เป็นงานเขียนใน"วิทยาจารย์"(คุรุสภา) เป็นนิตยสารที่ไม่ไ้ด้วางจำหน่ายในท้องตลาด ขอนำมาเผยแพร่ครับ อาจจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษาบ้างไม่มากก็น้อย-(ขอสละสิทธิ์ในการรับรางวัลใดๆ ครับเพราะเป็นงานที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว--ปณิธิ)
บันทึกถึงดวงดาว 2
กระท่อมดาริกา
น้องดาวที่รัก
เรื่องที่จะเล่าให้ฟังวันนี้ พี่ขอบอกก่อนว่า นักเรียนโดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่ คงไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้
พี่เคยสังเกตนักเรียนที่อยู่ว่าง ๆ หรือกำลังคุยกำลังเล่น เวลาที่ครูเรียกใช้ไหว้วานแทบทุกคน จะปฏิเสธหรือเกี่ยงกัน ยิ่งครูไม่เฉพาะเจาะจงว่าใช้ใครก็แทบจะไม่มีใครลุกมาช่วยครูเลย บางครั้งครู หิ้วของพะรุงพะรัง นักเรียนจะหลบหรือแกล้งมองไม่เห็นเหมือนกลัวว่าจะต้องมาช่วยครู บางคนที่ เข้ามาช่วย แทนที่เพื่อน ๆ จะชื่นชมยินดี กลับถูกหัวเราะเยาะเย้ยว่า “ซวย” ที่ถูกครูใช้
วันหนึ่ง มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งมาเล่าให้พี่ฟังว่าเธอเก็บโทรศัพท์มือถือได้ เธอเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าโชคดีจริง ๆ พี่ถามกลับไปว่า ทำไมไม่คืนเจ้าของเขาไป เพราะถ้าเจ้าของ เขารู้ตัวว่าโทรศัพท์หาย เขาก็คงโทรเข้าเครื่องตัวเอง น้องดาวรู้ไหม นักเรียนของพี่ตอบว่าอย่างไร เธอตอบว่าจะคืนทำไมก็เจ้าของ “เซ่อ” เองที่ทำหล่นหาย พี่ได้ฟังถึงกลับอึ้งไปเลย ทำให้นึกถึงระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนว่าเรามุ่งให้เด็กเรียนเพื่อที่จะ “รู้” มากเกินไปหรือเปล่า เด็กนักเรียนคนนี้จึงละเลยเรื่อง “คุณธรรมจริยธรรม” ไปเสียสิ้น พี่จึงสอนไปว่า ของใครใครก็รัก ถ้าเป็นของเรา เราก็เสียดาย
แม้เราเก็บได้ก็จริง แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปถือครองของคนอื่น และที่สำคัญคือ มันมีหนทางที่จะคืนเจ้าของเขาได้
“หนูหักซิม (การ์ด) ทิ้งไปแล้ว ตั้งแต่เก็บได้” นั่นคือคำตอบที่พี่ได้รับ
อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นมากับตา
มีนักเรียนชายสี่ห้าคนเดินอยู่บนถนนในโรงเรียน นักเรียนชายคนหนึ่งก้มลงเก็บไม้ลูกชิ้นแหลม ๆ และเศษกระดาษ จะเอาไปทิ้งที่ถังขยะ เพื่อนในกลุ่มเห็นก็แซวว่า
“โอ้โฮ วีระบุรุษกองขยะ” อีกคนหนึ่งก็สำทับว่า
“ไม่เคยทำความดีรึไง” พร้อมเสียงหัวเราะเยาะ เท่านั้นแหละ ขยะในมือก็หลุดผล็อยลงไป นอนแน่นิ่งกับพื้นถนนเหมือนเดิม
เกิดอะไรขึ้นกับเยาวชนของชาติเรา
ปัจจุบันการทำความดีมันเป็นเรื่องน่าละอายสำหรับเยาวชนบางกลุ่มไปแล้วหรือ
หรือเขาเห็นตัวอย่างใด ในสังคมรอบตัวของเขา จึงมองเห็นว่าการทำความดีมันน่าละอายไปเสียแล้ว หรือโรงเรียนซึ่งหมายถึงครู เน้นสอนแต่เรื่องความรู้หรือไอคิว เพียงอย่างเดียวจริง ๆ
น้องดาวอาจนึกถามในใจว่า พี่เคยสอนเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมบ้างหรือไม่ พี่ก็จะตอบว่าเคยสอน แต่คงไม่ใช่วิธีการมานั่งฟังเทศนาหลักธรรมะจากครูหรือพระ คงไม่ใช่วิธีการที่ให้เด็กมานั่งสวดมนต์เป็นชั่วโมง ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์ เพราะพี่คิดว่าวิธีการนี้ดูเหมือนจะเป็นการ “บังคับ” เด็กเกินไป และกิจกรรมใดก็ตามที่เด็กโดยเฉพาะวัยรุ่นรู้สึกว่าถูกบังคับ แน่นอนสิ่งที่จะตามมาคือ “การต่อต้าน” เมื่อต่อต้านแล้วก็ยากที่จะให้เขารับอะไร ๆ ที่ “ครูเห็นว่าดี” นำมา “ยัดเยียด” ให้เขา
ขอให้น้องดาวเข้าใจก่อนว่า พี่ไม่ได้ต่อต้านเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระ แต่ถ้าจะทำน่าจะมีกลวิธีจูงใจให้มากกว่านี้
แล้วพี่สอนภาษาไทยอย่างไรล่ะ ที่แทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแล้ว นักเรียนไม่ต่อต้านพี่ก็จะตอบว่า ก็สอนโดยอย่าให้เขารู้ว่าถูกสอนน่ะสิ และครูไม่ควรใจร้อนอยากเห็นผล เร็ว ๆ เช่น สอนเด็กที่เคยลักขโมยแล้วต้องการให้เลิกทันที สอนเด็กที่ติดยาแล้วจะให้เลิกทันใดเพราะเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยเวลา หากใจร้อนใจเร็ว แรงของครูที่ลงไปก็อาจจะสูญเปล่า น้องดาว ลองอ่านเรื่องที่พี่สอนนักเรียนเรื่องนี้ก็ได้
พี่นำป้ายโฆษณา / ประกาศมาผูกเป็นเรื่อง แล้วให้นักเรียนเขียนขยายเรื่องตามกรอบเรื่องที่กำหนด
|
ประกาศ ที่นี่มีลูกกบขาย ราคาถูกๆ สนใจ เชิญติดต่อ โทร… |
จุดประสงค์ ๑. เพื่อเป็นพื้นฐานการเขียนบทความ เรื่องสั้น นิทาน นวนิยาย ๒. แทรกคุณธรรมเรื่องความเมตตา ความ กตัญญู |
เป็นการสอนนักเรียนที่ให้เด็กได้คิดค่ะอาจารย์ เมื่อเขาผ่านกระบวนการคิดบ่อยครั้งขึ้น เขาอาจทำในสิ่งที่ควรทำค่ะอาจารย์
ขอบคุณบันทึกชวนติดตามนะคะ ท่านอาจารย์สบายดีนะคะ
ชอบเทคนิกการสอน...เสียดายที่เกษียณแล้ว