บันทึกการเดินทางเสาะหาเนื้อคู่ กับ 7 วันในคุกลาว

คุกลาว คุกแขวงจำปาสัก

[เขียนวันแรก] 19 พฤษภาคม 2555
[ปรับปรุงล่าสุด] 20 พฤษภาคม 2555

GotoKnow มีพื้นที่จำกัด ต้องการอ่านจนจบ โปรดอ่านได้ที่ http://www.oknation.net/blog/goodjai/2012/05/21/entry-1

บันทึกการเดินทางเสาะหาเนื้อคู่
กับการเผชิญชะตากรรม 7 วัน ในคุกลาว



จันทร์ 7 พ.ค. 2555
22:28 น. -- โพสต์ข้อความใน Facebook ว่า  “เหลือเวลาอีกเพียง 7 วัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะสมหวังกับคนแถวนี้ .. ขอลองออกเดินทางเสาะหาเนื้อคู่รอบโลกดูหน่อยละกัน .. จะเริ่มออกเดินทางพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) ไปตามเส้นทางสายไหม ลัดเลาะตามลำน้ำโขงไปจนถึงสวิสเซอร์แลนด์ แล้วจะพาเนื้อคู่กลับมาแต่งงานกันที่ศรีสะเกษในวันที่ 14 ตามที่บอก .. มีงบประมาณสำหรับการเดินทางครั้งนี้ 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน) .. จะยุติการเดินทางก็ต่อเมื่อ 1. เจอเนื้อคู่ 2. ถึง 13 พ.ค. แล้วยังไม่เจอ 3. ตังค์หมดก่อน .. เอาใจช่วยกันด้วยเด้อออ”

อังคาร 8 พ.ค. 2555
10:31 น. -- โพสต์ข้อความใน Facebook ว่า  “ไปจริงๆ แล้วคับ .. ต้องรีบหนีออกจากบ้านช่วงที่พ่อแม่ไม่อยู่นี่แหละ ... เฮ้อ หวังว่าถ้าอายุเกิน 40 แล้ว พ่อแม่จะเลิกมองว่าเราเป็นเด็กซะทีนะ .... ลาทีนะ Facebook”

10:40 น. -- เขียนข้อความวางไว้บนเตียงบอกพ่อแม่ว่า  “พ่อครับ แม่ครับ .. โปรดอย่าได้ตกใจที่กลับมาไม่เห็นลูก ..  ลูกขออนุญาตออกเดินทางเพื่อแสวงหาอะไรบางอย่าง .. แล้วลูกจะกลับมาในวันที่ 13 หรือ 14 พ.ค. 55 .. โปรดอย่าได้ห่วง .. ลูกพ่อแม่เก่งอยู่แล้ว .. รักพ่อแม่เสมอ มากๆๆๆๆ .. ลูกโลก+ลูกพ่อแม่ โก๋”

10:50 น. -- เดินสะพายเป้ออกจากบ้าน (บ้านศรีบุญลือ)   ไปถึงที่จอดรถบัส อ.อุทุมพรพิสัย  มีรถไปศรีสะเกษกำลังจะออกพอดี   ขึ้นรถไปลงสถานีรถไฟศรีสะเกษ    รู้สึกตื่นเต้นดีใจกับการท่องเที่ยวครั้งนี้

11:40 น. -- ขึ้นรถไฟฟรีที่บังเอิญเสียเวลา จากสถานีรถไฟศรีสะเกษ  ไปยังสถานีรถไฟอุบลราชธานี (อ. วารินชำราบ)
13:00 น. -- เดินจาก สถานีรถไฟ อ.วารินชำราบ  ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำมูลมายังฝั่ง อ.เมือง อุบลราชธานี  ซื้อข้าวผัด 30 บาท  (จดบันทึกค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อพยายามควบคุมงบเดินทางให้ไม่เกิน 1,000 บาท)  แวะพักและถ่ายรูปมาเรื่อยๆ   หยุดที่ทุ่งศรีเมืองพักใหญ่  เล่นบาสกับเด็กๆ และร่วมเต้นแอโรบิก ..  โทรรายงานพ่อ ก่อนจะปิดโทรศัพท์ต่อ  ..  เดินต่อไปอย่างลังเลว่าจะพักนอนที่ไหนดี

21:00 น. -- เดินมาถึงสถานีขนส่งรถโดยสาร จ.อุบลฯ  ด้วยความเหนื่อยล้า  เสียค่าอาบน้ำ 10 บาท   นอนบนเก้าอี้ผู้โดยสาร  สลับกับโต๊ะนั่งของร้านค้า (ซึ่งปิดหมดหลังจากประมาณ 4 ทุ่ม)

พุธ 9 พ.ค. 2555
6:00 น. -- ตื่นมา   อาบน้ำอีกครั้งที่ห้องน้ำ บขส.   ตรวจดู Passport ที่เอาติดตัวมา 2 เล่ม  พบว่าหมดอายุทั้งคู่     แต่ ‘ช่างเหอะวะ  ลองเอาไปซื้อตั๋วดู  ถ้าเขาเช็คคร่าวๆ อาจซื้อได้   ถ้าไม่ได้ก็แค่ยกเลิกแผนการไปลาว’  ..  สรุปว่า ซื้อได้  คนขายตั๋วไม่ได้ดูละเอียด (เปิดขายตั๋วไปลาวตอน 8 โมงเช้า ค่าตั๋ว 200 บาท) .. นึกว่า ‘หวานตูแระ’

9:30 น. -- รถ อุบล-ปากเซ ออกจากสถานีขนส่ง จ.อุบลฯ   ผมนั่งอยู่แถวหน้าสุดคู่กับหญิงลาว (มีอายุแล้ว) โดยมีพระไทยสองรูปอยู่ฝั่งหนึ่ง   เรากลุ่มแถวหน้าคุยกันมาเรื่อยๆ ตลอดทาง

11:20 น. -- รถจอดที่ช่องเม็ก  เพื่อให้ผู้โดยสารลงไปทำเรื่องผ่านแดนที่ ตม. ไทย และข้ามไป ตม.ลาว .. ปรากฏว่า ตม.ตรวจพบว่า Passport ผมหมดอายุแล้ว .. ไอ้ผมก็น่าจะยกเลิกแผนการไปเที่ยว ... แต่ ไม่เลิก .. นั่งมอไซค์มาทำ Border Pass โดยใช้บัตรประชาชน   ค่ามอไซค์ 40 (รอรับกลับด้วย) ค่าธรรมเนียม 30 ค่าถ่ายเอกสาร 8 บาท  .. ทำรวดเร็วทีเดียว  .. (Border Pass นั้น กำหนดให้อยู่ได้เพียง 3 วัน 2 คืน นั่นหมายถึงว่า ผมจะต้องออกจากลาวภายในวันศุกร์ที่ 11 พ.ค.) .. ผ่านจาก ตม.ไทย  มา ตม.ลาว  โดนเรียกเก็บเงินเพิ่ม 100 บาท  โดยไม่มีใบเสร็จ .. ‘ฮึ่ม ไอ้พวกกังฉินเอ๊ย’  

12:30 น. -- ถึง คิวรถปากเซ  (จะเรียกว่าสถานีขนส่งเห็นจะไม่ได้  เพราะรู้สึกจะไม่มีรถทัวร์คันอื่นจอดอยู่เลย  เป็นเพียงคิวรถข้างตลาดเล็กๆ  และคุณน้าคนลาวในรถก็เรียกสถานที่นี้ว่า  คิว)  ..  บริเวณนั้นค่อนข้างรก  เต็มไปด้วยขยะ   ตลาดที่อยู่ติดกันก็มีขยะเยอะ  ดูค่อนข้างสกปรก   ..  ผมเดินข้ามถนนมา  ข้ามยากหน่อย เพราะรถเยอะ และเขาก็ขับรถคนละด้านกันกับที่เมืองไทย .. เดินตรงไปยังโรงแรมจำปาซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตลาดนั้น   สอบถามค่าที่พัก   ตกลงนอนแบบพัดลม คืนละ 250 บาท    อาคารปูพื้นไม้   บรรยากาศคลาสสิก ห้องนอนกับห้องน้ำแยกกัน   แต่เป็นห้องน้ำที่ติดป้ายบอกว่าเป็นห้องน้ำของห้องเรา (พักที่ห้อง 405)  

13:30 น. -- ออกจากห้องพักมาตลาด ซื้อข้าวผัดหมูกิน   ราคา 8,000 กีบ  (32 บาท)  ซื้อกล้วยอีก 20 บาท (5,000 กีบ)  .. กลับขึ้นห้องพัก นอน

17:30 น. -- ยืนพิงระเบียง ดูรถขี่ไปมาบนท้องถนน .. ‘สาวๆ ลาวใช่ว่าจะนุ่งแต่ผ้าซิ่นแฮะ  มีนุ่งสั้นขี่มอไซค์เหมือนสาวไทยเยอะทีเดียว’ .. เฝ้าดูอยู่ตั้งนาน เห็นคนปั่นจักรยานแค่คันสองคัน  ส่วนใหญ่เป็นมอไซค์  รถยนต์คันงามมีเยอะพอควร ..  ออกกำลังกาย .. อาบน้ำ  

20:00 น. -- เดินมาหากินข้าว .. ได้กินร้านเฝอ 15,000 กีบ (60 บาท) อิ่มอร่อยถูกใจ  (ช้อนใหญ่ดี ผักเยอะดี) .. ถนนสายนั้นค่อนข้างใหญ่  แต่ยามค่ำคืนไม่ค่อยมีใครเดินข้างถนนเลย   เข้านอนประมาณ 4 ทุ่ม


พฤหัส 10 พ.ค. 2555
6:00 น. -- ตื่น  ออกกำลังกาย   อาบน้ำ  กินเฝอเช้าที่ตลาด  ชามละ 12,000 กีบ  (48 บาท)

10:00 น. -- เตรียมของเดินทางต่อไป  (เสื้อผ้าได้ซักเกือบทุกตัว) .. กรอกน้ำประปาใส่ขวดใหญ่ 1 ขวด  ขวดเล็ก 2 ขวด .. ยอมกินน้ำประปาเพื่อประหยัดเงิน  .. ที่ผ่านมาใช้ไปเกือบจะเกิน 1,000 บาทแล้ว โดยที่ต้องเผื่อค่าเดินทางกลับไทยไม่ต่ำกว่า 300  

11:30 น. -- Check out ออกจากโรงแรม      เดินไปตามถนน   แดดค่อนข้างแรง   ถ่ายรูปไปเรื่อย   จนถึงตลาดดาวเรือง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสวนจตุจักร แต่มีร้านทองหลายร้าน  คนเดินดูของไม่ค่อยมี แต่ของขายเยอะมาก .. ซื้อขนมคล้ายปาท่องโก๋กลม ถุงละ 20 บาท (6 ก้อน)   มะม่วง 1 กิโล  30 บาท (5 ลูก)

12:00 น. -- เดินไปสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมระหว่าง เมือง (อำเภอ) ปากเซ กับ เมืองโพนทอง (อยู่แขวงจำปาสักเหมือนกัน) .. แวะลงตลิ่งฝั่งปากเซ  ด้านตรงข้ามกับโรงแรมแกรนด์ ซึ่งดูยิ่งใหญ่หรูหรามาก .. ทีแรกตั้งใจจะเดินเลียบตลิ่งไปเรื่อยๆ  แต่เนื่องจากไม่มีหาดทราย จึงเดินไปไม่ได้ .. พักนอนที่กระต๊อบน้อยซึ่งน่าจะเป็นพวกคนหาปลาแถวนั้นทำไว้ .. กินขนม 2 ก้อน มะม่วง 2 ลูก .. อ่านหนังสือ “On Mobile” ที่ติดตัวมาด้วย

15:00 น. -- เดินทางต่อ .. กลับขึ้นมาข้างบน เดินข้ามสะพานไปฝั่งโพนทอง   ระหว่างทางถ่ายรูปใส่หัวลูกโลกโดยมีฉากหลังคือสะพานและลำน้ำโขงหลายรูป .. นึกดีใจที่ตนเองตัดสินใจเดินทางเช่นนี้  ‘ถ้าเที่ยวโดยมีเงินมาเยอะๆ อาจไม่มีโอกาสได้เดินข้ามแม่น้ำโขงอย่างนี้’  

15:30 น. -- ถึงฝั่งโพนทอง  มองเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่บนเขา  ส่วนซ้ายมือฝั่งลำน้ำโขงเป็นโขดหินที่สามารถเดินลัดเลาะไปได้ .. พอพ้นสะพานจึงตัดสินใจเดินลัดลงไปใต้สะพาน และเดินลัดเลาะไปตามโขดหินอีกสัก 100 เมตร  ก่อนพักหยุด และพบว่า ไปต่อท่าจะไม่เหมาะซะแร้ว เนื่องจากจะไปเจอกับอาคารที่ยื่นมาในลำน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นของรีสอร์ท   ส่วนที่อยู่บนหัวขึ้นไป ก็เข้าใจว่าเป็นรีสอร์ทเหมือนกัน  และน่าจะเป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ มีคนงานเยอะ  เพราะได้ยินเสียงผู้ชายคุยกันหลายคน และมีอาคารคล้ายบ้านพักคนงาน   [พวกที่ผมเข้าใจว่าเป็นคนงานนั้น  เห็นผมด้วย  เพราะผมหันไปเจอเขาเดินมาแถวๆ เนินผาด้วย ..  แต่ผมก็ไม่ได้คุยกับเขา   เหตุหนึ่งก็เพราะผมไม่ค่อยชอบพูดกับคนซักเท่าไร  อีกเหตุหนึ่งก็เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรามาอยู่อย่างจนๆ เดี๋ยวเขาจะรู้สึกว่าต้องช่วยเหลือ]

16:00 น. -- อ่านหนังสือ  “On Mobile” จนเริ่มพลบค่ำ .. กินขนมและมะม่วงอีก .. เหลือไว้เผื่อวันพรุ่งนี้สองก้อนกับสองลูก .. ยังหิวอยู่ .. เห็นมดเดินไปมา .. นึกถึงคำที่เคยบอกกับเพื่อนบัวทองว่า “เดินทางไปก็กินมดระหว่างทางไป” จึงลองกินมดดำตัวเล็กๆ นั้น .. รสชาดไม่เลว พอแก้หิวได้นิดนึง   ..  มองดูต้นไม้ที่ตั้งเด่นตรงหน้า  แล้วพาลนึกไปว่า นี่เปรียบเหมือนต้นโพธิ์  ส่วนตัวเราก็ประหนึ่งพระพุทธองค์ที่กำลังทรมานตัวเองเพื่อให้ค้นพบ   หากแต่ ความจริงก็คือ การอยู่อย่างอดอยากของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบำเพ็ญเพียรเหมือนอย่างพระพุทธองค์  เพียงแต่อยากประหยัดตังค์

18:00 น. -- เห็นเสื่อ (สาด) เก่าๆ ผืนใหญ่ตกอยู่ จึงเอามาปูบนก้อนหินใหญ่ เตรียมนอน ..  [โขดหินนั้น ในยามน้ำหลาก เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง  ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า ที่ดินตรงนี้ ไม่ใช่สมบัติของรีสอร์ท] ..   พลบค่ำ สะพานมีไฟแสงสี   ผู้คนเดินและออกกำลังกายริมฝั่งสะพาน   นึกอยากจะเดินไปดู  แต่รู้สึกว่าไกล จึงไม่ไป .. เจอคนมาหากุ้ง  พวกเขาคุยกันว่าไม่มีไม้ขีด  เราบอกว่าเรามี และเอาให้เขา  เขาขอบใจและบอกว่าจะเอามาคืน  แต่ท่าทางดูยังกลัวๆ เรา .. ไม่ค่อยอยากพูดกับเราเท่าไร ..  มืดมาผมจึงลงอาบน้ำในลำน้ำโขง   เข้านอน .. โดยที่กลุ่มคนหากุ้งก็ยังหาอยู่ตามริมตลิ่ง  

