ตอนแรกคิดว่าจะเขียนถึงงานศพของคุณยายเพียง 2 ตอน คือ เรื่องการดำรงชีวิต กับ เรื่อง กระบวนการจัดงานศพของคนที่นั่น แต่มาคิดอีกทีขอเพิ่มอีกหน่อยถึงสถานการณ์ของที่นั่น ตามที่ได้เกริ่นไว้เล็กน้อยในบันทึกตอนที่ 1 ถึงงานศพก่อนหน้านั้น คือ งานศพของนายปรีชา ทองเอียด อายุ 45 ปี สารวัตรกำนัน ที่ถูกยิงพร้อมกันกับกำนันสังวร สุวรรณราช อายุ 57 ปี นางสุภาพร เจริญสุข อายุ 49 ปี และนางพรทิพย์ โพธิ์เงิน อายุ 53 ปี สองผู้ช่วยกำนัน ของตำบลทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แห่งนี้ จำนวน 4 ศพ ซึ่งเสียชีวิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบประกบยิงในขณะที่กลับจากการประชุมที่อำเภอสายบุรี บนถนนสาย 42 นราธิวาส - ปัตตานี ในพื้นที่ตำบลเตราะบอน ซึ่งห่างจากบ้านตนเองประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา ได้จัดงานศพที่วัดทุ่งคล้า (ที่เดียวกับที่จัดงานศพของคุณยาย... ) และ สำนักสงฆ์เตราะปลิง และทำการเผาเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2555 แล้ว คุณยายก็เสียชีวิตในวันที่ 7 พ.ค. 2555 นั่นเอง ทั้ง 4 คน ทางครอบครัวได้รับเงินเยียวยาครอบครัวละ 500,000 บาท ไม่ทราบจะมีมาอีกหรือไม่ ถ้าได้เพียงเท่านี้ไปราชประสงค์ดีกว่าเยอะเลย ประเด็นนี้มีเรื่องให้ถกอีกเยอะ น้องเขยนายชัด สีมาก เป็น ชรบ. คุ้มครองชาวบ้านไปเยี่ยมญาติซึ่งป่วยหนัก (ก็ถูกยิงเช่นกัน) ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ถูกยิงเข้ากะโหลก ก็เขตตำบลเตราะบอนเช่นกัน เส้นทางนี้ (เส้นทางสายในเป็นทางลัดจากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีไปยะลาเตราะบอน-ทุ่งยางแดง-ยะลา) ปัจจุบันไม่มีใครกล้าเดินทางแล้ว ตอนนั้นคิดว่าตายแล้ว แต่ไม่ตายหัวกะโหลกด้ายซ้ายแหว่งไป เลยเป็นอัมพฤกษ์ตลอดชีวิต ลูกเรียน ป.5 เมียไม่มีงานทำ เงินเยียวยาตอนนั้นไม่มีให้เป็นก้อนโตเช่นเดี๋ยวนี้ รัฐให้เดือนละ 4,000 บาท .... จะอยู่กันอย่างไร ??? รายได้จากการกรีดยางพารา ทำสวนมะพร้าว เดือนประมาณ 15,000 – 20,000 บาท กลายเป็น 0 ทันที ... นี้คือชีวิตจริงที่นั่น
เหตุการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไร
คำตอบ คือ มีการลอบยิง ลอบวางระเบิดไม่เว้นแต่ละวัน อยู่ที่ว่ามีพื้นที่ข่าวให้นำเสนอหรือไม่เท่านั้น ถ้ามีเห็ดยักษ์ สัตว์ – ต้นไม้แปลกประหลาดคนแห่ไปขอหวยก็ไม่มีพื้นที่ข่าวสามจังหวัดภาคใต้ (+ สี่อำเภอของจังหวัดสงขลา) ก็เท่านั้น ไม่ใช่ไม่มีการยิงกันนะครับ
-
การลอบยิง-วางระเบิด มีความแตกต่างกันหลายระดับ
- ระดับประชาชนทั่วไป
- เป้าหมายคือจุดที่คนอยู่หนาแน่น ผลการกระทำคนตายจำนวนมาก เพื่อสร้างข่าว เช่น ตลาดนัด และมักเน้นที่มีไทยพุทธเสียมากกว่าไทยอิสลาม แต่ไทยอิสลามก็โดนเหมือนกันเมื่ออยู่ปะปนกัน
- ลูกหลง ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง คือ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำกับเป้าหมาย (กลุ่มที่ 2. 3. และ 4.)
- เหตุอื่น เช่น เรื่องยาเสพติด ความขัดแย้งส่วนตัว เป็นต้น แล้วกล่าวอ้างว่าเป็นการก่อการร้าย
- ระดับเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป เช่น ครู ข้าราชการต่างๆ (ยกเว้นฝ่ายสาธารณสุข) ทั้งไทยพุทธไทยอิสลาม ไม่มีข้อยกเว้น เป็นเป้าหมายระดับที่ 1 เป็นระดับล่างสุด มีโอกาสก็ทำไม่มีก็แล้วไป มีผลงานกับระดับที่เหนือกว่าอยู่กลุ่มนี้ก็เว้นไว้ก่อน
- ระดับเจ้าหน้ารัฐฝ่ายปกครอง เช่น อส. ชรบ. อสรบ. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยกำนัน อบต. ปลัด อบต. ปลัดอำเภอ เป็นต้น เป็นเป้าหมายระดับที่ 2 เป็นระดับกลาง ทั้งที่เป็นไทยพุทธไทยอิสลามไม่มีข้อยกเว้น ถือว่าเป็นแขนขาของรัฐ
- ระดับเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปราบปราม เช่น ตำรวจ เจ้าหน้าระดับสูงของพื้นที่ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด ผู้ว่าราชการ ฯลฯ ซึ่งเป็นฝ่ายวางแผน และ ทหาร เป็นเป้าหมายระดับที่ 3 เป็นระดับสูง มีโอกาสถูกกระทำได้มากที่สุด โดยเฉพาะทหารเป็นสายล่อฟ้าอย่างดีทีเดียว
- สิ่งที่สำคัญในปัจจุบันกลุ่มปฏิบัติการมีหลายกลุ่ม จนไม่รู้ว่าใครใหญ่กว่าใคร บิ๊กที่สั่งการได้ ทุกคนต้องฟังเป็นใคร ตอบไม่ได้ ดังนั้นจึงมีลักษณะแบ่งพื้นที่กันคุม แบ่งพื้นที่กันปฏิบัติการ ต่างแย่งชิงความเป็นผู้นำในระดับสากล การคลี่คลายไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังมีปัญหาซ้อนทับจากยาเสพติด การค้าของเถื่อนเข้ามาร่วมด้วย ยิ่งทำให้ปัญหายากยิ่งขึ้น เหตุการณ์หลายครั้งไม่ใช่กระบวนการแบ่งดินแดน แต่มาจากสาเหตุอื่นอีกด้วย
- คนไทยพุทธส่วนจำนวนหนึ่งเริ่มทั้งถิ่นฐานอพยพไปอยู่ทีี่อื่นกัน พอสรุปได้ดังนี้
- กลุ่มคนเชื้อสายจีนซึ่งมักตั้งถินฐานหนาแน่นในเขตเมือง ทั้งนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สุไหงโกลก สายบุรี ระแงะ ฯลฯ ได้ย้ายออกเป็นกลุ่มแรก โดยเฉพาะเขตตัวอำเภอที่มีจำนวนไม่มากได้ออกไปเกือบหมดแล้ว กลุ่มนี้เป็นนักค้าขาย กระจายไปทั่วไทย
- กลุ่มข้าราชการ เมื่อเกษียณก็จะย้ายไปหาดใหญ่-สงขลา ซึี่งมีบ้ายจัดสรรเป็นดอกเห็ด
- กลุ่มช้าวบ้านที่เป็น้กษตรกร ยังไม่ยอมออกไป แต่เมื่อมีลูกหลานเรียนหนังสือ จะส่งเสริมให้ไปหางานทำนอกพื้นที่ เท่ากับอพยพในเยนเนอเรชั่น 2-3 นั่นเอง
เขาอยู่กันอย่างไร
-
ความเป็นอยู่ประจำวัน
ก็มีชีวิตอยู่ตามปกติ ทุกคนจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในหมู่บ้าน ด้วยเป็นสังคมแบบปฐมภูมิ ทุกคนรู้จักกันหมด คนแปลกปลอมเข้ามาจะถูกตรวจสอบทันที อีกทั้งมีชุด อสรบ. ชรบ. คอยตรวจตราคนต่างถิ่น ดังนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ กรีดยางพารา ทำสวนมะพร้าว ทำนา เป็นไปตามปกติ แต่เมื่อไรเดินทางออกจาหมู่บ้านความเสี่ยงก็เกิดขึ้นทันที