ใจชื้นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ว่า สถิติการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนไทยคงจะลดลงไปตามลำดับ เพราะสื่อโทรทัศน์เสนอข่าวในเวลาที่ผ่านมาไม่นาน ว่า เด็กวัยรุ่นในปัจจุบันสูบบุหรี่น้อยลง เพราะผลสำเร็จจากการรณรงค์ของหน่วยงานต่างๆ แต่แล้วใจก็กลับมาห่อเหี่ยวอีกครั้ง เมื่อผู้เขียนได้อ่านพบสถิติจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนเสริมมิตร   ที่ได้ให้ข้อมูลจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ปปส. และ สสส. เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. 2555 ว่า ปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ปีละประมาณ 5 ล้านคน ประเทศไทย มีคนไทยเสียชีวิตจากบุหรี่ปีละกว่า 42,000 ราย และต้องเข้ารับการรักษาโดยเฉพาะโรคมะเร็งไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 คน ล่าสุดในปี 2554 สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจพบคนไทยสูบบุหรี่ 10.9 ล้านคน เป็นชาย 10.3 ล้านคน หญิง 5.4 แสนคน โดยในกลุ่มอายุ 15-18 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.25 ในปี 2550 เป็นร้อยละ 7.62 ในปี 2554 และในกลุ่มอายุ 19-24 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน จากร้อยละ 21.27 เป็นร้อยละ 22.19 และประชาชนร้อยละ 39 คน สัมผัสควันบุหรี่ในตัวบ้าน  (http://www.sermmit-school.ac.th/news/25330.html)  

          อาจารย์หมอปัทมา ได้รำพึงในบันทึกของคุณนงนาท สนธิสุวรรณว่า “จนวันนี้ เป็นที่รู้แน่ว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กระทั่งซองยังมีภาพน่ากลัว คนเกือบทั้งหมดมีความรู้ ว่าบุหรี่ก่อมะเร็งปอด อะไรหนอ ทำให้คนยังคงสูบอยู่" ผู้เขียนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะข้อมูลความแตกต่างระหว่างเพศระบุว่า ผู้ชายมักใช้สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นซีกที่ใช้เหตุผล และผู้หญิงมักใช้สมองซีกขวาซึ่งเป็นซีกที่ใช้อารมณ์ แล้วผู้ชายจำนวน 10.3 ล้านคน (จากทั้งหมด 10.9 ล้านคนที่สูบบุหรี่) ไม่ได้ใช้สมองคิดหาเหตุผลที่จะไม่สูบบุหรี่กันบ้างหรอกหรือ ถึงได้พากันสูบบุหรี่ออกมากมายก่ายกองกันขนาดนั้น

 

            ผู้เขียนเองมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับบุหรี่หรือยาสูบมา ตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน ตอนที่อายุประมาณ 4 ขวบ ได้เดินไปเตะกระป๋องยาเส้นของพ่อซึ่งเป็นครูใหญ่เข้า จนยาเส้นหกกระจาย พ่อตวาดให้ผู้เขียนเก็บแต่ผู้เขียนไม่ยอมเก็บ (สงสัยว่าจะต่อต้านพ่อ เพราะเห็นพ่อลำเอียง ที่ป้อนข้าวเหนียวกับปิ้งตับให้กับพี่สาวที่อายุมากกว่าผู้เขียน 2 ปี แล้วปล่อยให้ผู้เขียนนั่งกลืนน้ำลายอยู่ใกล้ๆ ทำเป็นเข้าไปเลียบเคียงถามพี่ว่า กินข้าวกับอะไร พ่อกลับบอกให้พี่ตอบว่า กินกับ…ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ที่คนขับถ่ายออกมาหลังจากกินเข้าไปแล้ว) พ่อดุซ้ำว่าจะเก็บหรือไม่เก็บ ผู้เขียนก็ยังไม่เก็บอยู่ดี พ่อโมโหมาก จับผู้เขียนมัดรวบมือ รวบเท้า แล้วนำไปผูกห้อยโตงเตงบนขื่อ จนแม่ที่เป็นครูน้อยโรงเรียนเดียวกับพ่อซึ่งกำลังกวาดบ้านอยู่ เดินไปขู่พ่อว่า จะเอาลงหรือไม่เอาลง สักพักพอถึงยอมทำตาม…แสดงว่า คำกล่าวที่ว่าผู้หญิงเป็นผบ.ทบ.หรือผู้บังคับบัญชาที่บ้านนี่เป็นความจริง

