สังคมปัจจุบัน การที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตให้จงหนัก อย่าทุกข์ อย่าท้อ อย่าหลงระเริง และต้องระมัดระวังตัวและใจ มีสติ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรมชาติครับ

บันทึกนี้  คราแรกตั้งใจจะเป็นการให้ข้อคิดเห็นในบันทึก "การตายของนักเรียนกับกับการมาของ Lady Ga Ga " ของ ดร.สมศรี..  แต่เนื่องด้วยคิดน่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยาว จึงนำมาบันทึกไว้ในเองแล้วส่งผ่านไปน่าจะดีกว่า....

       ผมอ่านข่าวเด็กนักเรียน ป.6 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฆ่าตัวตาย ด้วยสาเหตุเพราะครอบครัวไม่สามารถหาเงินสำหรับค่าเล่าเรียน และรู้สึกอายต่อครู และเพื่อน ๆ ไม่สามารถทนต่อสภาพแบบนั้นได้... (ข่าว)

        ข่าวนี้ ทำให้ผมมีความรู้สึกย้อนไปสมัยเมื่อเป็นเด็กของผม... โดยพื้นเพแล้ว ชีวิตของผม พี่น้อง 2 คน พ่อเป็นชาวประมง หาเงินครึ่งเดือน หรือหนึ่งเดือน กิน สามถึงห้าวัน (หมด)  แม่อาชีพรับจ้างทั่วไป จะก่อสร้าง หรืออะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงิน ไม่เกี่ยงราคา หาเช้้า กินเย็น จ่ายหนี้วันรุ่งขึ้น (เงินกู้รายวันดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ)... นี่คือสิ่งที่ผมรับรู้มาตั้งแต่จำความได้

        ผมเรียนโรงเรียนวัด ได้เงินไปโรงเรียนบ้าง ไม่ได้บ้าง หรือได้ไปนิดหน่อยก็ยังค่อย ๆ เก็บไว้กลับมาคืนพ่อแม่เสมอ ... หรือมีโอกาสทำงานแลกเงินได้บ้างก็ต้องให้พ่อแม่เก็บไว้หมดเลย เพราะรายจ่ายที่บ้านย่อมสำคัญกว่าสิ่งที่ตัวเองอยากได้ (ของเล่น)

        ยิ่งโต ยิ่งเรียนสูง ค่าใช้จ่ายก็ตามตัว จำได้ว่าแม่เคยพาผมบากหน้าไปหยิบยืมเงินให้ผม จำได้ว่าแม่เคยโดนเจ้าหนี้เดินตามทวงหนี้ถึงบ้านในขณะที่นอนป่วย จำได้ว่าพ่อกับแม่เคยหลบหน้าเจ้าหนี้และอดกินบางมื้อไปนั่งอยู่ริมทะเลเป็นค่อนคืนค่อนวัน...

        คนจนนี่ครับ จนแบบไม่มีอะไรเลย ณ วันนี้ใครถามว่าเป็นคนที่ไหน บอกได้เต็มปากว่า คนสงขลา แต่มาอยู่ เมืองนนท์กันหมดแล้ว เขาก็ถามต่อว่า แล้วบ้านที่สงขลาล่ะใครอยู่ ตอบได้เต็มปากเหมือนกันว่า ผมไม่เคยมีบ้านของตัวเอง  อาจจะเป็นความเจ็บช้ำ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังใคร...  คนจน.. เวลาไปหาหยิบยืมใครเพื่อมาลงทุน หรือเพื่อให้ลูกเรียน หรือทำสิ่งดี ๆ แล้วให้คำมั่นสัญญาว่าจะคืน เจ้าหนี้ ... ส่วนมากจะไม่ค่อยเชื่อใจและให้ยืมกันง่าย ๆ (อย่าว่าอื่นใกลเลย แม้แต่ญาติพี่น้องก็ยังไม่ให้ จริง ๆ )...

        ผมจึงเข้าใจว่า ในสถานการณ์ ที่เด็กนักเรียนผู้เสียชีวิตคนนี้ต้องเจอนั้น มันช่างเป็นเวลาที่โหดร้ายต่อจิตใจมากเพียงใด... ครอบครัวนี้เขาจะทุกข์ใจเพียงใดที่จะต้องทำให้ลูกต้องทุกข์กับความขัดสน...

       แต่สำคัญอื่นใด  สิ่งที่น้องสาวคนนี้ขาดไป คือ ภูมิคุ้มกันในชีวิต ที่จะต้องต่อสู้กับทุกปัญหาให้ผ่านพ้นไปให้ได้  สำหรับผม  ทุกเหตุการณ์ เสมือนหนึ่งว่าความเจ็บปวด ความช้ำใจ ความเสียใจ ความผิดหวัง  เป็นสิ่งที่จะค่อยกระตุ้นให้ผมมี ภูมิคุ้มกันของชีวิต ให้สามารถคิด ยอมรับ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ...

       จนถึงวันนี้ ... หากหันกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา ภูมิคุ้มกันในชีวิต ได้ทำให้ผมผ่านพ้นทุก ๆ ปัญหามาได้ด้วยสติ สามารถทำให้พ่อ แม่ มีความสุขได้ตามอัตภาพที่เหมาะสม เป็นครอบครัวที่ไม่มีมากมาย แต่ก็ไม่ขาดในความต้องการพื้นฐาน  อาจผิดหวังในสิ่งที่ฝันที่อยากได้บ้าง แต่ไม่ทุกข์มากมายก่ายกอง...

        คนหลายคน แค่ต้องการในสิ่งที่เป็นพื้นฐานของชีวิต ได้กิน ได้เรียน ก็ดีที่สุดแล้ว แต่หลายคน นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ยังคงได้โอกาสที่ดี เช่น ได้ดูคอนเสิร์ตใหญ่โต ราคาบัตรสูงลิบ  ผมว่าคงจะไม่แปลก หาเป็นทรัพย์ที่เป็นความชอบธรรมของแต่ละคน จากบันทึกของ ดร.สมศรี  ทำให้รู้สึกว่า สังคมไทยในทุกวันนี้ มีความแตกต่างกันอย่าง ยอดเขาสูงและเหวลึก  คนอยู่ในเหวพยายามแล้วพยายามอีกที่จะปีนขึ้นมาสู่พื้นราบ  น้อยคนที่จะถึงพื้นราบ หลายคนก็จมจ่อมอยู่ในหุบเหวจนจบชีวิต  สำหรับคนที่อยู่บนยอดเขาสูงก็คงไม่คิดว่าจะต้องไต่ลงมา หรือก้มลงมอง...

        ก็แค่นี้แหละชีวิตครับ... จะอย่างไรก็แล้วแต่ สังคมปัจจุบัน การที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตให้จงหนัก  อย่าทุกข์ อย่าท้อ อย่าหลงระเริง และต้องระมัดระวังตัวและใจ มีสติ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรมชาติครับ