หยิบหนังสือชุด ธรรมะจากพระดีร่วมสมัย สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ เล่ม ธรรมะจากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พบบทหนึ่งโดนใจตัวเองที่สุดในห้วงอารมณ์ขณะนั้น ชื่อว่า ดูแลตัวเอง = ดูแลผู้อื่น

สวัสดีค่ะทุกท่าน ตอนอากาศร้อนมากๆ ผู้เขียนต้องหลบร้อน จำศีลอยู่กับบ้าน ราวกับหมีที่จำศีลในฤดูหนาว พยายามไม่เคลื่อนไหว ทำอะไรมากนัก เพราะรู้ตัวว่าพื้นนิสัยเป็นคนแพ้อารมณ์จากความร้อน ร้อนๆแล้ว พาล หงุดหงิด โกรธง่าย ขนาดว่าได้พยายามขัดเกลาตนเองอยู่เนืองๆก็ยังไม่ดีพอ เลยคิดว่าเมื่อเรารู้ตัว รู้จุดอ่อนตนเองก็ควรทำอะไรให้ช้าลง เมื่อเชื้อกิเลสเดิมๆปะทุจะได้พอตั้งสติได้ ไม่ออกอาการเบียดเบียนคนรอบข้างให้เป็นทุกข์และที่สำคัญเขาจะว่าเอาได้ว่า “อาการน่าเป็นห่วง ถ้าจะเป็นบ้าไปเสียแล้ว”

นอกจากนี้อาจเป็นที่วัยด้วยกระมังคะ พออากาศร้อนก็หมดเรี่ยวหมดแรง รู้สึกเหมือนลูกเหม็นที่ระเหิดไปกับความร้อนจนเหลือนิดเดียว ช่วงที่อยู่นิ่งๆก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะและชีวิตหลายเรื่อง หลายเล่ม

หยิบหนังสือชุด ธรรมะจากพระดีร่วมสมัย สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ เล่ม ธรรมะจากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พบบทหนึ่งโดนใจตัวเองที่สุดในห้วงอารมณ์ขณะนั้น ชื่อว่า ดูแลตัวเอง = ดูแลผู้อื่น

“...เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเรายังทุกข์เต็มที่อยู่ ยังกลัดกลุ้มร้อนรุ่ม

หงุดหงิดโมโห อาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยาอยู่

หรือยังอยากไม่รู้จบรู้สิ้น หรือพร่องอยู่เป็นนิจ

ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ

ถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม

ยังต้องการความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่นอยู่

ยังต้องการกำลังใจจากผู้อื่นอยู่

ยังต้องหวังให้ผู้อื่นปลุกใจ ปลอบใจอยู่ ฯลฯ

แล้วอย่างนี้เราจะไปช่วยใครๆได้

เพราะแม้ตัวเราก็ยังเป็นที่พึ่งให้กับตัวไม่ได้

ช่วยตัวเราก่อนท่าน ก่อนที่จะไปช่วยผู้อื่น

ดูแลตัวเองชื่อว่าดูแลผู้อื่น รักษาตัวเราก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นไปด้วย

เพราะผู้อื่นจะได้ไม่ต้องคอยมาดูแลเรา

ผู้อื่นจะได้ไม่ต้องมาคอยรักษาเรา เราก็จะไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น

และถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้ ต่างก็ทำกิจหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง ให้ดีที่สุด

สังคมก็จะมีความสงบสุข สันติภาพก็จะเกิดขึ้นจริงๆ...”

 

ได้ธรรมะชโลมใจ มีสันติกับตนเองเป็นสุขดีค่ะ ตามด้วยเมื่อสามสี่วันก่อน มีฝนตกลงมาติดๆกันถึงสองวัน ดีใจสุดแสนทั้งคน ทั้งต้นไม้ใบหญ้าค่ะ เลยนำภาพมาฝากกัน

ท้องฟ้าหน้าฝนยามพระอาทิตย์ตกดินสวยเจิดแจ้งมาก

 

ได้เห็นเมฆสีรุ้ง แสนหวานบ่อยๆ

 

แต่คราพายุฝนมาเมฆก็ดูอึมครึม น่าเกรงขาม พร้อมด้วยเสียงอึงคะนึงของฟ้าร้อง

 

พอยามเช้าเข้าสู่ภาวะสงบ ดอกโมกหลายชนิดเป็นร้านน้ำหวานให้ผึ้ง ผีเสื้อ แมลงและนกตัวน้อยก็มาจับหนอนและแมลง

 ดอกโมก ๔ ชนิด

 

ซ้ายสุด โมกซ้อน โมกมันมีห้ากลีบ กลีบดอกยาว บิดและลู่ไปด้านหลัง ส่งให้เห็นเกสรชัดเจน

ที่เห็นเป็นกลุ่ม คือ โมกพวง และ ดอกเดี่ยวๆ กลีบชั้นเดียวดอกเหมือนโมกพวง แต่มักออกเดี่ยว หรือ คู่ ในก้านเดียวกัน เรียกว่า โมกลา

โมกมันนั้นปีนี้หลังรอดชีวิตจากน้ำท่วมก็ออกดอกดกกว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

พอฝนลง ดอกแก้วมุกดา ก็บานขาวพราว ส่งความหอมโชยขึ้นไปบนนอกชานที่ผู้เขียนนั่งรับลม ผู้เขียนเพิ่งได้รู้จัก แก้วมุกดา คนข้างกายเพิ่งเอามาลงให้ต้นใหญ่ๆมีดอกตูมติดมาเต็มต้น ได้ชื่นชมดอกทันใจดีค่ะ ดอกใหญ่กว่าดอกแก้วธรรมดามาก นี่เทียบกับดอกมะลิค่ะ

 

ดอกไม้สีขาวอีกชนิดที่ก็ออกมากมาย อยู่เคียงกับต้นโมกมัน ถึงคราร่วงก็ขาวอยู่เคียงกัน ไม่แน่ใจว่าชื่อดอกอะไร อาจเป็น พันจำ ตอนเขาเอาต้นไม้มาส่งมาลงให้นานแล้วเคยได้ยินเขาพูดว่ามี ต้นพันจำด้วย มันหลากหลายเลยสับสนค่ะ

 

แม้ กาฝาก ก็งามไสว ทั้งใบก็ดูแข็งแรง ดอกบานเหลืองเป็นแนว เป็นที่หาอาหารของ นกสีชมพูสวน ค่ะ รวมทั้งเป็นที่วางไข่ของ ผีเสื้อหนอนกาฝาก แสนสวยเลยจำต้องเลี้ยงกอกาฝากไว้บ้าง

 

รู้สึกว่าฝนพร่างพรมลงมาทำให้ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อีกครั้งสำหรับเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ เจ้ากระรอกน้อยทั้งสีนวล สีเทา และสีน้ำตาลแดงวิ่งวุ่นกันทั้งวัน

 

หากมนุษย์พยายามรักษาตนให้จางคลายจากการเกาะกุมของ โลภะ โทสะ โมหะ พื้นที่หัวใจคงกว้างขึ้นเยอะ เปิดรับความดีงาม เห็นความกรุณาอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ พาจิตเบิกบาน

ขอส่งความสุขให้กับทุกท่านค่ะ