           อีกไม่กี่เดือนต่อมา พ่อของผู้เขียนก็ป่วยและเสียชีวิตลงในเวลาเพียงสามเดือน แม่ต้องรื้อบ้านพาลูกกลับไปยังบ้านเกิดด้วยความโศกเศร้าและลำบากยากแค้นแสนเข็ญ เพราะหญิงหม้ายอายุ 32 ปีต้องเลี้ยงลูก 5 คนตามลำพัง วันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนอายุประมาณ 8 ปี ได้แอบพาน้องชายคนเล็กที่อายุประมาณ 4 ขวบ ออกไปยังทุ่งนาหน้าแล้งที่เวิ้งว้างแทบไม่มีต้นไม้ให้หลบแดด ท่ามกลางแดดเปรี้ยงด้วยศีรษะที่เปล่าเปลือย เพื่อขุดกบกลับไปให้แม่ทำอาหาร…ใช้ไม้แยงรูสัมผัสหยุ่นๆ ที่ปลายไม้ทำให้ลิงโลดใจหลายครั้งว่าจะได้กบ อุตส่าห์ขุดรูลึกสุดแขน เป้าหมายที่พบกลับกลายเป็นงูบ้าง คางคกบ้าง ขุดหากบไปเรื่อยจากทุ่งนาใกล้บ้านไปจนใกล้ถึงถนนหลวงรวมระยะทาง 2 กิโลเมตร ในตะกร้ามีปูขาขาดแห้งกรังอยู่ตัวเดียว น้องชายบอกกระหายน้ำแต่ไม่มีน้ำให้ดื่ม สุดท้ายน้องเป็นลมแดด ผู้เขียนต้องอุ้มน้องข้ามถนนไปตะโกนขอความช่วยเหลือจากย่าที่พักอยู่ที่เถียงนาไม่ไกลนัก ย่ารินน้ำจากกระติกใส่ฝากระป๋องยาเส้นของย่าให้ดื่มทั้งน้อง/พี่ ผู้เขียนยังจำกลิ่นยาเส้นขณะดื่มน้ำได้เป็นอย่างดี           

           ตอนที่ผู้เขียนอายุประมาณ 10-11 ปี ได้หาบหัวหอมกับกระเทียมที่เป็นผลผลิตที่แม่ปลูก ตามแม่เพื่อไปแลกยาเส้นและปลาร้าจากหมู่บ้านห่างออกไป (พี่สาวไม่เคยทำเพราะอาย) แม่บอกกับชาวบ้านที่นำยาเส้นมาแลกหอมว่า ถ้าอยากได้ยาเส้นที่ฉุนเวลาแม่นำกลับมาแลกข้าวในหน้าเกี่ยวข้าวคราวต่อไปละก็ ครั้งนี้ต้องนำยาเส้นที่ฉุนมาแลกหอมนะ แม่กินหมาก แต่ย่าและยายของผู้เขียนสูบยาเส้นที่มวนด้วยใบตองกล้วยแห้ง คุณชลัญธรได้เขียนบันทึกไว้ว่า “สมัยที่ชลัญยังเล็กๆ อยู่จำได้ว่า ผู้ชายแทบทุกคนสูบบุหรี่ จนทำให้เข้าใจว่า อ๋อ เป็นผู้ชายต้องสูบบุหรี่  เวลาเข้าตลาดแต่ละครั้ง… สิ่งที่แม่ซื้อติดมือมาก็คือบุหรี่ ที่ขายเป็นกิโลๆ (ผู้เขียนว่าน่าจะเป็นยาเส้นมากกว่า)  และกระดาษมวนยาสูบ… ชลัญก็คิดในใจตลอดว่า อ๋อ ถ้าเราไปไหนมาไหน กลับมาต้องซื้อบุหรี่มาฝากพ่อ ...ผู้ชายพอโตขึ้นหน่อยก็จะถูกหัดให้สูบบุหรี่…” ซึ่งก็คงจะด้วยเหตุเดียวกันนี้กระมัง ที่ทำให้น้องชายทั้งสองของผู้เขียนสูบบุหรี่ พี่เขยสามีพี่คนโตก็สูบเช่นกัน ดีนะที่ผู้เขียนและพี่สาวทั้งสองไม่กินหมากตามแม่

