ทางออก... คิดแทนกันได้ แต่ทำแทนกันไม่ได้ ....ชีวิตครอบครัวชนชั้นกลาง ที่ถูก “ปรับระดับ” โดยภัยธรรมชาติ...เป็นบทเรียนที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ รับมืออย่างไม่ประมาท ...

ในยุคกาลที่ธรรมชาติโลกกำลังเริ่มแปรปรวน ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ

โลกจึงเริ่มเสียสมดุลไปตามธรรมชาติ...

 

หลังวิกฤติน้ำท่วม ปี 2554 ผู้มารับบริการที่ร้านปีนี้ หายหน้าไปหลายครอบครัว

เพื่อนๆสันนิษฐานกันว่า หลายท่านมีธุรกิจ มีกิจการเป็นของตนเอง

เป็นชนชั้นกลางที่พึ่งตนเองได้

แต่เพียงไม่กี่เดือน หลังจากวิกฤติน้ำท่วม หลายครอบครัว แทบสิ้นเนื้อประดาตัว

บางครอบครัวต้องแบกภาระหนี้สินอีกไม่น้อย กลายเป็นชนชั้นล่างไปโดยปริยาย…

 

โลกเสียสมดุล... ครอบครัวเสียศูนย์...

ชีวิต..ย่อมยืนอยู่ได้ไม่เต็มเท้า...ย่อมเป็นธรรมดา

 

ฉันได้แต่ภาวนาว่า หากแต่ละชีวิต จะเสียหลัก ล้มคว่ำ คะมำหงาย

บอบช้ำ...หรือโหดร้าย ได้บาดแผลลึกฉกาจฉกรรจ์ปานใด

ฉันขอให้ ทุกชีวิต จงเหลือพื้นที่ของ “ใจ” สักเสี้ยวหนึ่ง

ที่พร้อมจะลุกขึ้น เพื่อการหยัดยืนอย่างเต็มฝ่าเท้าอีกสัก...ครั้ง

 

แต่ละชีวิตที่เผชิญชะตากรรม ทั้งที่กำหนดเองได้ และกำหนดเองไม่ได้

ในยุคนี้ ฉันมิอาจหลบเร้น หลีกหนี การรับรู้ความเป็นจริงได้...

 

ชีวิตครอบครัวชนชั้นกลาง ที่ถูก “ปรับระดับ” โดยภัยธรรมชาติ...

เป็นบทเรียนที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ รับมืออย่างไม่ประมาท...อย่างไรต่อไป

คงยังไม่มีสูตรสำเร็จรูปบอกกล่าวกัน...

 

สำหรับฉันและคนใกล้ๆตัวฉัน แม้เป็นครอบครัวชนชั้นล่างก็จริง

แต่วิถีชีวิตเริ่มแปรเปลี่ยนไป...

 

ฉันชื่นชมน้องสาว ที่เธอเป็นนักกีฬา มาตั้งแต่เด็ก

เติบโต...ทรหด เทียมบ่าเทียมไหล่ ชายอกสามศอก

บุกลุยไม่เกี่ยงงานหนักงานเบาใดๆ

กระทั่งเธอมีครอบครัวที่อบอุ่น

มีโอกาสรับใช้เพื่อนบ้านในหน้าที่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

และถูกส่งชื่อไปยังสำนักงานขายประกันฯบริษัทหนึ่ง

โดยเจ้าตัวไม่ทราบล่วงหน้าแต่ประการใด

เมื่อถูกเรียกตัว เธอจึงไป...และแล้วก็ตกกระไดพลอยโจน...

อนิจจา...ความรู้เธอเพียงประถมหก เลขทศนิยม ไม่กระดิก

แต่ชะตาชีวิตพาเธอผกผันไปขายประกัน จนได้รับรางวัลมากมาย

 

ครั้งหนึ่ง ฉันนั่งรถเก๋งสีบร็อนส์ครีมคันงามเพื่อไปเยี่ยมพี่ชายที่ต่างอำเภอกับเธอด้วย

เธอลงไปบ้านหลังใหญ่โตหลังหนึ่ง

หายไปประมาณครึ่งชั่วโมง กลับมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น...

