โตนี่ - ฟาง. GotoKnow.

* ยังมีอีกสองเหตุการณ์ ที่กำลังจะนำลงให้ท่านได้อ่านกัน เพื่อจะได้ทราบถึงพระบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของปวงชนชาวไทย.

 

เหตุอัศจรรย์ลำดับที่ ๒

    วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๙ ประมาณเวลา ๑๓.๓๐น. - ๑๕.๐๐ น.เป็นช่วงพิธีพระประมุขต่างประเทศ ร่วมถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว ณพระที่นั่งอนันตสมาคม ขบวนรถยนต์พระประมุขต่างประเทศทั้ง ๒๕ ประเทศเสด็จฯ จากโรงแรมที่ประทับทยอยเข้ามายังพระที่นั่งอนันตสมาคมตามลำดับอาวุโส  มีพิธีการถวายพระพรอย่างสมพระเกียรติ มีการฉายพระรูปร่วมกัน เมื่อเสร็จพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรอส่งเสด็จพระประมุขกลับออกจากพระที่นั่งอนันตสมาคมจนครบแล้ว ฟ้าภายนอกบริเวณลานพระราชวังสวนดุสิตก็เริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆฝนและลมพัดแรง  ใบธงที่ประ ดับรอบงานโบกสะบัดจนเสาโยกไหว  เมื่อขบวนรถยนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯกลับ และเริ่มเคลื่อนออกจากประตูทวยเทพสโมสรเป็นขบวนสุดท้ายพอท้ายขบวนพ้นลาน พระราชวังดุสิตสายฝนก็เริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนทำให้ต้องประเมินสถานการณ์ว่าการเสด็จฯไปทอดพระเนตรขบวนเรือพระราชพิธี ณ ราชนาวิกสภาในอีก ๒ ชั่วโมงต่อจากนี้ไปอาจต้องประสบอุปสรรคในการจัดเตรียมเส้นทางจราจร และการจัดวางกำลังตำรวจเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนจำนวนมาก ที่เฝ้ารอรับเสด็จรายทางและดูขบวนเรือพระราชพิธีริมฝั่งแม่น้ำ.

       แต่สิ่งที่คาดการณ์ไว้ก็มิได้เป็นเช่นนั้น เพราะเพียงข้ามสะพานพระราม ๘ จากฝั่งกรุงเทพฯไปฝั่งธนบุรีไม่มีฝนตกแม้แต่น้อย ถนนอรุณอมรินทร์แห้งสนิท ในบริเวณราชนาวิกสภาพบเห็นเพียงร่องรอยแรงลมที่พัดกระถางไม้ประดับล้ม เมื่อมองไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาเห็นผิวน้ำราบเรียบสงบงดงามกว่าช่วงการฝึกซ้อมขบวนเรือที่ผ่านมาหลายๆครั้ง.

     เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนารถ พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯมาถึงราช นาวิกสภาตามหมายกำหนดการ  เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ขบวนเรือพระราชพิธีซึ่งประกอบด้วยหมู่เรือ ๕๒ ลำ ก็เริ่มเคลื่อนขบวนเข้าใกล้ราชนาวิกสภา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระประมุขประทับรอเฝ้าทอดพระเนตรอยู่  ขณะนั้นยังมีเมฆปกคลุมท้องฟ้า ทำให้มืดครึ้มบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็น บรรยากาศโดยรอบราชนาวิกสภาและพระบรมมหาราชวังซึ่งอยู่ตรงข้ามดูสลัวไม่แจ่มชัด ครั้นเมื่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้จุดที่ประทับชม  ก็บังเกิดลำแสงแดดสีทองส่องทะลุเมฆมาจับต้องส่วนหัว และลำเรือจนเห็นแสงสะท้อนสีทอง อันงดงามของตัวเรือบนผิวน้ำอย่างชัดเจน.ขณะเดียวกันแสงทองของอาทิตย์ยามเย็น ยังจับต้องยอดพระปรางค์ปราสาทของพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นฉากหลังของขบวนเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทและพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ซึ่งใช้เป็นสถานที่ถวายการต้อนรับและเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ แด่พระประมุข เป็นภาพที่งดงามประทับใจยิ่ง.

เหตุอัศจรรย์ลำดับที่ ๓

       วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙ เวลา ๑๙.๓๐ น. เป็นช่วงงานเลี้ยงพระกระ ยาหารค่ำแด่พระประมุข และพระราชทานเลี้ยงอาหารแก่แขกรับเชิญในพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ส่วนต่อเติมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท. โดยก่อนเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงค์ฝ่ายไทยจะเสด็จฯ มาทรงรอรับพระประมุขที่เสด็จฯ จากโรงแรมที่ประทับเข้าสู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ตลอดเส้นทางเสด็จฯมีประชาชนรายทางเฝ้ารอรับเสด็จอยู่อย่างเนืองแน่นั้งสองฟากถนน ขณะที่ฝนตั้งเค้า อากาศอบอ้าว มีทีท่าว่าฝนกำลังจะตกหนัก ทางสำนักพระราชวังต้องนำหลังคากันสาดที่เตรียมไว้มาติดตั้ง ณ จุดจอดเทียบรถพระประมุข  วันนั้นถ้าหากฝนตกหนักประชาชนที่เฝ้าชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระประมุขต่างประเทศตามรายทาง ต้องได้รับความไม่สะดวก  และบรรยากาศรอบๆ สถานที่จัดงานก็จะไม่งดงามแจ่มชัด. ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงค์เสด็จฯ มาถึงพระบรมมหาราชวังก็ปรากฏ มีลมพัดอย่างต่อเนื่อง พาเมฆฝนที่ตั้งเค้าให้ผ่านเลยไปจากบริเวณเหนือพระบรมมหาราชวัง เมื่อขบวนรถพระประมุขมาถึง ก็สามารถเทียบรถพระที่นั่งส่งพระประมุขเข้าที่หมายพิธีได้อย่างสะดวกและสง่างาม ขณะเดียวกันก็เป็นอานิสงส์แก่คลื่นมหาชนที่เฝ้ารอรับเสด็จรายทาง. ได้รับความสะดวก ไม่ต้องเปียกฝน และได้ประ ทับภาพอันเป็นมงคลของชีวิตไว้ในความทรงจำอย่างชัดเจน.

ปรากฏการณ์อันเป็นอัศจรรย์ในงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี คงจะมิได้มีเพียง ๓ เหตุการณ์นี้เท่านั้นเชื่อว่ายังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เป็นความประทับใจ และเป็นความทรงจำของผู้ที่ได้มาสัมผัสด้วยตนเอง เป็นความรู้สึกพ้องต้องกันว่างานยิ่งใหญ่ซึ่งมีความละเอียดอ่อน และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่มากมาย เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและหน่วยงานจำนวนมาก ดังเช่นงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ก็เพราะพระบารมีปกเกล้าโดยแท้.

บันทึกโดย พลตำรวจตรี จรัมพร สุระมณี

รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล.

 

นำมาให้อ่านโดย พันจ่าเอก พันธ์พงศ์  เลิศบุญชู ท.ร.๐๙

ข้าราชการบำนาญ กองทัพเรือ.