           ในปี พ.ศ.  2514 ปีแรกที่เรียนปริญญาตรีวิชาเอกภาษาอังกฤษ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม) เพื่อนจากอุดรชวนแกมบังคับให้ผู้เขียนร่วมแสดงบนเวทีในงานปีใหม่ โดยเธอแสดงเป็นยายนุ่งผ้าถุงใส่เสื้อคอกระเช้ากินหมาก ให้ผู้เขียนแสดงเป็นตา เขียนหนวดเคราบนใบหน้า ใส่ชุดม่อฮ่อมแบบชาวนามีผ้าขะม้าคาดพุง และสวมหมวกปีกกว้าง มือขวาหิ้วไหปลาร้า (ไปฝากลูกที่กทม.) มือซ้ายคีบยาสูบมวนโตและต้องสูบพ่นควันให้เห็นด้วย ความที่สูบไม่เป็นจึงสำลักควันบุหรี่เป็นที่ขบขันของผู้ชม เพื่อนแสดงได้สมจริงมาก แต่ผู้เขียนได้รับเสียงแซวว่า สูบบุหรี่ก็ไม่เป็น บางคนก็ตะโกนว่า ไม่เหมือนยายกับตาเลย เหมือนแม่กับลูกชายมากกว่า 

           ในปี พ.ศ. 2517 ผู้เขียนและผู้ร่วมชะตากรรม เกือบ 900 คน ได้ทำข้อสอบเพื่อรับการคัดเลือกเพียง 20 คน ให้เข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทสาขาการแนะแนว ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ผู้บริหารขอให้เลือกสาขานี้เพื่อกลับไปทำหน้าที่ครูแนะแนว)   ข้อสอบฉบับภาษาไทยที่ทำกำหนดโจทย์ให้เขียนนิยามของคำศัพท์ 10 คำ ที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักสิ่งนั้นๆ อ่านแล้วจินตนาการออก เท่าที่ผู้เขียนจำได้มีคำว่า “คน ศาสนา ตุ๊กตา ประชาธิปไตย หลักสูตร หนังสือพิมพ์ และบุหรี่”

           และในปี พ.ศ. 2529 ผู้ขียนได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันแก้ไขการใช้สิ่งเสพติดในสถานศึกษา (ขณะนั้นผู้เขียนดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายแนะแนว) ในห้องประชุมปรับอากาศขนาดเล็ก มีกรรมการที่เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียวคือผู้เขียน กรรมการที่เหลือ 6 ท่านเป็นผู้ชาย ซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาลงมาจนถึงหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ในจำนวน 6 ท่าน มี 5 ท่านที่ติดบุหรี่ บางท่านสูบในขณะนั่งประชุม บางท่านออกไปสูบข้างนอกเป็นระยะๆ ผู้เขียนจำเป็นต้องนั่งรับ "วันบุหรี่” จากท่านที่สูบในห้อง (ซึ่งบางท่านเป็นอาจารย์ที่เคยสอนผู้ขียนที่สถาบันแห่งนั้น) พร้อมกับคิดในใจว่า "งานจะได้ผลไหมนี่ ในเมื่อกรรมการเกือบทุกท่านใช้สิ่งเสพติดเสียเอง" 

 

           จากข้อกำหนดที่ให้เขียนบันทึกเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเลิกสูบบุหรี่อย่างได้ผล หรือความช่วยเหลือจากภาครัฐที่อยากได้ในการช่วยลดปริมาณการสูบบุหรี่ของประชาชนไทย" นั้น ผู้เขียนเองไม่มีประสบการณ์ตรงด้านการใช้เทคนิคเพื่อเลิกบุหรี่ แต่ได้ศึกษาจากประสบการณ์ของกัลยาณมิตรที่หาทางเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง 3 ท่าน ทำให้ได้ความรู้ว่า การที่จะเลิกบุหรี่ให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่สูบมานาน แต่ก็สามารเลิกได้ ถ้าไม่ยอมแพ้ไปก่อน จึงนำกรณีศึกษาที่น่าสนใจ มาฝากท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่ เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปปรับใช้ ดังนี้  

