บันทึกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้คุณรู้สึกผิดต่อการกินเนื้อสัตว์ บันทึกนี้ไม่ต้องการเปลี่ยนคุณให้มากินเจ บันทึกนี้เพียงอยากเชิญชวนให้คุณลองทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดลงสักหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์...ก็ยังดี

๑.

ครอบครัวของแจสมีน หญิงสาวชาวซาราวัค (หมู่เกาะทางตะวันออกของมาเลเซีย) มีอาชีพทำไร่ทำนา ครอบครัวเธอก็ยังเลี้ยงวัวเพื่อรีดนมขายอีกด้วย ฐานะของครอบครัวเรียกได้ว่าค่อนข้างขัดสน แต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวเธอยึดมั่นมาตลอดคือการดูแลวัวเหล่านั้นจนสิ้นอายุขัยไปเองแม้ว่าพวกมันจะแก่จนไม่สามารถให้นมได้อีกต่อไป

วันหนึ่งวัวตัวหนึ่งซึ่งให้นมมาหลายปีก็ป่วยเป็นแผลอักเสบที่กีบเท้า โดยทั่วไปชาวนาจะขายวัวไปนั้นไปเพื่อเป็นเนื้อทันทีเพราะมันยากกับการรักษาและสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับวัวมาก

พ่อค้าวัวที่รู้ข่าวก็รีบมาติดต่อขอซื้อวัวตัวนั้นเพราะส่วนใหญ่เขาจะซื้อวัวที่ไม่สบายได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่พ่อแม่ของแจสมีนก็ตัดสินใจที่จะไม่ขายวัวตัวนั้นแม้ในตอนนั้นพวกเขาจะกำลังต้องการเงินมากเพียงใดก็ตาม พ่อของแจสมีนกล่าวว่า "วัวตัวนี้รับใช้ครอบครัวและให้นมกับเรามาหลายปี ฉันจะขายมันไปอย่างไรเมื่อมันแก่และเจ็บป่วยอย่างนี้?"

เมื่อพ่อค้าวัวจากไป วัวตัวนั้นเดินกะโผลกกะเผลกไปหาพ่อแม่ของแจสมีน วัวยกขาหน้าข้างที่เจ็บขึ้น และน้ำตาวัวก็ไหลรินเป็นทางยาว

แจสมีนบอกว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความ "ขอบคุณ"

วัวตัวนั้นยังอยู่ต่อมาอีกนานจนหมดสังขารลงด้วยความชราในที่สุด

 

แปลจาก do we have a choice? โดย Chan Kah Yein

 

 

๒.

อาตมาไปถึงเรือนจำที่ไปสอนการทำสมาธิก่อนเวลาเล็กน้อย วันนั้นมีนักโทษที่ไม่เคยเจอมาก่อนมารออยู่คนหนึ่ง เขาคนนี้มีร่างกายที่กำยำ ผมเป็นกระเซิง หนวดเครายาว และมีรอยสักที่แขนทั้งสองข้าง รอยแผลเป็นบนใบหน้าบ่งบอกว่าเขาผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ท่าทางเขาเป็นคนดุร้ายน่ากลัวจนอาตมาแปลกใจว่าทำไมเขาจึงอยากมาเรียนทำสมาธิภาวนา ดูท่าทางเขาไม่น่าจะใช่ และอาตมาก็คิดผิดไปถนัด...

เขาเล่าให้ฟังว่าเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเมื่อสองสามวันที่แล้วและมันก็ทำให้เขาตื่นตระหนกมากมายครั้งหนึ่งในชีวิต

เขาบอกว่าเขาเป็นชาวไอริช เติบโตมาจากชุมชนที่ทารุณโหดร้ายในเมืองเบลฟาสต์ เขาถูกแทงครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุเพียงเจ็ดขวบ เด็กเกเรในโรงเรียนขู่เอาเงินค่าอาหารกลางวันของเขาแต่เมื่อเขาปฏิเสธสองครั้ง เด็กชายคนนั้นก็แทงเขาเข้าที่แขน ดึงมีดออกแล้วเดินจากไป ด้วยความตกใจเขาวิ่งเลือดอาบแขนกลับไปบ้านซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียน พ่อซึ่งกำลังตกงานพาเขาเข้าไปในครัวไม่ใช่เพื่อทำแผล แต่พ่อเขาคว้ามีดทำอาหารออกมาจากลิ้นชักบอกให้เขากลับไปแทงเด็กชายคนนั้นคืน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เขาโตขึ้นมา หากเขาไม่เข้มแข็งพอ เขาคงตายไปนานแล้ว

เรือนจำแห่งนี้เป็นไร่ที่ใช้ฝึกทักษะการทำไร่ทำสวนให้แก่นักโทษที่กำลังจะพ้นโทษออกไปให้รู้จักวิธีทำมาหากิน และผลิตผลที่ได้จากเรือนจำแห่งนี้ก็จะถูกส่งไปเป็นอาหารสำหรับนักโทษในเรือนจำอื่นทั่วเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย ในไร่แห่งนี้มีการเลี้ยงวัว แกะ และหมู นอกเหนือไปจากการปลูกผัก ผลไม้ และที่สำคัญในเรือนจำนี้ก็มีโรงฆ่าสัตว์อยู่ด้วย

ทุกๆ คนจะมีหน้าที่ของตัวเองในไร่ นักโทษบางคนบอกอาตมาว่าหน้าที่ที่เป็นที่ต้องการและใฝ่ฝันมากสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์คือหน้าที่ในโรงฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะหน้าที่ผู้สังหาร ต่างเป็นที่หมายปองอย่างมากของนักโทษในที่นั้น และหนุ่มร่างใหญ่ชาวไอริชคนนี้ก็ได้รับหน้าที่นั้น

ชายชาวไอริชคนนี้เล่าให้อาตมาฟังว่า ในโรงฆ่าสัตว์จะมีเหล็กที่แข็งแรงทำเป็นราว ปากกว้างแล้วเล็กลงเรื่อยๆ เป็นช่องแคบๆให้สัตว์เข้าไปได้ทีละตัว ข้างๆ ช่องแคบนั้นจะมียกพื้นที่เขายืนอยู่พร้อมปืนไฟฟ้า วัว หมู แกะ จะถูกบังคับให้เข้าช่องแคบๆนั้นโดยใช้สุนัขไล่ วัว หมู หรือแพะ ก็จะร้องโหยหวนตามแบบของมันและพยายามหนีเพราะมันกำลังได้กลิ่น ได้ยินเสียง และได้รู้สึกถึงความตายที่จะมาถึง เมื่อสัตว์อยู่ใกล้พื้นที่ยกขึ้นสูงนั้นมันก็จะขัดขืน ดิ้นรน ร้องโหยหวนเสียงดังที่สุดเท่าที่มันจะเปล่งออกมาได้ ถึงแม้ว่าปืนไฟฟ้าของเขาจะสามารถฆ่าสัตว์พวกนั้นได้ในครั้งเดียวแต่เพราะการดิ้นรน ขัดขืน เขาจึงไม่อาจเล็งได้อย่างแม่นยำ จึงกลายเป็นการจี้ครั้งแรกเพื่อให้มันช็อคและหยุดดิ้น และครั้งที่สองเพื่อปลิดชีวิต วันแล้ววันเล่า ชีวิตแล้วชีวิตเล่าเป็นอย่างนั้น

ชายชาวไอริชเริ่มตื่นเต้นเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขย่าขวัญเขาที่เกิดขึ้นหลายวันก่อน เขาเริ่มสบถและแสดงอาการหวาดกลัว อาตมาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน วันนั้นเขาต้องฆ่าวัวเพื่อส่งให้เรือนจำทั่วเมืองเพิร์ธ วันนั้นก็เป็นวันปกติของการฆ่าของเขา ครั้งแรกเพื่อให้วัวช็อค ครั้งที่สองเพื่อฆ่าดังที่เคยทำมา แต่วันนั้นเมื่อวัวตัวหนึ่งเดินเข้ามาอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน วัวตัวนี้เงียบ เดินก้มหัวเข้ามาเงียบๆ อาจหาญเข้ามาในตำแหน่งที่เขาจะจัดการโดยไม่ขัดขืน ไม่พยายามหนี

เมื่ออยู่ในตำแหน่ง วัวตัวนั้นเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ผู้ฆ่า อย่างแน่นิ่ง ชายร่างกำยำไม่เคยเห็นลักษณะอาการของวัวแบบนี้มาก่อนในชีวิต เขารู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตเสียเอง เขานิ่งด้วยความสับสน ไม่อาจยกปืนไฟฟ้าขึ้นได้ เขาไม่อาจแม้แต่จะละสายตาไปจากสายตาของวัวตัวนั้น วัวตัวนั้นจ้องไปที่หัวใจเขา

เขารู้สึกหมือนก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไร้กาลเวลา เขาไม่รู้ว่ามันยาวนานเท่าใด เมื่อวัวตัวนั้นจ้องมาที่เขา ยิ่งมองเขายิ่งเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตาข้างซ้ายที่ใหญ่เปิดกว้าง มีน้ำตาเจิ่งขึ้นที่ขอบตา น้ำที่เกิดขึ้นในดวงตามีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ และมันก็ไหลรินลงที่แก้มของวัวตัวนั้นเป็นทางยาว ประตูหัวใจที่ปิดตายมานานแล้วค่อยๆ เปิดขึ้นทีละน้อย ชายคนนั้นจ้องวัวตัวนั้นด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น และน้ำที่เจิ่งในดวงตาวัวก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จนเปลือกตาไม่อาจรองรับได้ สายน้ำตาสายที่สองรินหลั่งอีกครั้ง

ชายผู้ฆ่าปล่อยโฮออกมา วัวร้องไห้!

เขาทิ้งปืนลง สบถสาบานต่อผู้คุมห้องขังให้จะทำโทษเขาอย่างไรก็ได้ แต่วัวตัวนั้นต้องไม่ตาย!

ชายคนนั้นบอกว่าเขาไม่ทานเนื้อสัตว์แล้วในตอนนี้

เรื่องจริงนี้ได้รับการยืนยันจากนักโทษคนอื่นๆ ที่มาเล่าให้อาตมาฟังว่าวัวที่ร้องไห้ได้สอนชายที่โหดเหี้ยมว่าความรักความห่วงใยนั้นเป็นอย่างไร

 

แปลจาก Opening the door of your heart โดย Ajahn Brahm

-----

หากเรื่องราวของวัวสองตัวนี้ ทำให้หัวใจคุณอ่อนไหว อ่อนโยน ปิติ ซาบซึ้ง นั่นก็เพราะคุณมีความเมตตาสงสารต่อสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นทุนธรรมชาติอยู่แล้วในใจ ยังมีเรื่องราวเหล่านี้อีกนับแสนนับล้านที่เกิดขึ้นทุกๆ วันในโรงฆ่าสัตว์ ในฟาร์มต่างๆ ทั่วบ้านทั่วเมือง

หากเป็นไปได้ฉันหวังว่าด้วยจิตใจอันอ่อนโยน ด้วยความเมตตาในหัวใจ เราจะร่วมกันทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง บันทึกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้คุณรู้สึกผิดต่อการกินเนื้อสัตว์ บันทึกนี้ไม่ต้องการเปลี่ยนคุณให้มากินเจ บันทึกนี้เพียงอยากเชิญชวนให้คุณลองทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง ลดลงสักหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์ก็ยังดี

ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ

 ----