คราบกรุ ที่ผิวของพระกรุ คืออะไร


ตำราดูพระส่วนใหญ่บอกอย่างสับสนว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ที่ผิวพระกรุ ว่าเป็น คราบกรุ ทั้งๆที่บางครั้งก็เป็นผิวยุ่ยกร่อน หรือผิวนอกที่งอกใหม่ของพระเนื้อผง เนื้อว่าน หรือบางทีก็เป็นสนิมของพระเนื้อโลหะ

สมัยที่ผมศึกษาพระเครื่องใหม่ๆ ผมพยายามอ่านตำรา ตามคำแนะนำของท่าน "เซียนใหญ่" ลูกพี่ของผม ที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผมพบว่า ตำราดูพระส่วนใหญ่บอกอย่างสับสนว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ที่ผิวพระกรุ ว่าเป็น คราบกรุ ทั้งๆที่บางครั้งก็เป็นเพียงผิวยุ่ยกร่อน หรือผิวนอกที่งอกใหม่ของพระเนื้อผง เนื้อว่าน หรือบางทีก็เป็นสนิมของพระเนื้อโลหะ

ผมจึงเรียนมาอย่างงงง ว่า "คราบกรุ" ที่ผิวของพระกรุ คืออะไรกันแน่

เพื่อความสะดวกในการเรียนเรื่องการดูพระกรุ ผมก็เลยพยายามลืมคำว่า "คราบกรุ" ไว้ชั่วคราว แล้วหันมาศึกษาวิวัฒนาการของผิวพระที่อยู่ทั้งในกรุ และออกมานอกกรุแล้ว

ทำให้ผมเริ่มเห็นสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ อย่างน้อย 3 แบบ คือ

  • สิ่งที่เกิดมาจากมวลสารในพระเอง
  • สิ่งที่มาจากภายนอก และ
  • สิ่งที่เกิดจากการทำปฎิกริยาของมวลสารเดิมกับปัจจัยภายนอก

ทั้งสามอย่างนี้จะมีครบในพระกรุที่มีสภาพแบบเดิมๆ ไม่ผ่านการล้าง ขัดถู ขูดแต่ง ที่หาได้ยากมากในสภาพปัจจุบัน

ทั้งนี้เพราะ คนที่ได้มาก็ชอบ "อยากเห็น" ว่าข้างในมีอะไร

นักเล่นพระบางคนก็ชอบ "ความสะอาด"

บางคนก็ชอบลองว่าแช่อะไร ล้างอย่างไร จะเป็นอย่างไร

ทำให้แทบจะหาพระสภาพเดิมๆยากมาก

ส่วนใหญ่ก็มักจะเดิมๆ แบบจัดการมาเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นวัสดุที่ใช้ในศึกษา "คราบกรุ" จึงค่อนข้างจำกัด

มีแต่การเก็บเล็กผสมน้อยตามที่เห็นมาเท่านั้น

ทีนี้ เมื่อหันมามองคราบต่างๆ ที่ปรากฏ

 ประเภทแรก ก็คือ มวลสารที่มาจากในเนื้อพระ

  • เนื้อดิน ก็จะมี
    • เนื้อยุ่ย ที่มีสีตามชนิดของดินที่ใช้ทำพระ
    • คราบยุ่ย  และ
    • คราบปูนนวลๆ
      • ที่น่าจะมาจาก ผงปูนในเนื้อพระ
      • ที่เคยเป็นตัวประสานในระหว่างการผสมเนื้อดิน
      • ที่น่าจะถือว่าเป็นมวลสารอย่างหนึ่งในการสร้างพระเนื้อดิน เพราะพบมากทุกกรุ
      • มีลักษณะการคลุมแบบสม่ำเสมอมาก ที่ไม่น่าจะมาจากภายนอก 
    • คราบว่าน ถ้ามีการผสมว่าน เช่น พระผงสุพรรณ
  • เนื้อชิน หรือโลหะต่างๆ ก็จะมี
    • สนิมสีต่างๆ ตามชนิดโลหะ เช่น สนิมแดง เงิน ชินเงิน และชินเขียว
    • การละลายตัวของโลหะที่อ่อนกว่าออกมาอยู่ที่ผิวชั้นนอก เช่นพวกสำริด 
  • เนื้อผง โดยเฉพาะผงปูนดิบ และปูนสุก ก็จะมี
    • ผิวงอกของเนื้อปูน ทั้งปูนดิบที่แข็ง และปูนสุกที่ออกนวลๆ คล้ายแป้ง หรือเกาะกันเป็นแผ่นแป้ง
    • น้ำมันตังอิ้ว
    • มวลสารอื่นๆ เช่นน้ำอ้อย นำมันข้นอื่นๆที่ช่วยรักษาเนื้อพระ ไม่ให้แตกร้าวได้โดยง่าย
  • เนื้อว่าน 108 ก็จะมี
    • น้ำว่านชนิดต่างๆออกมาคลุม เช่นในกลุ่มพระหน้าทอง หน้าเงิน หรือหุ้มเงิน 

