผ่นฟ้าสีดำในคืนข้างแรมงดงามดุจภาพเขียนของจิตรกรเอก หมู่ดาวที่เกลื่อนฟ้าหลายดวงมีเมฆก้อนใหญ่มาบดบัง ทำให้พี่อดนึกถึงเด็กน้อยตาดำ ๆ ในโรงเรียนไม่ได้ เขาเหล่านั้นดุจดาวดวงเล็ก ๆ ที่รอคอยให้เมฆทะมึนเคลื่อน คล้อยลอยหาย เพื่อจักเปล่งประกายแสงเจิดจรัสในกาลข้างหน้า และพี่ก็คิดว่ามือของ ครูนี่แหละ ที่จะช่วยปัดเป่าให้เมฆดำนั้นสูญสลายไปได้
น้องดาวที่รัก งานครูเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ แม้ดูเหมือนว่าครูจะแอบหลบทำงานอยู่ในซอกเล็ก ๆ ของบ้านเมือง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ครูจะต้องมาป่าวประกาศว่าอาชีพตนสำคัญกว่าอาชีพอื่น - ใช่ไหม ?
เอาละ มาพูดถึงเรื่องที่น้องดาวอยากให้พี่เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการสอนวิชาภาษาไทยของพี่ให้น้องได้อ่านกันบ้าง เผื่อบางทีน้องอาจจะนำไปปรับใช้ในการสอนของน้องก็ได้ แน่นอน เด็กที่โรงเรียนพี่ ก็อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่าเป็นเด็กประเภท “ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่อยากเรียน” นั่นแหละ และก็คงมีครูภาษาไทยอีกหลายคนที่มีหัวอกเช่นเดียวกับพี่ คือนักเรียนคิด ไม่เป็น อ่านเขียนไม่ค่อยได้ สร้างความหนักใจให้กับผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง แต่น้องดาวรู้ไหมในความหนักใจนี่แหละ พี่ถือว่าเป็นโอกาสทองของครูเลยล่ะ พูดง่าย ๆ ก็คือ ครูสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนที่ใคร ๆ เขาพูดกัน เพราะครูจะได้คิดค้นสื่อและกิจกรรมการเรียนการสอนมาใช้กับ เด็กกลุ่มนี้และพี่ก็ทดลองแล้วหลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องการเขียนบอกตามตรงเลยว่า เมื่อเห็นผลงานของลูกศิษย์ บางชิ้นพี่ขนลุกเลย ไม่คิดว่า เด็กบางคนที่ไม่ชอบเขียนกลับมาฝึกเขียน มาซักถาม มาติดตามผลงาน บางคนดูเฉิ่ม ๆ ทื่อ ๆ กลับเสนอความคิดแปลก ๆ สร้างสำนวนใหม่ ๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง
มีเรื่องหนึ่งพี่จะเล่าให้ฟัง นักเรียนชายคนหนึ่งค่อนข้างจะเกเรให้เขียนอะไร ก็ทำอย่างขอไปที คราวหนึ่งพี่ให้แต่งเรื่องสั้น ๆ ความยาวประมาณ 10-15 บรรทัด กำหนดตัวละคร 3-4 ตัว เขาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็วเดินมาส่งที่หน้าห้องด้วยรอยยิ้มและท่าทางกวน ๆ สร้างความ “ทึ่ง” ให้กับเพื่อน ๆ ในห้องเป็นอย่างยิ่ง (นี่แหละ “วัยรุ่น” ล่ะ น้องดาว) งานเขียนของเขาเริ่มต้นว่า
“มีผัวเมียคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ในป่า….” จากนั้นเขาก็ทำจุดไข่ปลาไปอีกประมาณ 12 บรรทัด บรรทัดสุดท้ายเขาจบว่า “แล้วเขาทั้งสอง ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”
คะแนนเต็มสิบ น้องดาวจะให้เท่าไหร่ ?
น้องคงแปลกใจ พี่ให้สิบคะแนนเต็ม พร้อมประกาศให้เพื่อน ๆ ทั้งห้องได้ยินเมื่อเรียกเขามารับสมุดเขากระโดดตัวลอยร้องเสียงดังลั่น พี่ให้เขาอ่านให้เพื่อนฟัง พออ่านจบ พี่ก็พูดดัง ๆ ว่า
“เรื่องนี้ เนื้อเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ มีความคิดสร้างสรรค์แต่ตอนกลางเรื่อง ผู้เขียนสะกดผิดไป ห้าสิบคำ บางช่วงเนื้อเรื่องสับสน มีรอยขีดฆ่าอีกสิบกว่าแห่ง จึงขออนุญาตลดคะแนนเหลือห้าคะแนนนะครับ”
เขาได้ยินถึงกับอึ้งไปเลย แต่เพื่อน ๆ หัวเราะชอบใจ พี่เดินไปตบไหล่เขาเบา ๆ แล้วชมว่า เขามีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก ยังไม่เคยมีใครคิดและเขียนได้อย่างนี้ ถ้าเขียนบ่อย ๆ อนาคตจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังแน่ ๆ น้องรู้ไหม เขายิ้ม - รอยยิ้มของเขาเหมือนกับว่าเขาได้รับชัยชนะในการแข่งขันอะไรสักอย่างหนึ่งในวันนั้น
รอยยิ้มนี้แหละ ทำให้พี่เชื่อมั่นว่า คำว่า “ครู” ได้แทรกซึมเข้าไปสู่พื้นที่ดวงใจอันกว้างใหญ่ ของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… ในทางกลับกัน ถ้าพี่ให้คะแนนศูนย์ ตั้งแต่ต้น พี่ก็อาจจะกลายเป็นครูฆาตกรที่ฆ่าลูกศิษย์คนหนึ่งไปแล้วก็ได้
เขียนมายืดยาว วันนี้พี่จะเล่าวิธีจุดประกายความคิดอย่างง่าย ๆ ให้นักเรียน “ฝึกคิดหาคำ - หาเรื่อง” ด้วยกลอน “ไฮกุ” * วิธีการของพี่มีลำดับขั้นดังนี้
1. ให้ความรู้และฝึกเขียนกลอนไฮกุอย่างง่ายๆ
2. นักเรียนแต่งกลอนไฮกุ จำนวน ๓ บท โดยบอกกำหนดเวลาก่อนแล้วจึงบอกหัวข้อ
2.1 ใช้เวลา 3 นาที แต่งหัวข้อ “สวนสัตว์”
2.2 เมื่อทำข้อ 2.1 เรียบร้อยแล้ว (นักเรียนบางคนอาจใช้เวลาเกินไปบ้างก็ไม่เป็นไร) ใช้เวลา 2 นาที แต่งหัวข้อ “สวนสัตว์” เหมือนเดิมแต่พยายามใช้คำที่มีในข้อ ๒.๑ ให้น้อยที่สุด
2.3 เมื่อทำข้อ 2.2 เรียบร้อยแล้ว ให้นักเรียนเลือกวรรคใดวรรคหนึ่ง ที่มีจำนวนพยางค์ (หรือคำ) 5 พยางค์ จากข้อ 2.1 และ 2.2 มาเป็นวรรคเริ่มต้น ใช้เวลา 1 นาที แต่งหัวข้อ “น้ำท่วม” (ข้อนี้ ฝึกให้นักเรียนรู้จักใช้ข้อมูลเก่ามาสร้างสรรค์เรื่องใหม่)
น้องดาวเชื่อหรือไม่ หลังจากให้นักเรียนทดลองแต่งแล้ว ปรากฏว่าผลงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุด (ข้อ 2.3) กลับดีเด่นกว่าหัวข้อที่ให้เวลามากกว่า พี่ถามนักเรียนว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่จะตอบว่า เวลาน้อยทำให้ต้องใจจดใจจ่อกับคำและเรื่องที่จะเขียน จิตใจไม่วอกแวกมีสมาธิแล้วคำกับเรื่องก็จะผุดขึ้นมาในสมองอย่างปัจจุบันทันด่วนเหมือนกับการบังคับสมองให้คิดให้ได้ และก็ได้จริงๆ น้องดาวลองอ่านผลงานการเขียนสักสองตัวอย่างนะ
ผลงานของ ปาจรีย์ เม่นวังแดง
|
ครั้งที่ 1 “สวนสัตว์” (3 นาที)
โอ้เจ้าเสือตัวใหญ่ แยกเขี้ยวคำรามอยู่ในกรง สง่างามและดุ |
ครั้งที่ 2 “สวนสัตว์”(2 นาที)
ไปเที่ยวที่เขาเขียว เจอสัตว์มากมายหลายชนิด ตื่นเต้นและสนุก |
ครั้งที่ 3 “น้ำท่วม” (1 นาที)
โอ้ เจ้าเสือตัวใหญ่ ยืนอยู่บนเกาะหินกลางน้ำ แล้วมันจะรอดหรือ |
ผลงานของ สาวิตรี แจ่มฉาย
|
ครั้งที่ 1 “สวนสัตว์” (3 นาที) สัตว์น้อยในป่าใหญ่ ที่ใครก็อยากเข้ามาดู นกน้อยเจ้าอยู่ไหน |
ครั้งที่ 2 “สวนสัตว์”(2 นาที) สัตว์น้อยและสัตว์ใหญ่ มีมากมายอยู่ในป่าเขา ดูช่างงามตาดี |
ครั้งที่ 3 “น้ำท่วม” (1 นาที) สัตว์น้อยในป่าใหญ่ อยู่บนบกหรืออยู่ในน้ำ สงสารเจ้าเหลือเกิน |
ดีใจที่อาจารย์กลับมาแล้วค่ะ
สวัสดียามดึกค่ะอาจารย์ ;)
คำพูดของครูสำคัญต่อชีวิตนักเรียนมากครับ...สามารถทำให้เป็นคนละคนไปเลยครับ
ชอบบันทึกนี้มากค่ะ
เดี๋ยวกลับมาคุยอีก วันนี้งาน..เครียด...ค่ะ