ไม่รู้จะเป็นลูกหลงหรือไม่ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวไทยพุทธไม่กล้าออกนอกหมู่บ้านบ่อยครั้งนัก เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเท่านั้น เช่น ไปซื้อของทำบุญ เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น จากภาวะเช่นนี้ก็มีวัฒนธรรมใหม่เกิดขึ้น คือ แม่ค้าจะนำอาหารพวกผักปลา มาขายในหมู่บ้านวันเว้นวัน เมื่อมีงานในวัด หรือ ที่โรงเรียน เช่น งานบวช งานศพ ก็จะมีแม่ค้ารถเร่นำของใช้ในครัว เสื้อผ้า เครื่องมือจิปาถะ มาเปิดท้ายขายของกัน (แม่ค้าเหล่านี้ไปทั่วทุกชุมชนไม่มีกลัวอะไรจริงๆ) ดังนั้นจึงมีตลาดเล็กๆ เปิดท้ายขายของเป็นระยะให้ซื้อหาของใช้ได้ตลอดเวลาตามโอกาสที่เกิดขึ้น
-
การเดินทาง
- ถนนหลายหลัก รถวิ่งกับขวักไขว่ตามปกติ เหมือนภาคกลาง เหนือ อีสาน แต่จะพบจุดตรวจมีทหารถือปืนเป็นระยะๆ เขาไม่กลัวกันหรือ คำตอบ คือ กลัวเช่นกัน โดยเฉพาะเป็นลูกหลง เพราะมีการยิงกันเสมอๆ ทุกวันดังที่เราทราบกันดี แต่การยิงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ 3 อย่างครบ คือ
- เป้าหมายชัด (เป็นใคร แน่ชัดว่าเป้าหมายที่ต้องการ)
- โอกาสมี (โอกาสเปิดให้ลงมือได้สะดวก เช่น ไม่มีรถคันอื่นร่วมเดินทาง การจราจรบางตาไม่มีรถร่วมทางอยู่ใกล้มากนัก จุดที่ลงมือปลอดจากการตรวจสอบ เช่น กล้องวงจรปิด ชุดคุ้มครองต่างๆ)
- ทางหนีปลอดโปร่ง (เป็นจุดที่มีเส้นทางลัดเลาะผ่านหมู่บ้าน ทะลุออกไปได้หลายทาง การตามและสกัดของทางการทำได้ยาก)
- ถนนสายเล็กแยกตามชุมชน ทางลัดต่างๆ อันตราย วิ่งได้เฉพาะรถที่ใช้ประจำเท่านั้น
- พื้นที่เสี่ยง ต้องเข้าใจพื้นที่เสี่ยงอยู่บริเวณใด ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่นั้นๆ เช่น จากที่บ้านไปสนามบินบ้านทอน จ.นราธิวาส ห่างประมาณ 50 กม. ไปสนามบินหาดใหญ่ห่างประมาณ 140 กม. แต่ทุกคนก็เดินทางไปสนามบินหาดใหญ่ด้วยเส้นทางปลอดภัยกว่าถึงแม้มีเหตุเกิดบ่อยครั้งทั้งที่ยะหริ่ง หนองจิก แยกไปหาดใหญ่ ก็ตาม ก็ยังดีกว่าฝ่าไปเตราะบอน สายบุรี กาเยาะมาตี บาเจาะ ซึ่งมีความถี่สูงกว่าอย่างนี้เป็นต้น ก็เดินทางทำธุระได้ ถึงอาจไม่สะดวกและเสียเงินทองมากขึ้นก็ตาม
- ถนนหลายหลัก รถวิ่งกับขวักไขว่ตามปกติ เหมือนภาคกลาง เหนือ อีสาน แต่จะพบจุดตรวจมีทหารถือปืนเป็นระยะๆ เขาไม่กลัวกันหรือ คำตอบ คือ กลัวเช่นกัน โดยเฉพาะเป็นลูกหลง เพราะมีการยิงกันเสมอๆ ทุกวันดังที่เราทราบกันดี แต่การยิงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบ 3 อย่างครบ คือ
.... เหตุการณ์ชายแดนใต้ยังเป็นปัญหาใหญ่ให้รัฐบาลไทยต้องขบคิดอีกยาวไกล ปัญหาจริงๆ มีมานานแล้วแต่ปล่อยละเลยมาตลอด รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าไม่เคยแก้ไขจริงจัง เพียงปฏิบัติการกวาดขยะซุกใต้พรมในช่วงที่ตนเองบริหารเท่านั้น เวลาผ่านไปนานเข้าๆ ขยะมันเน่า...... แล้วจะทำอย่างไร .... ใครจะมาทำความสะอาด ด้วยความจริงใจ.....