นอกจากหลงใหลในศิลปินเกาหลีและติดซีรีส์เกาหลีแล้ว คนไทยควรหันมาสนใจด้วยว่า เพราะเหตุใดเกาหลีใต้จึงได้รับคะแนนคุณภาพการจัดการศึกษา เป็นอันดัยที่สองของโลก และเป็นประเทศที่ดีที่สุด (The World’s Best Countries) เป็นอันดับที่ 15 จาก 100 ประเทศทั่วโลกที่นำมาจัดอันดับ ในขณะที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 58 มาเลยเชียอันดับที่ 37 และสิงคโปร์อันดับที่ 20

เพื่อให้ท่านผู้อ่านนึกภาพออก เวลาผู้เขียนกล่าวถึง เกาะ ทะเล ภูเขา เมืองหรือสถานที่ใดๆ ในบันทึกนี้ ผู้เขียนจึงใด้นำแผนที่ ที่ได้ใส่สัญลักษณ์ดาวสีเขียว และมีคำภาษาไทยกำกับคำภาษาอังกฤษ มาประกอบบันทึกดังภาพข้างล่าง

สี่วันในเกาหลีใต้ ผู้เขียนและสมาชิกใน Group Tour เดียวกัน ต้องเดินทางทั้งใกล้และไกล เริ่มจากรถนำเที่ยวมารับที่สนามบินนานาชาติอินชอนซึ่งตั้งอยู่บนเกาะยองจอง แล้วพาข้ามไปยังแผ่นดินใหญ่ผ่านสะพานยองจอง ไปชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองซูวอนที่ได้ชื่อว่าเมืองมรดกโลก ต่อจากนั้นได้เดินทางไกลจากซีกตะวันตกของเกาหลีใต้ ไปยังซีกตะวันออกสุด แล้วพักที่รีสอร์ต ขนาดมหึมาบนภูเขาโซรัคซาน 1 คืน รุ่งขึ้นได้เดินทางไปชมอุทยานแห่งชาติโซรัคซานที่ได้ชื่อว่า "สวิทเซอร์แลนด์เกาหลี" แล้วย้อนกลับไปชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และจับจ่ายใช้สอยในกรุงโซล โดยพักค้างคืนที่กรุงโซล 2 คืน ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ และได้นำประสบการณ์ที่ได้พานพบและเรียนรู้ มาแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตร ในบันทึกนี้
ก่อนที่จะนำเสนอรายการท่องเที่ยวในแต่ละวัน ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "ฤดู" ในเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น 1 ปีมี 4 ฤดู ดังภาพแสดงบรรยากาศในแต่ละฤดู คำ (ภาษาอังกฤษ) ที่ใช้เรียกฤดูทั้ง 4 และเดือนที่อยู่ในช่วงฤดูนั้นๆ โดยเริ่มจาก 1) ฤดูหนาว (Winter) เป็นช่วงเวลาของ "การเล่นสกี" "คุณหมอทิมดาบ" กล่าวกับผู้เขียนว่า "ส่วนใหญ่ผมไปเกาหลีใต้เจอแต่ฤดูหนาวและมีหิมะ...ไม่ค่อยเจอดอกไม้อะไรเลยครับ....เจอแต่ต้นสนที่ไร้ใบ...ดอกไม้สีขาวที่อาจารย์แม่มอบให้...ถ้าเจอของจริง คงงดงามมาก" ดอกไม้สีขาวที่คุณหมอทิมดาบพูดถึง เป็นภาพดอกไม้ที่ผู้เขียนถ่ายจากวัดวาวูจองซา ในวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูที่ 2) ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เกาหลีใต้ได้ชื่อว่า "ดินแดนแห่งดอกไม้งาม" 3) ฤดูร้อน (Summer) เป็นฤดูกาลแห่ง "แสงอาทิตย์และทะเลสีคราม" และ 4) ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) เป็นช่วงเวลาที่ "ใบไม้เปลี่ยนเป็นเฉดสีแดง/เหลืองแล้วร่วงหล่นลงปูพรมบนพื้น"

วันแรกในเกาหลีใต้ (วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555)

วันที่สองในเกาหลีใต้ (วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม 2555)

จากช่วงบ่ายของวันที่ 26 พฤษภาคม เป็นต้นไป แหล่งท่องเที่ยวที่ได้ไปเที่ยวชม และสถานที่ต่างๆที่ได้ไปสัมผัสจะอยู่ในกรุงโซล (Seoul City) ทั้งหมด ผู้เขียนจึงได้นำแผนที่ ที่แสดงตำแหน่งของสถานที่สำคัญส่วนใหญ่ที่ได้ไปสัมผัส ดังภาพล่าง


วันที่สามในเกาหลีใต้ (วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2555)
เริ่มด้วยภาคเช้า แวะฟังคำบบรรยายและซื้อโสมเกาหลี ที่ได้ชื่อว่า"ราชาแห่งมวลสมุนไพร" (ห้ามถ่ายภาพ) ต่อจากนั้นไปชม "Blue House" ที่เป็นทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และอนุสาวรีย์รูปนกฟีนิกซ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ ด้านหลังเป็นภูเขาหัวมังกร (มองเห็นคล้ายตา 2 ข้าง ซึ่งไกด์เกาหลีอธิบายว่า เป็นมังกรที่คอยป้องกันอันตรายให้กับกรุงโซลและผู้คน) แล้วเข้าชมพระราชวังเคียงบ็อกกุง ซึ่งเป็นพระราชวังไม้โบราณที่เก่าแก่ที่สุด ภายในบริเวณพระราชวังมีพลับพลากลางน้ำ และพิพิธภัณฑ์คติชนพื้นเมือง ซึ่งไกด์เกาหลีได้นำชมนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ที่ได้จัดแสดงและอธิบายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของชาวเกาหลีในอดีต ตั้งแต่วัยแรกเกิดถึงวัยสูงอายุ และได้ให้ลูบสัตว์ประจำปีเกิดแล้วอธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการ ช่วงบ่ายได้เข้าชมการแสดง "Jump Show" ซึ่งเป็น "Comic Martial Art Performance เป็นการแสดงตลกที่ไม่ใช้ภาษา แล้วไปชมหมู่บ้านบุกชอนฮันอก (มรดกโลก) ที่เคยเป็นที่อยู่ของขุนนางระดับสูง ตอนเย็น Shopped ที่ตลาดเมียงดง มากับคนที่เรียนแพทย์เพียงปีที่ 5 แล้วลาออกมาเรียน "Beauty and Spa" เพราะความรักสวยรักงาม ก็เลยต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอางไป 1 ชุด
กลับถึงที่พักจากการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย ตั้งแต่วันแรกถึงวันที่สาม ก็มีพร้อมทั้งของฝากคนอื่น และฝากตัวเอง (สาหร่าย ขนม ปากกา พวงกุญแจ ของติดตู้เย็น ตุ้งติ้ง ตะเกียบและช้อน และเงินวอนซึ่งเป็นของสะสม) ที่ใช้เงินมากที่สุดคือ โสมเกาหลีที่อ้างว่า ทำจากโสมคุณภาพดีที่สุด (Heaven 1 Korean Ginseng) ที่ปลูกในป่าธรรมชาติเป็นเวลา 6 ปี โดยซื้อชนิดผง (Powder) ที่ระบุสรรพคุณหลายอย่างรวมทั้ง Good for Winepipe, Breathing and Immune Systems and Weakness Memmory เป็นต้น ซึ่งเหมาะกับพ่อใหญ่สอ และชนิดแค็บซูล (Capsule) ที่อ้างสรรพคุณหลายอย่าง รวมทั้ง Good for High/Low Blood Pressure, High Cholesteral, Weakness in Heart and in Nervous System เป็นต้น อย่างละกล่องราคารวมุ 643,900 (จำสูตรการคิดเป็นเงินไทยได้ไหมคะ...ตัด 0 ออก 2 ตัวแล้วคูณด้วย 3) หมวกที่เห็นในภาพซื้อสวมกันแดดที่อุทยานแห่งชาติโซรัคซาน ที่เลือกทรงนี้ เพราะเห็นว่ามีลักษณะต่างไปจากหมวกที่เห็นในเมืองไทย มีคนซื้อตามแล้วก็บ่นภายหลังว่าไม่รัดศีรษะ และไม่สวมอีกเลย แต่ผู้เขียนใช้ตลอด

วันที่ 4 ในเกาหลีใต้ (วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2555)

เมื่อคิดเปรียบเทียบ "บ้านเขา" กับ "บ้านเรา" ผู้เขียนเห็นว่า อย่างน้อยก็มีอยู่หนึ่งอย่่างที่เมืองไทยดีกว่าเกาหลีแน่นอน นั่นคือเรื่อง "อาหารการกิน" เพราะอาหารเกาหลีเน้นแป้งและเนื้อสัตว์ และปรุงง่ายๆ รสชาติจืดๆ ไม่ถูกปากคนไทย มีให้เลือกไม่หลากหลาย ต่างจากอาหารในเมืองไทย ที่มีพืชผักสมุนไพรเป็นส่วนประกอบ ปรุงรสเข้มข้นและมีชนิดให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งยังมีการประดิดประดอยเป็นอาหารตาอาหารใจได้ด้วย รับประทานอาหารเกาหลีใต้ 4 วันเต็ม 12 มื้อ ผู้เขียนจึงโหยหาอาหารไทยมาก เพราะปกติอาหารกลางวันและเย็น ผู้เขียนจะทานผักผลไม้ประมาณ 80 % เนื้อสัตว์และแป้ง 20 % แต่ที่เกาหลี แต่ละมื้อหาผักทานแทบไม่ได้ (อาจเป็นเพราะผักหายากเนื่องจากเกาหลีมีพื้นที่เป็นภูเขาถึง 70 % จึงมีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกน้อย) โชคดีหน่อยที่มื้อไหนมีผักสด ในโต๊ะ (ซึ่งเขาจะจัดโต๊ะละ 4 คนเหมือนกันทุกแห่ง) จะมีผู้เขียนคนเดียวที่ทานผักสด จากที่กล่าวมา นโยบายการพัฒนา "ครัวไทยสู่ครัวโลก" จึงมีความเหมาะสมกับศักยภาพของประเทศไทยเป็นย่างยิ่ง

ส่วนในด้านอื่นๆ นั้น จากประสบการณ์ 4 วันในเกาหลีใต้ ผู้เขียนเห็นว่า เกาหลีใต้มีสิ่งดี 4-5 ประการ ที่ไทยควรนำไปปรับใช้ ดังนี้คือ

กลับจากเกาหลีใต้ถึงอุบลฯ ได้วันเดียว ก็เปิดภาคเรียน แล้วผู้เขียนก็ได้มองเห็นความแตกต่างของบ้านตัวเองกับเกาหลีใต้ (ฟ้องด้วยภาพ) ประตูทางเข้าไปถึงคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ ที่ทำงานของผู้เขียน มีอยู่ 4 ประตู เป็นประตูด้านถนนแจ้งสนิท 1 ประตู ที่เหลืออีก 3 ประตูเป็นประตูด้านที่มาจากบ้านของผู้เขียน ผู้เขียนจึงเลือกใช้ประตูใดประตูหนึ่งใน 3 ประตูดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเลี้ยวเข้า ประตูไหนแออัดน้อยกว่า แต่วันแรกที่ทำงานไม่สามารถใช้ได้ทั้ง 3 ประตู เพราะทุกประตูมีสายโทรศัพท์ห้อยโตงเตงปิดประตูทั้ง ต้องไปเข้าด้านถนนแจ้งสนิท เรื่องการดูแลไม้ดอกไม้ประดับก็เหมือนกัน ดูเหมือนคนไทยไม่ค่อยรักต้นไม้ดอกไม้ ผู้เขียนเห็นเป็นประจำ ทั้งตามถนนหน ทางร้านอาหาร บ้านเรือน วัดวาอาราม ที่ปล่อยให้ต้นไม้เหี่ยวเฉา ขาดการดูแลเอาใจใส่ ดังตัวอย่างต้นโกสนวัดในเมืองที่ผู้เขียนทนไม่ได้ต้องไปหิ้วน้ำรด และต้นกล้วยนวลวัดป่า ที่มีกาบและใบแห้งดูรุงรังไม่เจริญหูเจริญตาผู้ไปทำบุญ ซึ่งผู้เขียนก็ได้ไปจัดการตัดแต่งให้ดูเรียบร้อยขึ้น

รอติดตามค่ะ
อาจารย์แมาเดี๋ยวชลัญมาเที่ยวเกาหลีกับอาจารย์แม่ต่อค่ะ ขอบคุณค่ะที่แบ่งปัน
อาจารย์แม่ที่เคารพครับ...ส่วนใหญ่ผมไปเกาหลีใต้เจอแต่ฤดูหนาว และมีหิมะ...ไม่ค่อยเจอดอกไม้อะไรเลยครับ....เจอแต่ต้นสนที่ไร้ใบ...ดอกไม้สีขาวที่อาจารย์แม่มอบให้....งดงามมาก...ถ้าเจอของจริงคงงดงามมากครับ....จะรออ่านบันทึกต่อไปนะครับ
ขอบคุณค่ะ..อ่านด้วยความสุข..
ขอบคุณคะที่แบ่งบัน รูปสวยมากคะ
ความรู้หาที่สุดมิได้
คะจะรอติดตาม!
ขอบคุนอาจารย์ ผศ. วิไล แพงศรี มากนะครับที่นำภาพสวยๆๆมาให้ดูและยังบรรยายบรรยากาศสถานที่ที่ไปทำให้รู้สึกเมื่อไปเที่ยวด้วยเลยครับ ภาพแต่ละภาพสวยงามมากครับผมจะติดตามบทความต่อไปของอาจารย์ครับ
สวยมากครับอาจารย์ ปีหน้าผมจะไป
สวยจังครับ
สวยมากค่ะ อาจารย์ เป็นประเทศที่น่าสนใจเลยที่เดียว ถ้ามีโอกาสไปต่างประเทศหนูคงเลือกประเทศเกาหลีเป็นอันดับแรก
เพราะว่า - สถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากๆๆๆ สวยๆๆๆทั้งนั้น
สวยงามมากครับอาจารย์ เห็นแล้วอยากไปบ้าง ครับ
ถ้ามีโอกาสอยากไปเที่ยวแบบอาจารย์บ้างจังเลยครับ
สวยมากค่ะ
สวัสดีค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวนี้น่าไปท่องเที่ยวมากๆค่ะ สวยมากนะค่ะ
วิวสวยมากค่ะ อาจารย์ และประเทศไทยควรนำมาปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ดูดี สะอาด เหมือนประเทศเกาหลี หากประเทศไทยปฏิบัติได้แบบนี้ ทัศนียภาพต่างๆคงสวยงามมากๆๆค่ะ
สวัสดีค่ะจากที่ได้ดูสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปเที่ยวมากๆๆเลยบรรยกาศดีมากเลยค่ะ
สู้ๆนะคร้าบบอาจารย์..รอติดตามตอนต่อไปอยู่ครับ