23:00 น. -- (ไม่แน่ใจว่าเวลานี้หรือเปล่า)  มีกลุ่มคนมาปลุก   “ตื่นๆ”   “อย่าขยับๆ”  “อยู่นิ่งๆ” .. ผมตกใจตื่น  เห็นแสงไฟส่องมา  นึกว่าเป็นช้าง  แต่เมื่อดูดีๆ มีหลายคน และมีปืน  ‘ตำรวจนี่หว่า’ .. แล้วเขาก็ใส่กุญแจมือผม หมับ .. ผมยังนึกกระหยิ่ม .. ‘เฮ้อ ตกใจหมด  นึกว่าจะถูกช้างเหยียบ  ที่แท้ก็พวกตำรวจเข้าใจเราผิด  เดี๋ยวชี้แจงแล้วคงหาที่ให้เราพัก’  ..  แล้วพวกเขา (ประมาณ 10 คน) ก็คุมตัวผมเดินขึ้นไปข้างบน .. เก็บข้าวของเครื่องนอนผมยัดใส่กระเป๋า  ..  ระหว่างทางตำรวจคนหนึ่งบอก “มึงเดินดีๆ นะ  กูเตะขามึงล้มเด๋” (พูดภาษาลาว) .. ‘แหม  คุณตำรวจ น่าจะพูดเพราะๆ กว่านี้หน่อยน้า’ ผมคิดในใจ

เขาพาเดินเข้าอาคารข้างบน  ผมจึงได้รู้ว่า นี่คือค่ายตำรวจโพนทอง  จากนั้นผมก็ถูกซักถาม  พร้อมกับกระเป๋าถูกรื้อดูอย่างละเอียดยิบ  แม้แต่ภายในเครื่องโทรศัพท์ที่มีอยู่ 2 เครื่อง (เครื่องนึง I-mobile S281 ไว้สำหรับโทร  อีกเครื่อง  PhoneOne 501 ไว้ถ่ายรูป)  ก็ถูกแกะมาหมด   .. ตำรวจสอบถามทั้งเรื่องประวัติและเรื่องการเดินทาง และบันทึกลงแบบฟอร์ม โดยเขียนอย่างเชื่องช้า .. บรรยากาศเริ่มดูดีขึ้น  เมื่อเขาตรวจสิ่งต่างๆ ในกระเป๋าและไม่พบอะไรผิดกฏหมาย  หากแต่พบสิ่งแปลกๆ  เช่น หัวลูกโลก, ป้ายเขียนบอก “ถึงเวลามนุษย์ทั้งโลกรักกัน ถึงเวลารวมทุกประเทศบนโลกเป็น ประเทศโลก”, กล่องถุงยางอนามัยเก่าๆ ที่พกมาหลายปีโดยไม่มีโอกาสได้ใช้, รูปสาวในกระเป๋าสตางค์, และเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋า 1,140 บาท  .. ผมขอให้ตำรวจนายหนึ่งเอา PhoneOne 501 ถ่ายรูปกุญแจมือที่ติดหลังผม เขาก็ถ่ายให้ (ตำรวจหลายคนดูเริ่มเป็นมิตร แต่หลายคนก็ยังดูไว้ฟอร์ม) .. เขาไขกุญแจมือออกข้างนึง เพื่อให้เซ็นต์และแปะโป้ง  พร้อมคืนกระเป๋าสตางค์ให้  .. ผมก็เก็บเข้ากระเป๋ากางเกง และนึกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ..  ผมเอา PhoneOne ถ่ายมือด้านที่ยังคากุญแจมืออยู่  และขอเขาว่า ถ่ายรูปพวกเขาด้วยได้ไหม  แต่เขาไม่อนุญาต ..  จากนั้น เขากลับมาใส่กุญแจมือผมอีก  พร้อมทั้งเอากระเป๋าสตางค์ผมคืน   เก็บของทุกอย่างไว้ในกระเป๋าเดินทางผม  แล้วพาผมออกนอกห้อง (ก่อนออกเขาขอน้ำในขวดเล็กที่ผมกรอกน้ำประปามาจากโรงแรมไปกินด้วย) ...

... แล้วก็พาขึ้นรถปิคอัพ   ให้ผมนั่งข้างหลังพร้อมตำรวจ 2 นาย  .. ผมก็สงสัยอยู่ว่าจะพาไปบ้านพักรับรองหรืออย่างไร .. ตำรวจก็คุยดี ถามถึงสถานการณ์เสื้อเหลืองเสื้อแดง ..  แล้วรถก็ไปจอดหน้าสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีรั้วกำแพงที่สูงกว่ารั้วปกติอยู่สักหน่อย  มีธงอะไรต่างๆ ปักไว้หลายอันใกล้ๆ ประตูทางเข้า .. ดูสภาพก็พอเดาออกว่าเป็น เรือนจำ ... ระหว่างรอคนข้างในเปิดประตู  ตำรวจนายหนึ่งพูดเหมือนเยาะๆ เป็นภาษาไทยว่า “ที่นี่ที่ไหนเอ่ย”