           กรณีศึกษาแรก คือ “คุณคนถางทาง” บันทึกเรื่อง “เลิกบุหรี่ _ยากไม่มาก” ตัดต่อสาระสำคัญได้ว่า “…ผมเริ่มหัดสูบบุหรี่เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ติดบุหรี่เมื่ออายุ ๑๕ ปี ตอนเข้าเรียนเตรียมทหารปี ๑ เมื่ออายุ ๑๗ ปี ผมสูบวันละซองเข้าไปแล้ว…เริ่มอยากเลิกบุหรี่ นั่งสูบบุหรี่คนเดียวบนดาดฟ้าเรือ….ในบัดดล..ผมตัดสินใจขว้างไฟแช็กลงทะเล....พร้อมปฏิญาณในใจว่า จากนี้ข้าจะเลิก ไม่สูบมันอีกแล้ว…หนึ่งวันต่อมาเรือเข้าเทียบฝั่ง พอได้คิวขึ้นบก สิ่งแรกที่ทำคือ ซมซานไปหาซื้อไฟแช็กเพื่อเอามาจุดบุหรี่สูบต่อไป อายุ ๒๐ ผมเรียนอยู่ปีสี่แล้ว เรียนภาษาอังกฤษกับแหม่มฝรั่งที่อายุเท่ากัน วันหนึ่งเธอดุผมว่า ทำไมสูบบุหรี่มากจัง ควรเลิกได้แล้ว ผมแต่งประโยคส่งให้เธอไปว่า  “Quitting smoking is easy, I’ve done it hundred times, already.” (ขออนุญาตแปล : การเลิกบุหรี่ง่ายนักนี่ ผมพยายามมาแล้วเป็นร้อยครั้ง) ...ผมเริ่มเกลียดตัวเองมากเหมือนคราที่สูบริมกราบเรือ  หลายครั้งซื้อบุหรี่มาหนึ่งคาร์ตอน (สิบซอง)   ก็เอามันมากระทืบจนแหลกลาญ เอาไปทิ้งถังขยะ แต่อีกสักหนึ่งชม. ก็ไปคุ้ยขยะค้นหาบางมวนที่ไม่แตกยับเยินเพื่อเอามาจุดสูบพอประทังอยาก ตอนหลังเอาน้ำราดมันให้เปียกชุ่มเลยดีกว่า ทำแบบนั้นไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็เลิกคบกับมันไม่ได้สักที...ชีวิตผมต่อสู้กับจิตสำนึกตนเองมายาวนานหลายปี  มาเลิกบุหรี่เอาได้เมื่ออายุ ๓๕ ปีบริบูรณ์ รวมเวลาแห่งการต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองได้ ๒๐  ปี รบกันมานานกับบุหรี่  สู้กี่ครั้งก็แพ้มันทุกคราไป    แต่จู่ๆ ก็ชนะได้เองโดยไม่ต้องรบ…เรื่องมีอยู่ว่า...วันหนึ่งของปีที่อายุครบ ๓๕  ขณะบำเพ็ญเพียรทำสมาธิด้วยตนเอง เพื่อหวังการหลุดพ้นแบบไม่มีครู …ทำไปทำมา ก็เกิดญาณปัญญาว่า อายุปูนนี้…พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองแล้ว    แล้วตัวเราอย่าว่าแต่ตรัสรู้เลย กะอีแค่บุหรี่ยังติดงอมแงม ทำไมมันน่าสมเพชเวทนาถึงเพียงนี้ เพียงคิดได้แค่นี้ จิตมันหล่นตุ้บ ว่าต้องเลิก แล้วก็เลิกมาได้จนบัดนี้ ๒๒ ปีแล้ว"

            กรณีศึกษาที่สอง จากบันทึกเรื่อง “ควันบุหรี่” ของ “คุณแว่นธรรมทอง" ความว่า “…ผู้เขียนเคยติดบุหรี่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ไม่ได้เครียดไม่ได้กลุ้มอะไร แต่เพราะต้องการแก้ง่วง เพราะปีนั้นเรียนต่อปริญญาโทที่มศว.ประสานมิตร ทำงานดึก ก็เลยสูบบุหรี่ จากนั้นก็ติดเลยครับ ได้กลิ่นบุหรี่หอมมากครับ ผมเลิกสูบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ พอเลิกได้ ได้กลิ่นบุหรี่เหม็นมากจนทนไม่ได้ วิธีเลิกก็ไม่ได้พึ่งพาสิ่งใดๆ ทั้งนั้น อยากเลิกก็เลิกเลยครับ ขึ้นอยู่ที่ "ใจ" ผู้ที่เลิกไม่ได้เป็นพวกอ่อนแอ ใจไม่เด็ด มักโทษคนอื่น โทษเพื่อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตนเอง  "ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว" ...ต้องบังคับใจตนเองให้ได้

             และกรณีศึกษาที่ 3 จากบันทึกเรื่อง “ต้องกล้าสัญญาดังๆ” ของ “คุณครูธนิตย์”  ตัดต่อใจความสำคัญมาได้ว่า "ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย คิดว่าบุหรี่จะทำให้เท่ขึ้น เป็นผู้ใหญ่หรือดูเป็นลูกผู้ชาย …หลังจบมหาวิทยาลัยมาเป็นครู ปริมาณบุหรี่ที่สูบค่อยทวีจำนวน...จากวันละครึ่งซองเป็นวันละซอง เป็นวันละซองครึ่ง จากยี่ห้อรสชาติอ่อนๆ เป็นยี่ห้อรสชาติเข้มขึ้น พร้อมเริ่มตั้งคำถามถามตัวเอง สูบแล้วก็รู้สึกเฉยๆ ไม่เมา ไม่เพลิน ไม่เหมือนได้สูบหลังจากอดมาแล้วหลายๆ ชั่วโมง แต่กลับต้องสูบบ่อยขึ้น มากขึ้น แล้วจะสูบไปทำไม? ...อารมณ์อยากเลิกบุหรี่คุกรุ่นเป็นระยะๆ อยู่ก่อนแล้ว ค่าบุหรี่ขึ้นไม่หยุด รัฐบาลบอกเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ครั้งหนึ่งญาติผู้ใหญ่ที่เลิกบุหรี่มาก่อนให้ข้อคิดน่าสนใจมากว่า เลิกบุหรี่สำเร็จ ทำอะไรก็จะประสบผล ในเมื่อชนะใจตัวเองได้ชีวิตนี้จะแพ้อะไรอีก ประกอบกับรู้สึกตัวว่ากำลังพ่ายแพ้ต้องตกเป็นทาสบุหรี่ทุกอย่าง ก่อนนั้นเคยเลิกมาบ้าง ด้วยการสัญญากับตัวเอง สงบสติอารมณ์ ไหว้พระในห้อง ถึงกับให้สัจจะหลวงพ่อพุทธชินราชในวิหารฯก็เคย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถรักษาสัญญาได้สักที…จนคืนวันหนึ่ง …ทุกคนในครอบครัวเข้านอน เหลือตัวเองเฝ้าหน้าจอทีวีมีบุหรี่สี่ห้ามวนเป็นเพื่อน รายการคืนนั้นพูดถึงภัยร้ายของบุหรี่…พลันนึกขึ้นมาได้ว่า พรุ่งนี้ ลูกชายจะมีอายุครบ 1 ขวบ ทำให้ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น พ่อจะเลิกบุหรี่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เพื่อเป็นของกำนัลให้ลูก เช้าวันรุ่งขึ้นเล่าความตั้งใจให้ภรรยาฟัง เป็นครั้งแรกที่เธอรับรู้ ว่าผมจะเลิกบุหรี่ ดูอาการเธอคงดีใจไม่น้อย …หนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้น ทั้งผม ภรรยา และลูกๆ ร่วมกันตักบาตรทำบุญ ...นั่นเป็นสัญญาอีกครั้งของตัวเอง ที่จะไม่ย้อนไปเป็นทาสของบุหรี่อีก เหตุการณ์นี้ล่วงเข้า 22 ปีแล้วครับ ปัจจัยที่เลิกบุหรี่ได้จริง หลังพยายามมาหลายครั้ง นอกจากใจตัวเอง อีกอย่างที่สำคัญมากก็คือ กำลังใจจากครอบครัว ตั้งใจจะทำหรือจะเลิกต้องประกาศให้ทุกคนรู้ เพื่อเป็นสัญญาประชาคม สายตาทุกคู่ที่จับจ้อง โดยเฉพาะจากลูกและภรรยา จะช่วยให้เราไม่สามารถบิดพริ้ว...เป็นกำลังใจให้ทุกๆ คนที่ใจคิดจะเลิกบุหรี่ครับ"

              สำหรับผู้ที่ต้องการตัวช่วยในการเลิกบุหรี่นั้น ดร. สมศรี นวรัตน์ ผู้มีประสบการณ์ตรงในการช่วยให้คนเลิกบุหรี่ ได้แนะนำหลัก 5 D ไว้ดังนี้ 1) Delay ===> อย่าสูบบุหรี่ทันทีที่อยากสูบ ให้ นับ 1-10 และ นับ 11-20 ไปเรื่อยๆ เป็นวิธี Delay ให้ตัวเองไม่นึกถึงการสูบบุหรี่ 2) Deep Breath === > การหายใจเข้า-ออกลึกๆ   และทำบ่อยๆ 5-10 ครั้ง คล้ายๆ กับทำสมาธิเพื่อเอาชนะใจตนเองและเอาใจช่วยตนเอง 3) Drink Water ===> การดื่มน้ำช้า ๆ หรือการจิบน้ำหรืออมน้ำแล้วปล่อยสลับกับการดื่มน้ำ ช่วยให้หายหิวบุหรี่ได้ 4) Do something else ===> การหาสิ่งอื่นแทนการสูบบุหรี่ เช่น เล่นกีฬา ปลูกตนไม้ และ 5) Destination ===> การคิดถึงผลดีของการเลิกสูบบุหรี่ เช่น โอกาสเป็นมะเร็งปอดน้อยมาก... โรคถุงลมโป่งพองโอกาสน้อยมาก มีเงินเหลือเก็บเยอะมาก..." ดังตัวอย่างที่ "คุณวอญ่าฯ" บันทึกไว้ว่า "...รวมเวลาที่เป็นนักสูบ...17 ปี เท่ากับ...ใช้เงินไปเพื่อทำให้ถุงลมโป่งพองถึง 155,125 บาท ปัจจุบันหยุดสูบบุหรี่มา  30  ปี...ประหยัดเงินไปถึง 492,750 บาท" 

 

            จากตัวอย่างที่กล่าวมา จะเห็นว่า คนที่สามารถเลิกบุหรี่ได้ทันทีที่ต้องการจะเลิก แบบ “คุณแว่นธรรมทอง" คงจะมีเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่คงจะต้องใช้เวลายาวนานดังเช่นกรณีของ “คุณคนถางทาง” และ “คุณครูธนิตย์” และอีกหลายๆ ท่านที่เลิกไม่สำเร็จที่ไม่ได้นำมาเป็นตัวอย่าง... ถ้าเช่นนั้น การหาทางป้องกันไม่ให้เด็กและเยาชนสูบบุหรี่ จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ดังสุภาษิตที่ว่า "ป้องกันดีกว่าแก้ไข (Prevention is better than cure.)" ส่วนจะทำได้อย่างไรนั้น ลองเข้าไปอ่านแนวปฏิบัติจากบันทึกเรื่อง “เลี้ยงลูกให้เกลียดบุหรี่_ ดีกว่ามั้ย” ของ "คุณครูรัชดาวัลย์ (อิงจันทร์) " ดูนะคะ ซึ่งท่านได้กล่าวถึงบทบาทร่วมกันของบ้าน วัด และโรงเรียน (บวร) ในการทำหน้าที่ดังกล่าว 

             สำหรับบทบาทของรัฐนั้น "คุณนงนาท สนธิสุวรรณ" ได้เขียนบันทึกท้าทายให้บ้านเมืองเลิกผลิตบุหรี่ แสดงความเห็นที่แข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นในบันทึกใดๆ ก่อนหน้านี้ ดังความตอนหนึ่งว่า "อันความทุกข์ทั้งหลายในโลก ล้วนเกิดแต่เหตุบุหรี่ หนีไม่พ้นความจริงนี้ ตราบใดที่ยังมีการทำไร่ยาสูบ > มีโรงงานยาสูบ > มีผู้ผลิตบุหรี่ > มีร้านค้าบุหรี่ > มีผู้ติดบุหรี่...หากวงจรนี้ไม่ได้รับการขจัดที่ต้นเหตุ ย่อมป่วยการที่จะมาตั้งความหวังลมๆแล้งๆ ในการแก้ผลเลวร้ายของการสูบบุหรี่ เข้าทำนองคำโบราณท่านเปรียบไว้ ว่า ขี่ม้ารอบค่าย  ลูบหน้าปะจมูก ปากว่าตาขยิบ เกาไม่ถูกที่คัน และ ไม่ตัดไฟแต่ต้นลม โจทย์ง่ายๆ อย่างนี้ แก้ได้ไม่ยาก หากกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ..แห่งโลก..อย่างจริงใจและจริงจัง...เหมือนอย่างที่ทำไปมากแล้วในเรื่องของฝิ่นและยาเสพติดอื่นๆ.." ซึ่งผู้เขียนเองได้เข้าไปแสดงความเห็นในบันทึกดังกล่าว มีความตอนหนึ่งว่า "ขอยกสองมือสนับสนุนที่พี่ใหญ่เชิญชวนให้ทุกคนร่วมสนับสนุนแนวคิด "เชิงรุก"...ขอฟันธง...รัฐบาลกล้าเลิกผลิตบุหรี่ไหม??" น้องเคยถกประเด็นดังกล่าวกับผู้รู้ "รู้ก็รู้ว่า บุหรี่มีพิษภัยร้ายแรงทั้งต่อสุขภาพของคนสูบเองและต่อคนใกล้ชิด แล้วทำไมรัฐถึงยังให้มีการผลิตและการจำหน่ายบุหรี่อยู่อีก" ก็ได้รับคำตอบว่า ก็เพราะถึงแม้ประเทศเราจะไม่ผลิต คนก็ยังจะไปซื้อบุหรี่ที่ผลิตจากประเทศอื่นมาสูบ เพราะห้ามคนสูบไม่ได้ ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ การผลิตเองยังจะทำให้รัฐมีรายได้จากภาษี รัฐจึงเลือกที่จะผลิตเองในประเทศ" ก็ไม่รู้จะว่ายังไงนะคะ ถ้ามีหลักคิดแบบเอาเงินเป็นตัวตั้งเช่นนั้น ก็คงทำนองเดียวกับประเด็น "หวยใต้ดินหวยบนดิน" นั่นแหละค่ะ