ก้าวขึ้นเบาะหลังข้างฉัน พร้อมกับดึงมือฉันไปแนบหน้า

“ดีใจเหลือเกินป้า สำเร็จแล้ว!” ฉันอึ้งไปครู่หนึ่ง พร้อมกับเอ่ยเบาๆว่า...

“ขอโทษนะ... ป้าไม่กล้าแสดงความยินดีด้วย

เพราะป้ารู้ว่า...โลกนี้ มีการเอาคืนตลอดเวลา...

สี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่ได้มา ...ไม่รู้ว่า จะต้องคืนในรูปแบบไหน”!

ฉันระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะไม่พยายามยัดเยียดแนวคิดที่ฉันเลือกแล้วนี้

อันคือ วิถีพอเพียง ให้น้องรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ...

หลานสาวคนเล็ก เป็นคนขับ รู้สึกสะดุด ถามเบาๆว่า

“ เป็นไรนิป้า” น้องสาวเป็นคนตอบแทนว่า...

“ป้าเขาเป็นห่วงว่า...เงินมันเอาเปรียบเขามา”

 

รายรับแต่ละเดือนไม่น้อย สำหรับคนทำไร่ไถนาเป็นอาชีพหลัก

เธอจึงเชื่อว่า เธอสามารถแบ่งเบา ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลรอบข้างได้

ในรูปแบบของการ “ค้ำประกัน”ให้กับเพื่อนบ้าน ที่กู้หนี้ยืมสินทั้งในระบบและนอกระบบ

โดยเฉพาะ ใครที่กู้เพื่อการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง และบุพการี เธอจะไม่รีรอเลยที่จะช่วยเหลือ

 

จนกระทั่ง...แต่ละชีวิต ล้มหายตายจาก

เธอต้องแบกภาระแทนมากมาย

เมื่อถึงจังหวะที่เธอต้องหยุดทุกอย่างเพื่อดูแลแม่ เพียงสองปี...

โดยที่เธอเผลอ...ไม่มีรายละเอียดของบัญชี จากผลกระทบลูกโซ่มากมาย

...เธอจึงล้มทั้งยืน!

 

ทางออก... คิดแทนกันได้ แต่ทำแทนกันไม่ได้...

ฉันอยากให้เธอขายรถเสีย แม้เงินก้อนที่ได้จะเล็กน้อย

แต่อย่างน้อย ไม่ต้องเดือดร้อนเป็นไฟลน หาเงินส่งงวดรถอีกหลายสิบงวด

 

ที่สุด เธอก็หายตัวไปจากบ้าน ซึ่งเธอไม่เคยพลัดพรากจากแม่ไปไหนเลย ตลอดชั่วอายุของเธอ

โชคดีที่ญาติห่างๆ ฝากงานล้างจานในร้านอาหารญี่ปุ่นใจกลางกทม.ได้อย่างรวดเร็ว

รายได้เทียมเท่าผู้จบปริญญาเลยทีเดียว เธอจึงมีความหวังว่า จะค่อยๆสะสางปัญหาตนเองได้

 

แต่ผลกระทบต่อดวงใจที่กำลังเรียนรู้เติบโตนั้น...ฉันทำได้เพียงรับรู้...

 

“ป้ารู้มั้ย...มันทำให้เหนียงสองคนเข็ดขยาด 

กลายเป็นนางมารร้าย ใจดำที่คอยบั่นทอนความตั้งใจดีของแม่ฯลฯ”

ไม่อัดอั้นจริงๆหลานคนเล็กจะไม่ร่ายยาวเป็นครึ่งชั่วโมงแบบนี้

ฉันได้แต่รับฟัง และพูดได้เพียงคำเดียวว่า...  “ป้าเข้าใจๆ”

ส่วนหลานคนโตนั้นเล่า... เธอฟูมฟายหนัก

เพราะเธอเลือกแต่งงานกับชาวต่างชาติ ที่อายุห่างกันกว่าสามสิบปี !

น้ำหนักส่วนสูง ผิดปกติ พร้อมด้วยสุขภาพที่ไม่ปกติ

มีอาการป่วยด้วยโรคร้ายหลายโรค!

เป็นพนักงานประจำบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีเงินเดือนประจำพร้อมสวัสดิการดี...เท่านั้น

แต่เธอคุยกันและยอมรับในมุมเดียวว่าเขาเป็น “คนดี” ตรงที่...

บุรุษนายนี้ อยู่ดูแลยายจนวาระสุดท้าย  

และยังอยู่กับแม่ที่อายุแปดสิบกว่าแล้ว

มิวายที่ฉันจะทักท้วงหลานว่าใจเย็นๆ ก็...มิอาจทัดทานได้

 

...ฉันช่วยอะไรใครไม่ได้เลย...

 

ชะตากรรมของแต่ละชีวิต ต่างมีบทเรียนให้เรียนรู้กันคนละแบบ...

แม้แต่ฉันเอง ก็ไม่คาดคิดว่า เจตนาปรารถนาดีต่อเพื่อน ต่อองค์กร

จะกลายเป็นการหยิบยื่นดาบให้แต่ละคนเชือดแขนขาตนเอง จนพิกลพิการปานนี้…

 

...ภาพของน้อง เพื่อนร่วมงานที่ฟูมฟาย พร้อมพร่ำพรรณนา...

“…หนูบอกแต่แรกว่าหนูไม่พร้อม ไม่พร้อมที่จะอยู่กับเงิน...

หนูรู้ว่ามันผิด มันบาป...แต่หนูหยุดตัวเองไม่ได้…”

เธอสะอื้นไห้เหมือนใจจะขาด เธอเปลี่ยนข้อมูลการขาย นำเงินออกไปเป็นปีๆ

แม้ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีใดๆ แต่สำนึกลึกๆ ที่เธอหยุดตนเองไม่ได้

...มันหวดโบยเธออยู่ตลอดเวลา...

“ขอบคุณ... ที่หาวิธีจับผิด ช่วยให้หนูหยุดได้”

 

ฉันมิเพียงผลักดันเธอมาอยู่จุดนี้เท่านั้น

แต่ข้อจำกัดที่ฉันไม่มีชุดความรู้ด้านเทคนิค เพื่อการตรวจสอบระบบ

ฉันจึงมิอาจปกป้องเธอได้


....ทรัพย์สินเสียหาย ยังไม่เท่ารอยแผลในใจที่มี…

 

ผลกระทบจากภัยธรรมชาติโลก ธรรมชาติจิต... ชีวิตมนุษย์

...ดุจคลื่นซัดชะตากรรมสรรพสิ่งสู่ฝั่ง...

 รวมทั้งตัวฉันเองด้วย...

เป็นบทเรียนราคาแพงลิบ หากฉันต้องเป็นผู้ชดใช้

เงินเดือนของฉัน คงต้องใช้นานถึงสิบห้าปีทีเดียว...


 

ขอเรียนว่า การเขียนเรื่องนี้ เป็นกระบวนการสารภาพ...ความผิดพลาดบกพร่องของตน

เพื่อการปลดปล่อยตนเองจากความรู้สึกผิด

เป็นการขอใช้พื้นที่เพื่อการเรียนรู้ เยียวยาตนเองโดยตรงค่ะ

 

ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยรับรู้รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ค่ะ

ด้วยสำนึกระลึกขอบคุณในทุกกระแสคลื่นแห่งการแบ่งปันเสมอ

Tawandin

๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