วันนี้งานผิดคิว จึงกลายเป็น "วันว่าง" 

เลยเปลี่ยนคิว...ไปทำบัตรประชาชนที่เขต (เขตหนึ่งในกทม.)

(ด้วยเหตุที่บัตรเดิมหายไป พร้อมกับใบขับขี่)

จึงมีประสบการณ์เล็กๆ มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

*_*

ไปถึงเขต เวลา 8.30 น. ก็แวะที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์

ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ และแจกบัตรคิวไปตามงานที่มาติดต่อ 

เลยได้เห็นว่าระบบราชการมีการปรับตัว ทั้งการให้บริการ และสถานที่ 

ดูสะอาดสะอ้านขึ้น และใช้โทนสีเขียวเพื่อให้สบายตา 

แต่คนรับบริการยังเยอะเหมือนเดิมและคิวยาวมากๆ 

*_*

เช้า ๆ จนท.ยังอารมณ์ดีอยู่ กดคิวให้เรา ได้บัตรคิวที่ 138  

แล้วแจกเอกสารที่ต้องกรอก พร้อมแนะนำให้ถ่ายเอกสารทะเบียนบ้านมาให้พร้อม 

อีกทั้งแนะนำให้กลับมาช่วงบ่ายแก่ๆ เพราะช่วงเช้าจะทำบัตรได้เพียง 86 คิว

เราได้พูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ พบว่าช่วงนี้มีคนมาทำบัตรประชาชนเยอะแทบทุกเขต

เพราะเด็กๆ มาทำบัตรกันมาก (ตอนนี้เด็ก 7 ขวบ ก็มีบัตรได้แล้ว)

อ้อ! บัตรประชาชนสามารถไปทำได้ทุกเขต ไม่จำเป็นต้องไปที่เขตของบ้านที่เราอยู่ก็ได้ค่ะ

 

เอ้า! แล้วจะทำอะไรต่อดีล่ะ เขาบอกว่าบ่ายๆ จึงจะถึงคิวเรา

ก็เลยคิดว่า ไปทำใบขับขี่ก่อนแล้วกัน 

เจ้าหน้าที่ก็แนะนำว่า ให้คัดลอกสำเนาบัตรประชาชนที่เขตไปเป็นหลักฐาน

ซึ่งคิวไม่ยาว..ได้เลย  เราก็เลยเขียนคำร้อง แล้วคัดลอกสำเนาไปใช้

เสียค่าคัดลอกและรับรองจากเขต 10 บาท

(ก็คือการพิมพ์สำเนาข้อมูลของเราที่เขตมีอยู่ออกมา 1 แผ่น นั่นเอง)

 

ขับรถไป 15 นาที ก็ถึงสำนักงานทะเบียน สำหรับต่อทะเบียนรถและใบขับขึ่

แต่ปรากฏว่า ไม่มีที่จอดรถเลย แถมยังมีรถ TAXI มาจอดเต็มไปหมด

...เกิดอะไรขึ้น???  

เพื่อให้หายสงสัย จึงขับรถเลยออกไปจอดแถวริมถนน แล้วเดินกลับไปดู

พร้อมทั้งคิดว่าวันนี้คงไม่ได้ทำใบขับขี่  คิวคงเยอะเช่นกัน

แล้วก็ไม่ผิดคาดเลย...สำนักงานต่อทะเบียนรถ และใบขับขี่เต็มไปด้วย

คนขับรถ TAXI มาทำ/ต่อ ใบขับขี่รถสาธารณะ 

ชะโงกหน้าดูว่าคิวถึงไหนแล้ว ...ปรากฏว่าเขาบอกว่าวันนี้น่าจะเต็มแล้ว

น้า TAXI บางคนบ่นว่า...ได้คิวตอนบ่าย แล้วอย่างนี้จะขับรถหาลูกค้าได้ไหม

เราเลยกลับออกมา...ผิดคิวอีกแล้ววันนี้

 

ตัดมาช่วงบ่ายเลยแล้วกัน

กลับมาที่เขตอีกทีตอนบ่ายแก่ๆ (ประมาณบ่ายสองโมง)

นั่งรอสักพัก  บ่ายสองโมงครึ่ง ก็ถึงคิวของเรา 138 จ้า

เลขคิวถูกเรียกแล้ว...

ไปโต๊ะที่ 1. เจ้าหน้าที่ซักถามเป็นพิธีกรรม 

เพื่อตรวจสอบว่าเราเป็นตัวจริงหรือเปล่า คำถามได้แก่

...พ่อ แม่ ชื่ออะไร... บ้านเลขที่อะไร...เกิดวัน/เดือน/ปี อะไร...

...คราวที่แล้วทำบัตรที่ไหน....

...คราวที่แล้วมาทำบัตรใส่เสื้อสีอะไร ????...

คำถามสุดท้ายนี้ทำเราอึ้งไปเลย แล้วก็หัวเราะขำออกมา

บอกเขาว่าจำไม่ได้หรอก  ถามคำถามอื่นแทนแล้วกัน...

เขาก็ยิ้มๆ ไม่ว่าอะไร แล้วก็ถามต่อว่า

....ทำไมบัตรหาย  หายที่ไหน....

 

(อ้อ! เดี๋ยวนี้ถ้าบัตรประชาชนหาย ไม่ต้องไปแจ้งความที่โรงพักแล้วนะ

มาที่เขตได้เลย เขาจะทำบันทึกจากการซักถาม แล้วออกบัตรใหม่ได้เลย

สะดวกดีค่ะ ...แต่ก่อน(นานมาแล้ว) ต้องไปแจ้งความ เสียตังค์ให้ตำรวจ

ค่าเขียนบันทึกประจำวันให้เรา 20 บาท เพื่อเป็นหลักฐานมาทำบัตร)

 

ซักถามเสร็จ ก็ไปรอคิวถ่ายรูป ซึ่งคิวไม่ยาวแล้ว

โต๊ะที่ 2. เริ่มจากปั๊มลายนิ้วมือ (ใช้นิ้วโป้ง ขวา-ซ้าย) โดยมีเครื่องสแกนวางอยู่

ตรงที่ถ่ายรูป มีกระจกให้ตรวจสอบความเรียบร้อย และความสวยงาม 

ซึ่งสามารถจัดแจงได้ตามใจปรารถนา บางคนก็เอาแป้งมาทา หวีผมก็ได้

ขั้นตอนนี้ไม่ช้า... แถมถ่ายรูปสมัยนี้ ภาพออกมาสวยกว่าสมัยก่อนเยอะเลย

เป็นภาพสีด้วย 

 

ถัดจากนั้นก็รับเอกสารเพื่อไปจ่ายเงิน

โต๊ะที่ 3. ควักเงินจ่าย 20 บาทเป็นค่าธรรมเนียมทำบัตรประชาชน

ถือว่าถูกมาก เพราะต้นทุนค่าบัตร + ค่าให้บริการ คงไม่ได้ราคานี้

แต่อาจถือว่าเป็นบริการประชาชน 

 

ถัดไปก็รอรับบัตรที่ โต๊ะที่ 4. ก็ติดกับโต๊ะที่ 3.นั่นล่ะ และเจ้าหน้าที่

ก็คนเดียวกับที่เก็บเงิน แค่ย้ายตัวเองจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่ง

(คาดว่าเจ้าหน้าที่โต๊ะ 4 คงไปธุระ) 

ที่โต๊ะนี้ จะให้เราวางนิ้วชี้บนเครื่องสแกน (ขวาที-ซ้ายอีกที)

โปรดสังเกต คราวนี้ใช้นิ้วชี้ ไม่ใช่นิ้วโป้งเหมือนโต๊ะแรกนะ

และแล้ว...บัตรประชาชนที่เรียกว่า SMART CARD ก็ถูกพิมพ์ออกมาจากเครื่อง

บนตัวบัตรจะมี SHIP สำหรับเก็บข้อมูลส่วนบุคคลติดอยู่

 

เจ้าหน้าที่บอกให้เราตรวจสอบความถูกต้อง

เลยถามเขาว่า ในบัตรประชาชนปัจจุบัน มีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง

เขาบอกว่า..มีข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของเรา ได้แก่ ชื่อ นามสกุล รหัสบัตร  

เครือญาติ  ทะเบียนบ้าน เลขที่บัตร และข้อมูลประกันสังคม...แค่นั้น

แต่ความจริงยังเหลือพื้นที่อีกเยอะที่จะเก็บข้อมูลอะไรก็ได้ลงไป

หากหน่วยงานที่จะใช้บัตรประชาชนเก็บข้อมูล 

ก็ต้องมีเครื่องแบบเดียวกันกับเขต เพื่ออ่านและบันทึกข้อมูล

ก็เลยกลายเป็นอุปสรรคในการใช้งาน

 

แล้วเราก็ได้ "บัตรประชาชนในฝัน" มาไว้ในครอบครองแล้วจ้า

เลยฝันต่อไปว่า ถ้าบัตรประชาชน สามารถทำอะไรได้มากกว่า

เป็นบัตรแสดงตัวตนเท่านั้น ก็คงจะดี

เช่น แทนใบขับขี่ แทนบัตรโรงพยาบาลต่างๆ แทนบัตรนิสิต

แทนบัตรข้าราชการ  แทนบัตรพนักงานต่างๆ  

 

แต่บัตรประชาชนของคนไทย มีค่ามากๆ ก็ตอนฤดูหาเสียงเลือกตั้ง

เท่านั้นเอง....อนิจจา.