การเขียนในบันทึกก่อนๆนั้น ผมมีเจตนาที่จะให้เป็นหลักการเป็นหลักการเบื้องต้นในการพิจารณาพระกรุโบราณ
โดยให้ดูที่ความเหี่ยวให้เป็น
- ว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าเหี่ยว
- อย่างไรเรียกว่า "ตึง" หรือ "บวม" หรือ
- เพียง "รอยขีดข่วน" ตกแต่งผิวแบบธรรมดาๆ
โดยนัยนี้
ผมจะพยายามชี้ให้เห็นว่า
- ความเหี่ยวเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ทำเร็วๆไม่ได้
- อาจเร่งได้เล็กน้อย
- แต่ก็จะแตกต่างจากความเหี่ยวธรรมชาติ
เสมือนเด็กผอมตัวเหี่ยวอย่างไรก็ไม่เหมือนความเหี่ยวของผิวคนแก่ ถ้าเขาใจอุปมานี้ก็จะสามารถแยกพระโรงงานออกจากพระเนื้อดินแท้ๆได้
นอกจากความเหี่ยวแล้ว ในการดูพระเนื้อดินบางกรุที่มีเม็ดกรวด ทราย และแร่ต่างๆผสมอยู่ ยังต้องสังเกตลักษณะ ผิว และสีของเม็ดทรายมน
กล่าวคือ
- เม็ดทรายจะต้องไม่มีเหลี่ยมคม มน ผิวมนไม่มันเรียบ
- แต่จะกร่อนแบบเป็นคลื่น
- มีความนูนเหนือผิวเนื้อดินเล็กน้อย แบบเดียวกับเม็ดผดตามผิวหนัง
- เพื่อหลีกเลี่ยงพระฝีมือขัดผิว โดยใช้เครื่องมือต่างๆ
นอกจากนั้น
- รอบๆเม็ดทรายควรมีร่องทรายลึก
- ผิวของทั้งทรายและเนื้อพระในร่องต้องกร่อน และมนแบบธรรมชาติ
- และถ้ามีเนื้อยุ่ยในร่องทรายด้วยก็จะแน่นอนมากขึ้น
ถ้าเป็นเนื้อที่ไม่มีทราย ก็ให้สังเกตการกร่อนยุ่ยเป็นชั้นๆ ตามลำดับได้แก่
- คราบกรุ ฝุ่น ดิน
- รารัก สีเทาดำ
- คราบหินปูน สีขาวนวล
- คราบเนื้อผุยุ่ยระดับต่างๆ แบบไล่ลำดับไป จนถึงชั้นผิวที่มีความแกร่ง ร่องแกลบ หรือแร่ต่างๆ (เช่น แร่ดอกมะขาม) และเม็ดทรายมน
ดังนั้น
- พระกรุจะต้องไม่มีผิวเรียบมันอยู่ในที่ใดเลย
- ยกเว้นผิวที่ถูกสัมผัสจนกร่อนมัน
- ที่จะต้องห้อมล้อมด้วยเนื้อที่เหี่ยวพร้อมชั้นต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว และ
- ยังจะมีโอกาสได้เห็นเนื้อในและมวลสารที่ยังไม่ผุกร่อนในเนื้อพระอีกด้วย
เพราะลักษณะเนื้อดินที่เก่าจนเปลี่ยนสีไปแล้วนี้ จะเป็นเอกลักษณ์ของสีเนื้อพระที่เลียนแบบได้ยากมาก
จนเป็นที่มาของการกำหนดโทนสีของพระที่วงการนิยมเล่นกัน
เพราะเป็นการรับประกันความแท้ได้อีกทางหนึ่ง

พระนาดูน ที่มีความเหี่ยว และคราบกรุ
ยังมีรากไม้หุ้มด้วยผงปูนที่ยังทำเก๊ไม่ได้อีกด้วย

ลักษณะผิวเปิดของพระนาดูน ทำให้เห็นเนื้อในเป็นชั้นๆ

ลักษณะของทรายมน และร่องทราย
ที่หลังของพระชินราชใบเสมาเนื้อดิน

ลักษณะทรายมน ร่องทราย และคราบชั้นต่างๆบนผิวที่เหี่ยวของพระลีลากำแพง

ทรายมนและทรายกร่อน บนผิวพระคงลำพูน

ร่องทรายบนผิวของพระนางพญา พิษณุโลก