          จากข้อมูลของ สสส.ที่ระบุว่า สถาบันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ ได้พิสูจน์แล้วว่า ควันบุหรี่มือสองเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เมื่อคนไม่สูบบุหรี่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ทำให้ได้สูดดมสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายเช่นเดียวกับคนสูบบุหรี่ แม้จะได้รับเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็เป็นอันตรายได้ และโดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะได้รับควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ใหญ่ที่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้น วิธีเดียวที่จะปกป้องครอบครัวของคุณจากควันบุหรี่มือสองได้ คือ การเลิกสูบบุหรี่ และสสส.ยังได้กล่าวเชิญชวนไว้ว่า "มาร่วมกันทำให้สถานที่สาธารณะ ที่ทำงาน พาหนะเดินทางและบ้าน ปลอดจากควันบุหรี่ เพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่สูบบุหรี่ และมีสิทธิที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อของควันบุหรี่มือสองจากคนสูบบุหรี่" (http://www.thaihealth.or.th/node/4303

           แปดปีที่แล้ว ผู้เขียนได้สูญเสียพี่เขย (สามีของพี่สาวคนโต ซึ่งพวกเราเคารพรักเหมือนพ่อ)  อันเป็นผลมาจากพิษภัยของบุหรี่ที่ท่านสูบเอง โดยมีอาการเจ็บป่วยที่กินเวลาเพียง 4-5 วัน หลังแพทย์ตรวจพบโรค  (แม้ท่านจะเลิกบุหรี่ไปนานแล้ว) และขณะนี้ น้องสะใภ้ ภรรยาของน้องชายคนเล็กของผู้เขียน (ที่เคยไปขุดกบด้วยกัน) ก็กำลังอยู่ในช่วงของการเข้ารับการรักษาพิษภัยที่อยู่ในระยะร้ายแรง (ทั้งที่เพิ่งตรวจพบ) อันเป็นผลจากการได้รับควันบุหรี่ที่สามีของเธอสูบ (แม้เขาจะเลิกสูบไปนานแล้วเช่นกัน) คนที่เจ็บปวดเพราะทำใจไม่ได้ที่ตนได้ทำร้ายคนที่ตนรักโดยไม่เจตนา ก็คือน้องชายของผู้เขียนเอง จึงขอนำเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดของผู้เขียน มาเป็นอุทาหรณ์เตือนสติของผู้มีครอบครัวทั้งหลายที่ยังสูบบุหรี่ ว่า ท่านจะรอให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อน หรือว่าจะรีบหาทางแก้ไขเพื่อไม่ให้พบกับคำว่า "สายเกินไป" หรือ "กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ไปแล้ว" และขอวิงวอนทุกท่าน ให้หันมาช่วยกันดูแลโลกใบนี้ ให้สดใสไร้ควันบุหรี่ เพื่อการมีสุขภาวะของมวลมนุษยชาติ ด้วยเถิด