แล้วพวกตำรวจโพนทองก็พาผมเข้าไปด้านในเรือนจำ (รู้ภายหลังว่าคือ เรือนจำแห่งแขวงจำปาสัก) .. ข้างในมีศาลาหลังหนึ่งซึ่งมีพวกตำรวจที่อยู่นอกเวลาราชการนั่งดูทีวี (ช่องไทย) กันอยู่ประมาณ 10 กว่าคน .. คนที่เป็นหัวหน้านั่งเด่นอยู่ที่เก้าอี้ตรงกลาง .. หัวหน้านั่นสั่งให้ผมนั่งลงกับพื้น .. ผมก็ยอมนั่งลง (แต่ไม่ยอมยกมือไหว้หรอกนะ) .. เขาก็ถามเรื่องราวด้วยภาษาโหดๆ หน่อย เชิงไม่ค่อยให้เกียรติว่างั้นเถอะ .. ผมก็ตอบๆ ไป โดยไม่ได้รู้สึกซีเรียสเท่าไร .. พอถามถึงจุดนึงว่า ทำไมผมถึงไปนอนที่โขดหิน  ผมบอกว่าเพราะผมมีเงินมาเที่ยวน้อย  มีเงินเหลืออยู่พันกว่าบาท .. ตำรวจคนหนึ่งตรงเข้ามาตบเข้าไปเกือบถูกเบ้าตาผม พร้อมกับพูดว่า “มึงมาเที่ยวคือมีเงินน้อยแท้” .. แม้จะไม่แรงมากแต่เจ็บทั้งกายและใจ .. ความรู้สึกผมเริ่มเปลี่ยน .. ‘นี่พวกมรึงเป็นตำรวจหรือโจรกันแน่ฟะเนี่ย’ .. ผมไม่โต้ตอบ แต่คิดว่า ‘มีเงินน้อยกรูก็ยังอุตส่าห์เอามาช่วยอุดหนุนการท่องเที่ยวประเทศคุณนะว้อย’ .. ตำรวจคนอื่นส่งเสียงห้ามตำรวจคนนั้น (น่าจะเพราะสงสารผม ... มันก็น่าสงสารอยู่หรอก .. ตัวคนเดียว ถูกใส่กุญแจมือ .. ตูจะเอาอะไรไปสู้กะมรึง .. ต่อให้ตูมีสิทธิ์สู้ตูก็ไม่สู้ เพราะตูไม่ใช่คนสู้คน แต่ตูคือ คนที่สู้กับความไม่รู้ของคน)

สอบถามเสร็จ  เขาให้ตำรวจคุมตัวผม บอกว่า เอาไปเข้า “ห้อง 5” ..  สั่งให้ผมถอดรองเท้า .. สวมกุญแจมือใหม่ของเรือนจำ และคืนกุญแจมือเก่าให้ตำรวจโพนทอง ..  ผมเดินเข้าอาคารคุก ผ่าน “ห้อง 3”, “ห้อง 4” .. เห็นนักโทษข้างในจำนวนมากชะเง้อหน้ามองออกมา ด้วยสายตามที่ผมอดหวาดหวั่นไม่ได้ .. แล้วก็ถึง “ห้อง 5” .. ตำรวจไขประตู .. ส่งผมเข้าไปแล้วปิดประตู แล้วค่อยยื่นกุญแจให้นักโทษคนหนึ่งเพื่อให้ใช้ไขกุญแจมือผม  เมื่อไขเสร็จนักโทษผู้นั้น (หัวหน้านักโทษในห้อง) ก็ยื่นคืนกุญแจและกุญแจมือให้ตำรวจนายนั้นเอากลับไป

เอาล่ะสิ .. บัดนี้  ผมอยู่ในห้องขัง ... เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะถูกขังจริงๆ .. วันนี้ โดนเข้าจริงแล้วรึนี่ .. กรูได้มาสัมผัสคุกจริงๆ แล้ว ..  ไอ้เจ้าพวกตำรวจโพนทองมันแก้เขินที่คุมตัวผมแล้วไม่เจออะไรผิดกฏหมายด้วยการให้ผมมาถูกขังอยู่ในคุกเลยเชียวรึเนี่ย !! ..

สภาพห้องนั้น เป็นห้องขนาดประมาณ 4x7 เมตร  มีนักโทษนอนกระจายกันอยู่เกือบเต็มห้อง ซึ่งฟากหนึ่งจะมีการปูไม้ยกสูง และมีคนนอนอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่าง (ใต้เตียงว่างั้นเถอะ) ..  รู้ภายหลังว่ามีอยู่ทั้งหมด 28 คน .. นักโทษในห้องบอกให้ผมนอนบนพื้นปูนที่เหลือเป็นช่องว่างอยู่หน่อยนึงกลางห้อง .. ผมนอนลงด้วยความตื่นเต้นแกมดีใจนิดๆ [จะดีใจทำบ้าไรฟะเนี่ย มึงติดคุกนะเฟ้ย เสียชื่อวงศ์ตระกูลหมด] .. โอ คุกเป็นเยี่ยงนี้นี่เอง .. แต่ก็รู้สึกหวาดหวั่นพอสมควร .. นึกถึงหนังเรื่องที่ชื่อ แมรี่ อะไรเนี่ยแหละ ที่พระเอกถูกตำรวจสงสัยเลยต้องเข้าห้องขังแล้วก็ไปเจอนักโทษชายตัวเบ้อเริ่มนอนกอด .. แล้วไอ้คุกนี้มันจะเป็นไงเนี่ย .. นักโทษแต่ละคนก็นอนถอดเสื้อ หน้าตาก็ดูยังไม่ค่อยเป็นมิตร .. บางคนก็ลุกมาเข้าห้องน้ำ  เดินผ่านผมไปมา อย่างน่าหวาดเสียวว่าเขาจะเตะปากรับน้องใหม่หรือเปล่า .. ตัวผมเองก็ปวดฉี่นิดๆ แต่ไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำ เพราะมันมืด และเหมือนมีคนเข้าอยู่ตลอด .. ส่วนห้องนอนนั้นโชคดีที่เปิดไฟไว้ทั้งคืน .. นักโทษคนหนึ่งมีน้ำใจ  บอกให้ผมหยิบเบาะใบเล็กๆ มารองหนุน

ผมได้แต่นอนกอดอกอยู่นิ่งๆ .. หลับตาแต่สมองไม่หลับ  คิดอยู่นั่นแหละ ว่านี่มันชะตากรรมอะไรของกรู .. ความหิวที่สืบทอดมาตั้งแต่ยามค่ำคืนก็ยังคงหิวอยู่ .. ท้องกรูจะเป็นอย่างไรเนี่ย .. ชีวิตที่คิดจะทรมานตนเองคงเทียบไม่ได้กับการถูกทรมานด้วยอำนาจของมนุษย์บางกลุ่ม .. การเลือกอยู่กับธรรมชาติและเสี่ยงกับภัยจากธรรมชาติ ยังไม่ร้ายแรงเท่าภัยที่มนุษย์กลุ่มนี้หยิบยื่นให้  ..  ผมไม่ได้นึกโทษเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล  แต่ผมโทษระบบ .. ระบบแห่งการหล่อเลี้ยงผู้มีอำนาจ  ที่ทำให้เหล่าผู้รับใช้ก็ลุ่มหลงในอำนาจ ที่สามารถใช้กดขี่ประชาชนทั่วไปได้ .. ผมไม่ได้นึกโทษเฉพาะประเทศลาว ที่จับผม  แต่ผมโทษระบบการแบ่งประเทศทั่วโลกที่ทำให้มนุษย์ขาดเสรีภาพในการท่องเที่ยวตามสถานที่ธรรมชาติ ซึ่งควรจะเป็นสมบัติของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

แม้จะมีความตื่นเต้นดีใจนิดๆ ที่ได้สัมผัสคุกของจริง .. แต่นั่นก็เพราะคิดว่านี่เป็นการติดคุกในช่วงเวลาสั้นๆ .. ถ้าหากต้องอยู่ในสภาพแบบนี้เป็นเวลานานคงทนอยู่ไม่ไหว .. ผมหวนคิดถึง การทำวีรกรรมต่างๆ เพื่อรวมโลกของผม .. ถ้าผมถูกจับเข้าคุกจริงๆ คงแย่ .. เห็นทีผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง .. กลับบ้านไปเนี่ย จะอยู่อย่างไม่หวือหวา ไม่ดิ้นรนรวมโลกซะจนขัดผลประโยชน์ใครเขา .. เอาแค่ขุดดินรูปลูกโลกที่บ้านตัวเองให้แล้วเสร็จ .. ทำมาหากินอยู่แค่ที่บ้านตัวเอง .. แล้วก็ผูกสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใดๆ มารังแก

ราตรีนั้นช่างยาวนาน .. ผมได้ยินเสียงไก่ขันหลายรอบ  และเสียงเขาเคาะสัญญาณระฆังหลายรอบ  แต่ยังไม่เห็นแสงอาทิตย์โผล่ลอดช่องหน้าต่างมาเสียที  .. ภาวนาให้สว่าง เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะปล่อยผมในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากไม่มีความผิด และ Border pass ผมก็หมดอายุในวันศุกร์นั้นด้วย .. ตัวผมก็จะได้กลับไปบ้านทันภายใน 13 พ.ค. ตามที่บอกกับพ่อแม่  และจะได้ไม่ต้องบอกความจริงว่ามาติดคุก อันจะทำให้พ่อแม่ตำหนิว่า “ไหนคุยว่าลูกเก่ง” .. และจะพาลจำกัดเสรีภาพในอนาคตต่อไป

ศุกร์ 11 พ.ค. 2555
ยังไม่ทันสว่างดีนัก   นักโทษรายหนึ่ง (ซึ่งเหมือนจะชอบเดินมาจ้องหน้าผมแล้วทำหน้าตากวนๆ) ถามเพื่อนอีกคน “ได้เวลาแล้วเนาะ”  ก่อนที่จะกล่าวบอกคนอื่นๆ ว่า  “พี่น้อง ตื่นๆ เฮ็ดเวียก (ทำงาน) ได้แล้ว” .. ทุกคนก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นมา  .. เว้นแต่นักโทษชายสองคนที่ยังนอนกอดกันอยู่ .. ‘เฮ้อ โชคดีวะ อย่างน้อย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้วิปริต’ ..  แล้วทุกคนก็พากันเข้าทำงานของตน  ซึ่งก็คือการสานแห  ..  หมอนที่ผมเอานอนหนุนเมื่อคืน ก็เป็นหมอนรองก้นตอนเขานั่งสาน  ซึ่งบางครั้งเขาก็ใช้รองฝ่าเท้า .. เฮ้ออ

สักพัก  เจ้าคนหน้ากวนตีนมาคุยกับผม   ถามไถ่เรื่องราว  และแนะนำตัวเองว่า ชื่อ ต๋วน .. คำพูดประจำตัวเขาคือ  “ต๋วนพูดได้หมด ไทย ลาว อังกฤษ”, “ต๋วนเก่งไหมพี่”,  “ต๋วนหล่อไหมพี่” .. บางครั้งก็คุยจนดูน่าหมั่นใส้  แต่เขามีความดีที่สำคัญกับผม นั่นคือ หาแปรงสีฟันมาให้ผมยืมใช้  

