ขณะนี้กำลังโต้เถียงกันว่า การฟ้องศาลรธน. กรณีล้มล้างการปกครอง ต้องผ่านไอ๋ย๋าการตามมาตรา ๖๘ หรือไม่
ลองมาอ่านม. ๖๘ นะครับ
มาตรา ๖๘ (การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย)
บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ......
ผมมาติดใจตรงคำว่า “ย่อมมีสิทธิ” คือตามหลักภาษาไทย คำว่ามีสิทธิ์นั้นมาพร้อมกับ “การสละสิทธิ” เช่น คุณมีสิทธิขึ้นรถเมล์ฟรี แต่สละสิทธิยอมเสียเงินเป็นต้น ดังนี้ถ้าผมมีสิทธิจะยื่นเรื่องผ่านอัยการผมก็อาจสละสิทธิตรงนี้ แล้วยื่นตรงต่อศาลรธน.ได้ สิ
กฎหมายกำหนดให้ "ผู้ทราบการกระทำ" มีสิทธสองประการคือ 1) สิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการ และ ๒) สิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาล (โดยตรง)
ดังนั้นผู้ทราบฯ อาจเลือกใช้สิทธิใดสิทธิหนึ่งหรือทั้งสองสิทธิพร้อมกัน หรืองดใช้สิทธิใดสิทธิหนึ่งหรือทั้งสองสิทธิพร้อมกัน ก็ย่อมได้
ประเด็นต่อมาคือ “ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว” นั้น อาจเป็นตัว “ศาลรธน.เสียเอง” ก็ยังได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลรธน. นั้นสูงกว่าอัยการ คงไม่ใช้สิทธิให้อัยการพิจารณาหรอกกระมัง
ถ้าจะไม่ให้กำกวม ควรเขียนว่า
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดทำการตรวสอบแล้วเห็นว่ามีมูลให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ......
...คนถางทาง (๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕)
ขอยคุณค่ะ ชลัญไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้ แต่รอดตัวบันทึกนี้ medicine รอดตัว
แต่นักกฎหมายไม่รอดครับ อิอิ
นักกฎหมายไทยก็มั่ว พอกัน ทำอะไรไม่รอบคอบ สมัยผมเป็นผู้มีอำนาจ ต้องร่างกฎข้อบังคับมากมาย กว่าจะออกมาได้ผมอ่านตามทวนขวางซ้ายขวางขวา อ่านย้อนกลับเป็น ร้อยรอบ (ไม่ใช่สิบ ) เพื่อหาช่องโหว่ของการตีความ แต่ไอ้เีอี้ยพวกนี้ แมร่งจบกฎหมายดีกรียาวเหยียด ทำได้แค่เนี่๋ยะ
สมัยผมเป็นผห. กะเขา แถมยังทะลึ่งไปเสนอปรับแก้กฎระเบียบข้อบังคัีบมากหลาย (โง่แล้วขยัน) สุดท้่ายผมเล็งเห็นว่า ผมต้องเขียนเอง หากปล่อยให้ฝ่ายเลขาเป็นคนยกร่าง ผมคงแก้ตายแน่ มันเลยกลายเป็นว่าผมยกร่างเองด้วยนิ้วตัวเอง แล้วส่งให้ฝ่ายเลขาตรวจทานว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ "สภา" ไหม
การใช้คำเชื่อม และ หรือ ที่ ซึ่ง อัน เป็น อีกทั้ง ที่ซึ่ง และ/หรือ อนึ่ง ฯลฯ มันมีนัยยะความหมายโดยตรงโดยอ้อมอย่างไร ผมคิดหมด แม้กระนั้นก็ยังมีรูรั่วในทางปฏิบัิติในภายหลังจนได้
ทำให้ผมคิดได้ว่าคนฉลาดต่างจากคนโง่ตรงที่คนฉลาดคาดการณ์ปัญหาได้ล่วงหน้า (ส่วนผมคนโง่แน่ๆ อิอิ )
ผมว่ารู้ครับ แต่จะไปแบบข้างๆๆคูๆๆ เพื่อผลประโยชน์ที่ตนต้องการ
หลายอย่างดิ้นไป-ดิ้นมาได้ เพราะคน คนเป็นผู้สร้างและทำลายทุกสิ่งอย่าง
ดีครับท่านวิไล ภาษานอกจากดิ้นได้แล้วยังมีทางเลือกหลากหลายอีกด้วย เวลาผมเขียนอะไรถ้ามีเวลาผมจะพยายามแต่งให้มันใช้คำให้น้อยที่สุด โดยสื่อความหมายได้เท่าเทียมกัน
กรณีผมว่าต้องกำหนดเงื่อนเวลาด้วย เช่น หากภายใน ๑๐ วัน อยกสส. ไม่ยื่นคำร้อง ผู้ทราบฯ.....ไม่งั้นเขาอาจดองเค็ม แล้วบอกว่ากำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา อิอิ
แล้วใครเป็นคนตีความกฎหมายในรัฐธรรมนูญละครับ จะได้จบกันซักที่เรื่องนี้