.................ท่านบอกเราว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องให้เกียรติให้คุณค่าแก่ความรู้ปฏิบัติหรือปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ให้มากกว่าปัจจุบัน ปัญญาปฏิบัติจะเป็นตัวดึงดูดมหาวิทยาลัยเข้าหาสังคมเข้าไปทำงานร่วมกันสังคมที่เรียกว่ามี social engagement นำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม (University Social Responsibility)

 

          วันที่๔เม.ย. ๕๕ผมไปร่วมงานAPIAE 2012 : University Social Responsibility for the Benefit of Mankindที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ฟังปาฐกถานำเรื่องของมรว. ดิศนัดดาดิศกุลด้วยความชุ่มชื่นใจ

 

          อ่านข่าวได้ที่นี่และบันทึกของคุณรุจเรขาที่นี่

 

          ผมทำการบ้านตีความ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) หัวใจของสิ่งที่คุณชายดิศสื่อออกมาอย่างจับใจผู้ฟังสะกดผู้ฟังให้ติดตามสไลด์ภาพและถ้อยคำสั้นๆประกอบกับคำอธิบายที่กระชับชัดเจนอย่างแทบไม่หายใจว่า ท่านบอกเราว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องให้เกียรติให้คุณค่าแก่ความรู้ปฏิบัติหรือปัญญาปฏิบัติ  (phronesis) ให้มากกว่าปัจจุบัน ปัญญาปฏิบัติจะเป็นตัวดึงดูดมหาวิทยาลัยเข้าหาสังคมเข้าไปทำงานร่วมกันสังคมที่เรียกว่ามี social engagement   นำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม (University Social Responsibility)     

 

          มรว. ดิศนัดดาดิศกุลเล่าเรื่องราวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงที่ทำงานแก้ปัญหาความยากจนและการมีชีวิตอยู่ด้วยการทำไร่ฝิ่นที่ทำลายป่าให้ชุมชนชาวเขาในบริเวณโดยรอบพระตำหนักดอยตุงค่อยๆพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่จนมีชีวิตที่ดีในปัจจุบันด้วยยุทธศาสตร์พัฒนาคนเน้นการพัฒนาให้ช่วยตนเองได้และให้ชุมชนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่่งต่อเนื่อง

 

          จากพื้นที่เล็กๆในอำเภอแม่ฟ้าหลวงสู่อีกหลายจังหวัดในทุกภาคของประเทศสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้แก่พม่าอินโดนีเซีย (แคว้นอาเจะ) และอัฟกานิสถาน

 

          จากการดำเนินการภาคปฏิบัติในพื้นที่เชื่อมโยงกับการศึกษาและรูปแบบการทำธุรกิจสมัยใหม่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้าเป็นขั้นตอนรวมแล้วหลายร้อยเท่าเช่นกาแฟและสินค้าแฟชั่น

 

 

วิจารณ์ พานิช

๕พ.ค. ๕๕