ตอนสว่างค่อยเห็นสภาพห้องชัดเจน   ชั้นที่ปูพื้นไม้นั้น เป็นรูปเกือกม้าอยู่ด้านหนึ่งของห้อง  โดยที่ฝั่งหน้าห้องและหลังห้องจะมีถังอะไรต่างๆ ยัดไว้เต็มอยู่ข้างใน  ดูรกมาก  ส่วนตรงกลางจะเว้นที่ให้นักโทษบางคนเข้าไปนอน (ไม่เช่นนั้นที่นอนก็ไม่พอกัน)   ฝั่งที่ไม่มีการยกพื้นก็จะมีนักโทษปูเสื่อนอนตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าจนเลยช่วงกลางห้อง .. เว้นแต่ส่วนหน้าห้องน้ำที่จะมีการเรียงขวดน้ำดื่มไว้จำนวนมาก น้ำในขวดก็คือน้ำประปา ที่เขากรอกไว้ใส่ขวดพลาสติกที่ไม่สามารถระบุอายุการใช้งานได้  ..  กลางห้องมีการขึงลวดตากผ้าไว้สองเส้น เนื่องจากไม่สามารถออกไปตากผ้านอกห้องได้  ห้องที่ดูมืดด้วยไฟหลอดเดียวจึงดูมืดและอับไปใหญ่ .. ห้องน้ำมีประตูที่ผุพัง  ขนาดแค่ประมาณ 2x2 เมตร  ด้านในมีอ่างใส่น้ำอาบ และมีห้องน้ำ 2 ห้อง (แน่นอนว่าไม่ใช่แบบชักโครก) .. ห้องหนึ่งเขาว่าส้วมเต็ม  ให้ฉี่ได้อย่างเดียว .. ส่วนไฟในห้องน้ำเขาบอกว่าพึ่งเสียเมื่ออาทิตย์ก่อน

สายมาหน่อย  คนเริ่มหากาแฟกิน  เขามีกระติกน้ำร้อนเก่าๆ อยู่ 3 อัน  เทใส่แก้วพลาสติก  แล้วก็เอาซองกาแฟนั่นแหละเป็นช้อนคนกาแฟ .. ผมเองก็ยังหิวไม่หาย .. ต๋วนบอกผมว่า รอหน่อยนะพี่  เดี๋ยว 8 โมงก็ได้กินข้าว  ที่นี่มีอะไรกินดี ไม่อดอยากเหมือนคุกห้องอื่น ..  แต่แล้ว 8 โมงก็ไม่มีอะไรกิน  นักโทษบางคนคุ้ยข้าวเหนียวที่ดูเก่าแก่ห่อใหญ่ออกมา .. หลายคนมากิน .. ผมขอเขากินนิดหน่อย .. บูดนิดนึง แต่ยังดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย

9:30 น.
ตำรวจมาตามตัวผมไปพบเจ้านาย .. ผมไปนั่งในห้อง .. มีตำรวจที่น่าจะระดับสูงพอสมควรอยู่ 2 คน .. ครั้งนี้ดีหน่อย เขาให้ผมนั่งเก้าอี้ .. เขาเปรยว่า  เรียกมาจะปล่อยตัวเด๋นี่ .. ผมคุยกับพวกเขาอย่างแจ่มใส .. เขาถามประวัติทุกอย่าง .. แต่จดช้ามากเหมือนเดิม .. ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่ถูกถามและถูกจดบันทึกประวัติด้วยคำถามที่ซ้ำๆ กัน เกี่ยวกับว่า ผมอยู่บ้านไหน มาลาวยังไง เรียนอะไรมาบ้าง .. ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมบอกว่า ผมจบปริญญาโทที่สหรัฐ (โดยไม่ได้บอกว่าเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่า กทม. เพราะไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อการปล่อยตัว) .. เขาก็คุยเหมือนว่าใกล้จะปล่อยผมแล้ว  ผมพยายามย้ำกับเขาว่า รถเที่ยวสุดท้ายออกตอน บ่าย 3 ครึ่ง  

แล้วตำรวจก็พาผมกลับเข้าห้องขัง .. เป็นเวลาที่พวกนักโทษกำลังกินข้าวเช้าพอดี  ผมได้ร่วมกินด้วย  มีข้าวเหนียวและกับนิดหน่อย  กินไม่พออิ่ม  แต่ผมก็ไม่ต้องการอิ่มมากอยู่แล้ว เนื่องจากกลัวมีปัญหาระบบขับถ่าย

พอกินข้าวเสร็จ สักพัก พวกนักโทษก็บอกว่า เป็นเวลาพักของตำรวจ  จะเริ่มงานอีกทีบ่าย 2   ผมก็ต้องรอลุ้นหลังบ่าย 2  จนบ่าย 3 ครึ่ง  ข้าวรอบเย็นถูกนำมาส่ง   ผมกินเสร็จก็ยังเฝ้ารอต่อไป  เพราะยังหวังว่า ถึงไม่ทันรถทัวร์  ก็ยังน่าจะทันรถโดยสารไปช่องเม็ก  แล้วค่อยหารถอะไรต่อไปอุบลก็ได้  .. ช่วงที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาหานักโทษรายหนึ่ง  ผมยกมือไหว้  และบอกว่า “ผมไหว้หละครับ  ช่วยให้ผมได้ออกไปวันนี้หน่อยเถอะ  พ่อแม่ผมรอผมอยู่”  แต่เขาบอกว่า “เขามีหน้าที่แค่คุมขัง  ไม่มีอำนาจสั่งปล่อย” .. (เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก่อนหน้านั้นบอกว่า  ของเจ้ามื้ออื่น  (พรุ่งนี้)  แต่พรุ่งนี้มันคือวันเสาร์  ซึ่งนักโทษคนอื่นบอกว่า พวกเจ้าหน้าที่หยุดงาน   แม้แต่ของจากญาติก็มาส่งไม่ได้)

