.... เหตุการณ์ชายแดนใต้ยังเป็นปัญหาใหญ่ให้รัฐบาลไทยต้องขบคิดอีกยาวไกล ปัญหาจริงๆ มีมานานแล้วแต่ปล่อยละเลยมาตลอด รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าไม่เคยแก้ไขจริงจัง เพียงปฏิบัติการกวาดขยะซุกใต้พรมในช่วงที่ตนเองบริหารเท่านั้น เวลาผ่านไปนานเข้าๆ ขยะมันเน่า...... แล้วจะทำอย่างไร .... ใครจะมาทำความสะอาด ด้วยความจริงใจ.....

          ตอนแรกคิดว่าจะเขียนถึงงานศพของคุณยายเพียง 2 ตอน คือ เรื่องการดำรงชีวิต กับ เรื่อง กระบวนการจัดงานศพของคนที่นั่น   แต่มาคิดอีกทีขอเพิ่มอีกหน่อยถึงสถานการณ์ของที่นั่น   ตามที่ได้เกริ่นไว้เล็กน้อยในบันทึกตอนที่ 1   ถึงงานศพก่อนหน้านั้น คือ งานศพของนายปรีชา ทองเอียด อายุ 45 ปี สารวัตรกำนัน ที่ถูกยิงพร้อมกันกับกำนันสังวร สุวรรณราช อายุ 57 ปี   นางสุภาพร เจริญสุข อายุ 49 ปี และนางพรทิพย์ โพธิ์เงิน อายุ 53 ปี สองผู้ช่วยกำนัน  ของตำบลทุ่งคล้า  อ.สายบุรี  จ.ปัตตานี แห่งนี้  จำนวน  4 ศพ  ซึ่งเสียชีวิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบประกบยิงในขณะที่กลับจากการประชุมที่อำเภอสายบุรี บนถนนสาย 42  นราธิวาส - ปัตตานี  ในพื้นที่ตำบลเตราะบอน ซึ่งห่างจากบ้านตนเองประมาณ  5  กิโลเมตรเท่านั้น   เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2555  ที่ผ่านมา ได้จัดงานศพที่วัดทุ่งคล้า (ที่เดียวกับที่จัดงานศพของคุณยาย... ) และ สำนักสงฆ์เตราะปลิง  และทำการเผาเมื่อวันที่  6  พ.ค. 2555 แล้ว คุณยายก็เสียชีวิตในวันที่  7 พ.ค. 2555  นั่นเอง  ทั้ง  4 คน ทางครอบครัวได้รับเงินเยียวยาครอบครัวละ  500,000 บาท  ไม่ทราบจะมีมาอีกหรือไม่  ถ้าได้เพียงเท่านี้ไปราชประสงค์ดีกว่าเยอะเลย  ประเด็นนี้มีเรื่องให้ถกอีกเยอะ  น้องเขยนายชัด  สีมาก เป็น ชรบ. คุ้มครองชาวบ้านไปเยี่ยมญาติซึ่งป่วยหนัก (ก็ถูกยิงเช่นกัน) ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา  ถูกยิงเข้ากะโหลก ก็เขตตำบลเตราะบอนเช่นกัน  เส้นทางนี้ (เส้นทางสายในเป็นทางลัดจากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีไปยะลาเตราะบอน-ทุ่งยางแดง-ยะลา)  ปัจจุบันไม่มีใครกล้าเดินทางแล้ว   ตอนนั้นคิดว่าตายแล้ว  แต่ไม่ตายหัวกะโหลกด้ายซ้ายแหว่งไป  เลยเป็นอัมพฤกษ์ตลอดชีวิต  ลูกเรียน ป.5  เมียไม่มีงานทำ เงินเยียวยาตอนนั้นไม่มีให้เป็นก้อนโตเช่นเดี๋ยวนี้    รัฐให้เดือนละ  4,000 บาท  ....  จะอยู่กันอย่างไร  ???    รายได้จากการกรีดยางพารา  ทำสวนมะพร้าว เดือนประมาณ 15,000 – 20,000  บาท  กลายเป็น  0  ทันที  ... นี้คือชีวิตจริงที่นั่น   

        

 

เหตุการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไร 

 

          คำตอบ คือ  มีการลอบยิง ลอบวางระเบิดไม่เว้นแต่ละวัน  อยู่ที่ว่ามีพื้นที่ข่าวให้นำเสนอหรือไม่เท่านั้น  ถ้ามีเห็ดยักษ์  สัตว์ – ต้นไม้แปลกประหลาดคนแห่ไปขอหวยก็ไม่มีพื้นที่ข่าวสามจังหวัดภาคใต้ (+ สี่อำเภอของจังหวัดสงขลา)  ก็เท่านั้น  ไม่ใช่ไม่มีการยิงกันนะครับ 

 