ประเภทที่ 2 คือ สิ่งที่มาจากภายนอก

ขึ้นอยู่กับระดับความสูง สภาพแวดล้อมที่กรุนั้นอยู่ ที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็น

  • ฝุ่นละออง
  • ความชื้นในกรุ
  • ความเค็มของดิน และสภาพแวดล้อม เช่น พระกรุพนังตรา ที่อยู่ใกล้ทะเล
  • น้ำแช่ขังพร้อมตะกอนน้ำ เช่ กรณีพระสมเด็จบางขุนพรหม
  • แร่เหล็กที่ไหลมากับน้ำ เช่น พระกรุนาดูน
  • สาร มวลสารต่างๆที่อยู่รอบๆกรุ

 ประเภทที่ 3 คือ สิ่งที่เกิดจากการทำปฏิกริยาระหว่างมวลสารเดิม กับปัจจัยแวดล้อม

  • รารัก จากมวลสารสีน้ำตาลดำในพระเนื้อดิน โดยเฉพาะผิวดินแกร่งเท่านั้น เพราะคาดว่าถ้าไม่แกร่งก็อาจลอกหลุดไปกับเนื้อที่ยุ่ยหลุดไปแล้ว
  • สนิมผสมดิน และฝุ่นละออง เช่นในพระท่ากระดาน พระร่วงรางปีน
  • คราบดิน คราบน้ำ และฝุ่นละอองต่างๆ

ดังนั้น ที่น่าจะเรียกว่าเป็น "คราบกรุ" น่าจะอยู่ในประเภทที่ 2 และ 3

ที่จะขึ้นอยู่กับ

  • โครงสร้าง และส่วนประกอบของกรุ
  • ความสูงต่ำของกรุ ว่าเป็นยอดเจดีย์ หรือ ฐานอาคาร
  • เก็บไว้ในภาชนะ หรือกองไว้กับดิน
  • สภาพพื้นที่ของกรุ ที่มีความแห้งแล้ง น้ำท่วม ความชื้นสูง ต่ำ จะทำให้ทีคราบกรุต่างกัน
  • อายุ และการพังทลายของกรุ

ลักษณะเช่นนี้สามารถศึกษาได้จาก

  • พระชุดเดียวกันที่แบ่งลงกรุบ้าง ไม่ลงกรุบ้าง เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง ที่มีประวัติว่า บางส่วนนำไปลงกรุที่วัดเกศไชโย หรือ
  • พระสมเด็จบางขุนพรหม ที่มีทั้ง ไม่ลงกรุ กรุเก่า กรุใหม่

ทำให้เห็นความแตกต่าง และพัฒนาการชัดเจน

ที่ทำให้การศึกษาพัฒนาการของผิวและเนื้อพระทำได้โดยง่ายครับ

ไม่หลงไปกับพระฝีมือ ที่ทุกอย่างพยายามทำเทียมหมด

จำไว้เลยครับ

เขาทำได้บางอย่างเท่านั้น แต่ทำทุกอย่างไม่ได้

ถ้ามีอะไรผิดปกติให้ระวังเป็นพิเศษ หรือมองข้ามไปเลยครับ 

หมายเลขบันทึก: 490807เขียนเมื่อ 11 มิถุนายน 2012 08:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 17:52 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

พ่อผมก็เซียนพระ แต่ผมไม่มีความรู้เลย คราวนี้รู้แล้ว(นิดเดียวก็ยังดี)

เหมือนผมเลย

พ่อผมเป็นชาวนา แต่ผมแทบไม่มีความรู้เรื่องการทำนาเลย

ผมลองมาทำนาเอง ตอนนี้รู้แล้ว (นิดหน่อยก็ยังดี) 5555555+

เจษฎา เนตรสว่างวิชา

อยากให้อาจารย์วิภากษ์ พระกรุวัดดงยาง  ต.บ่อทอง อ. บางระกำ จ.พิษนุโลก หน่อยครับ กำลังเป็นกระแสที่น่าสนใจเป็นวิทยาทานครับ

ม่เคยเห็นของแท้ ที่โชว์อยู่ในเวบทั้งหมดเป็นพระยัดกรุ เลยไม่มีความรู้พอจะวิจารณ์ครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี