.................ท่านบอกเราว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องให้เกียรติให้คุณค่าแก่ความรู้ปฏิบัติหรือปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ให้มากกว่าปัจจุบัน ปัญญาปฏิบัติจะเป็นตัวดึงดูดมหาวิทยาลัยเข้าหาสังคมเข้าไปทำงานร่วมกันสังคมที่เรียกว่ามี social engagement นำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม (University Social Responsibility)
อ่านข่าวได้ที่นี่และบันทึกของคุณรุจเรขาที่นี่
ผมทำการบ้านตีความ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) หัวใจของสิ่งที่คุณชายดิศสื่อออกมาอย่างจับใจผู้ฟังสะกดผู้ฟังให้ติดตามสไลด์ภาพและถ้อยคำสั้นๆประกอบกับคำอธิบายที่กระชับชัดเจนอย่างแทบไม่หายใจว่า ท่านบอกเราว่ามหาวิทยาลัยไทยต้องให้เกียรติให้คุณค่าแก่ความรู้ปฏิบัติหรือปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ให้มากกว่าปัจจุบัน ปัญญาปฏิบัติจะเป็นตัวดึงดูดมหาวิทยาลัยเข้าหาสังคมเข้าไปทำงานร่วมกันสังคมที่เรียกว่ามี social engagement นำไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคม (University Social Responsibility)
มรว. ดิศนัดดาดิศกุลเล่าเรื่องราวของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงที่ทำงานแก้ปัญหาความยากจนและการมีชีวิตอยู่ด้วยการทำไร่ฝิ่นที่ทำลายป่าให้ชุมชนชาวเขาในบริเวณโดยรอบพระตำหนักดอยตุงค่อยๆพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่จนมีชีวิตที่ดีในปัจจุบันด้วยยุทธศาสตร์พัฒนาคนเน้นการพัฒนาให้ช่วยตนเองได้และให้ชุมชนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่่งต่อเนื่อง
จากพื้นที่เล็กๆในอำเภอแม่ฟ้าหลวงสู่อีกหลายจังหวัดในทุกภาคของประเทศสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้แก่พม่าอินโดนีเซีย (แคว้นอาเจะ) และอัฟกานิสถาน
จากการดำเนินการภาคปฏิบัติในพื้นที่เชื่อมโยงกับการศึกษาและรูปแบบการทำธุรกิจสมัยใหม่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้าเป็นขั้นตอนรวมแล้วหลายร้อยเท่าเช่นกาแฟและสินค้าแฟชั่น
วิจารณ์ พานิช
๕พ.ค. ๕๕
จาก social engagement นำไปสู่ ==> Social Responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคมของ University นั้นๆ
จาก social engagement ==> Social Responsibility --- ผ่านการให้เกียรติ....ให้คุณค่า....แก่ความรู้ปฏิบัติ หรือ ปัญญาปฏิบัติ (phronesis)
social engagement (SE) ==> Social Responsibility (SR) ==>โดยอาศัย Phronesis ==> สามารถแก้ปัญหาการทำงาน ความยากจน เพิ่มองค์ความรู้ แก้ปัญหา โดยการใช้
ปัญญาปฏิบัติ (ผลเกิดจากเหตุและ ความไม่รู้ ... ไม่เข้าใจที่แท้จริง ... ถ้าแก้สาเหตุได้ ผลน่าจะดีด้วย... ปัญญาปฎิบัติ)
- ขอบคุณท่าน ศ.นพ. วิจารณ์ มากคะ