  • การลอบยิง-วางระเบิด   มีความแตกต่างกันหลายระดับ

  1. ระดับประชาชนทั่วไป   
    1. เป้าหมายคือจุดที่คนอยู่หนาแน่น  ผลการกระทำคนตายจำนวนมาก เพื่อสร้างข่าว  เช่น ตลาดนัด   และมักเน้นที่มีไทยพุทธเสียมากกว่าไทยอิสลาม  แต่ไทยอิสลามก็โดนเหมือนกันเมื่ออยู่ปะปนกัน
    2. ลูกหลง  ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง คือ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำกับเป้าหมาย  (กลุ่มที่  2.  3. และ 4.)
    3. เหตุอื่น เช่น เรื่องยาเสพติด  ความขัดแย้งส่วนตัว เป็นต้น แล้วกล่าวอ้างว่าเป็นการก่อการร้าย
  2. ระดับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป  เช่น  ครู  ข้าราชการต่างๆ  (ยกเว้นฝ่ายสาธารณสุข)  ทั้งไทยพุทธไทยอิสลาม  ไม่มีข้อยกเว้น  เป็นเป้าหมายระดับที่ 1  เป็นระดับล่างสุด มีโอกาสก็ทำไม่มีก็แล้วไป  มีผลงานกับระดับที่เหนือกว่าอยู่กลุ่มนี้ก็เว้นไว้ก่อน          
  3. ระดับเจ้าหน้ารัฐฝ่ายปกครอง  เช่น  อส. ชรบ.  อสรบ.  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  สารวัตรกำนัน  ผู้ช่วยกำนัน  อบต.   ปลัด อบต.  ปลัดอำเภอ เป็นต้น   เป็นเป้าหมายระดับที่ 2  เป็นระดับกลาง  ทั้งที่เป็นไทยพุทธไทยอิสลามไม่มีข้อยกเว้น  ถือว่าเป็นแขนขาของรัฐ 
  4. ระดับเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปราบปราม  เช่น ตำรวจ  เจ้าหน้าระดับสูงของพื้นที่  นายอำเภอ  ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการ ฯลฯ ซึ่งเป็นฝ่ายวางแผน  และ ทหาร เป็นเป้าหมายระดับที่ 3  เป็นระดับสูง  มีโอกาสถูกกระทำได้มากที่สุด    โดยเฉพาะทหารเป็นสายล่อฟ้าอย่างดีทีเดียว

 

  • สิ่งที่สำคัญในปัจจุบันกลุ่มปฏิบัติการมีหลายกลุ่ม  จนไม่รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร  บิ๊กที่สั่งการได้  ทุกคนต้องฟังเป็นใคร  ตอบไม่ได้  ดังนั้นจึงมีลักษณะแบ่งพื้นที่กันคุม  แบ่งพื้นที่กันปฏิบัติการ  ต่างแย่งชิงความเป็นผู้นำในระดับสากล   การคลี่คลายไม่ใช่เรื่องง่าย  อีกทั้งยังมีปัญหาซ้อนทับจากยาเสพติด  การค้าของเถื่อนเข้ามาร่วมด้วย  ยิ่งทำให้ปัญหายากยิ่งขึ้น  เหตุการณ์หลายครั้งไม่ใช่กระบวนการแบ่งดินแดน  แต่มาจากสาเหตุอื่นอีกด้วย 

 

  • คนไทยพุทธส่วนจำนวนหนึ่งเริ่มทั้งถิ่นฐานอพยพไปอยู่ทีี่อื่นกัน  พอสรุปได้ดังนี้
    • กลุ่มคนเชื้อสายจีนซึ่งมักตั้งถินฐานหนาแน่นในเขตเมือง ทั้งนราธิวาส ปัตตานี  ยะลา  สุไหงโกลก  สายบุรี  ระแงะ ฯลฯ  ได้ย้ายออกเป็นกลุ่มแรก  โดยเฉพาะเขตตัวอำเภอที่มีจำนวนไม่มากได้ออกไปเกือบหมดแล้ว  กลุ่มนี้เป็นนักค้าขาย  กระจายไปทั่วไทย
    • กลุ่มข้าราชการ  เมื่อเกษียณก็จะย้ายไปหาดใหญ่-สงขลา  ซึี่งมีบ้ายจัดสรรเป็นดอกเห็ด
    • กลุ่มช้าวบ้านที่เป็น้กษตรกร  ยังไม่ยอมออกไป  แต่เมื่อมีลูกหลานเรียนหนังสือ  จะส่งเสริมให้ไปหางานทำนอกพื้นที่  เท่ากับอพยพในเยนเนอเรชั่น 2-3 นั่นเอง  

 

เขาอยู่กันอย่างไร

  • ความเป็นอยู่ประจำวัน

            ก็มีชีวิตอยู่ตามปกติ  ทุกคนจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในหมู่บ้าน  ด้วยเป็นสังคมแบบปฐมภูมิ  ทุกคนรู้จักกันหมด  คนแปลกปลอมเข้ามาจะถูกตรวจสอบทันที   อีกทั้งมีชุด  อสรบ. ชรบ.  คอยตรวจตราคนต่างถิ่น   ดังนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ  กรีดยางพารา  ทำสวนมะพร้าว  ทำนา  เป็นไปตามปกติ  แต่เมื่อไรเดินทางออกจาหมู่บ้านความเสี่ยงก็เกิดขึ้นทันที   ไม่รู้จะเป็นลูกหลงหรือไม่      จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวไทยพุทธไม่กล้าออกนอกหมู่บ้านบ่อยครั้งนัก  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเท่านั้น  เช่น ไปซื้อของทำบุญ  เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น  จากภาวะเช่นนี้ก็มีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้น  คือ แม่ค้าจะนำอาหารพวกผักปลา  มาขายในหมู่บ้านวันเว้นวัน  เมื่อมีงานในวัด หรือ ที่โรงเรียน เช่น งานบวช  งานศพ  ก็จะมีแม่ค้ารถเร่นำของใช้ในครัว  เสื้อผ้า  เครื่องมือจิปาถะ มาเปิดท้ายขายของกัน  (แม่ค้าเหล่านี้ไปทั่วทุกชุมชนไม่มีกลัวอะไรจริงๆ)   ดังนั้นจึงมีตลาดเล็กๆ เปิดท้ายขายของเป็นระยะให้ซื้อหาของใช้ได้ตลอดเวลาตามโอกาสที่เกิดขึ้น      

 

  • การเดินทาง

    • ถนนหลายหลัก  รถวิ่งกับขวักไขว่ตามปกติ เหมือนภาคกลาง  เหนือ  อีสาน  แต่จะพบจุดตรวจมีทหารถือปืนเป็นระยะๆ   เขาไม่กลัวกันหรือ  คำตอบ คือ กลัวเช่นกัน  โดยเฉพาะเป็นลูกหลง  เพราะมีการยิงกันเสมอๆ  ทุกวันดังที่เราทราบกันดี   แต่การยิงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ  3 อย่างครบ คือ
      • เป้าหมายชัด  (เป็นใคร  แน่ชัดว่าเป้าหมายที่ต้องการ)
      • โอกาสมี  (โอกาสเปิดให้ลงมือได้สะดวก  เช่น ไม่มีรถคันอื่นร่วมเดินทาง  การจราจรบางตาไม่มีรถร่วมทางอยู่ใกล้มากนัก  จุดที่ลงมือปลอดจากการตรวจสอบ  เช่น กล้องวงจรปิด  ชุดคุ้มครองต่างๆ)
      • ทางหนีปลอดโปร่ง  (เป็นจุดที่มีเส้นทางลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน ทะลุออกไปได้หลายทาง  การตามและสกัดของทางการทำได้ยาก)
    • ถนนสายเล็กแยกตามชุมชน  ทางลัดต่างๆ  อันตราย  วิ่งได้เฉพาะรถที่ใช้ประจำเท่านั้น
    • พื้นที่เสี่ยง   ต้องเข้าใจพื้นที่เสี่ยงอยู่บริเวณใด  ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้นๆ  เช่น จากที่บ้านไปสนามบินบ้านทอน จ.นราธิวาส  ห่างประมาณ  50  กม.  ไปสนามบินหาดใหญ่ห่างประมาณ  140  กม.  แต่ทุกคนก็เดินทางไปสนามบินหาดใหญ่ด้วยเส้นทางปลอดภัยกว่าถึงแม้มีเหตุเกิดบ่อยครั้งทั้งที่ยะหริ่ง  หนองจิก  แยกไปหาดใหญ่  ก็ตาม  ก็ยังดีกว่าฝ่าไปเตราะบอน สายบุรี กาเยาะมาตี  บาเจาะ  ซึ่งมีความถี่สูงกว่าอย่างนี้เป็นต้น   ก็เดินทางทำธุระได้  ถึงอาจไม่สะดวกและเสียเงินทองมากขึ้นก็ตาม   

 

.... เหตุการณ์ชายแดนใต้ยังเป็นปัญหาใหญ่ให้รัฐบาลไทยต้องขบคิดอีกยาวไกล  ปัญหาจริงๆ  มีมานานแล้วแต่ปล่อยละเลยมาตลอด  รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าไม่เคยแก้ไขจริงจัง เพียงปฏิบัติการกวาดขยะซุกใต้พรมในช่วงที่ตนเองบริหารเท่านั้น  เวลาผ่านไปนานเข้าๆ  ขยะมันเน่า......  แล้วจะทำอย่างไร ....  ใครจะมาทำความสะอาด  ด้วยความจริงใจ.....