รอจนบ่าย 4 ก็แล้ว บ่าย 5 โมงก็แล้ว  ไม่มีใครมาเรียก .. จากความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสคุก  กลายเปลี่ยนเป็นความกังวล  ..  แต่แล้ว  เมื่อหมดสิทธิ์จริงๆ ก็เริ่มปลง .. เปลี่ยนแผน .. ถ้าได้ออกพรุ่งนี้ (วันเสาร์) จริง ก็ยังทัน  หรือถ้าได้ออกวันจันทร์  ก็จะรีบโทรหาพ่อแม่ทันทีที่ได้ออกจากคุก เพื่อไม่ให้ต้องเป็นห่วง (รวมถึงอาจจะโทรหาใครบางคนเป็นโอกาสสุดท้ายด้วย)  … อีกอย่าง ถือซะว่าอยู่เรียนรู้คุกลาวและคนลาวโดยไม่ต้องใช้เงิน ..  คิดได้ดังนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมานิด  

ประมาณ ตี 2 ตื่นขึ้นมา กินน้ำเยอะ  และเข้าส้วม  ..  สำเร็จ เย้   (มันยากมากเลยนะ กับการหาโอกาสเข้าส้วม   ตอนกลางวันกลางคืน  มันเหมือนมีคนเข้าอยู่ทั้งวัน   ..  ยิ่งวันนี้ตอนกลางวันน้ำไม่ไหล .. ใครอยากใช้น้ำต้องออกแรงดูดจากก๊อก ..  ระบบประปาที่นี่เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน)

เสาร์ 12 พ.ค. 2555
ตื่นเช้าขึ้นมา  อยากคิดว่าฝันไป .. อยากคิดว่านี่คือบ้านที่เพียงติดเหล็กดัดและปิดประตูไว้ โดยเราสามารถเปิดประตูออกก็จะเห็นแสงสว่างภายนอกให้สามารถไปวิ่งเล่นได้ .. แต่ความจริงก็คือ  ผมติดคุก .. คุกซึ่งมีกฏระเบียบมากมาย  จะพูดดังก็ไม่ได้ ร้องเพลงดังก็ไม่ได้ ตดเสียงดังก็ไม่ได้ แม้แต่ใครนอนกรนดังก็ถูกเวรยามปลุกขึ้นมา ที่นั่งในห้องก็จำกัด อยู่ตรงไหนก็ดูเหมือนจะกีดขวางทางเขาทำงานสานแหไปหมด .. อนาถนัก ..  ผู้ที่รักเสรีภาพเป็นที่สุด กลับถูกจำกัดเสรีภาพในระดับสูงสุด

วันนี้เป็นวันที่เริ่มรู้จักนักโทษในห้องเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน .. คนแก่สุดในห้องนี้  อายุประมาณ 50 กว่าปี  มีอยู่ 3 คน  .. คนเด็กสุดอายุ 14 ปี (ใช่แล้ว  เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง) ถูกจับด้วยข้อหาลักสายไฟ  เด็กคนนี้บอกว่า ถูกผู้ใหญ่บ้านใส่ความ เดี๋ยวออกไปจะไปจุดไฟเผาบ้านผู้ใหญ่ (แต่คงพูดเล่น)  ติดคุกมาแล้ว 2 อาทิตย์  เห็นคนเขาบอกว่ามาตอนแรกๆ เอาแต่ซึมและร้องให้  แต่วันนี้ที่ผมเห็นเขาดูร่าเริงดีพอสมควร .. ขยันฝึกสานแหด้วย .. ที่น่าแปลกคือ ในห้องนี้มี กระเทย ด้วย .. ไม่ใช่กระเทยธรรมดา  เสริมนมแล้วด้วย  เธอรู้สึกจะชื่อ สุรินทร์  อากัปกิริยาของเธอดูประหนึ่งผู้หญิง ซะจนผมให้นึกหวาดหวั่นว่า ขืนให้กรูอยู่คุกนานๆ จะพาลเห็นนายคนนี้สวยเข้าได้นะเนี่ย กรึ๋ยย ... สุรินทร์ รวมทั้งนักโทษชายอีกหลายคนในห้องนี้เป็นลูกคนรวย  พ่อแม่เลี้ยงดูดีมาก จนติดยาบ้า แล้วพ่อแม่ก็ทนไม่ได้ แจ้งตำรวจให้มาเอาลูกตัวเองเข้าคุก .. ผมก็ยังงงอยู่ว่า พ่อแม่ทนให้ลูกตัวเองอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ยังไง และตัวลูกเองก็ทนอยู่ได้ยังไง .. ไอ้ต๋วนบอกผมว่า นี่เป็นแค่ห้องฝาก ไม่ใช่คุก  ถ้าเป็นคุกจริงต้องข้างในนู่น  ..  โอ .. ถ้าหากว่าที่นี่สบาย แล้วที่ที่ลำบากมันจะขนาดไหน .. น้องอีกคนหนึ่งชื่อหมู ซึ่งเรียนจบ ป.ตรี ด้านกฏหมาย แต่ติดคุกเพราะคดีทางแพ่ง (ไม่มีเงินใช้เขา) เป็นคนที่เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผมฟังเยอะที่สุด น้องหมูบอกว่า อยู่คุกในนั้น นอนไม่มีที่จะขยับ ศอกชิดศอก  ร้อนมากๆ  ผมยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

ในห้องนี้มีนักโทษคดีอุกฉกรรจ์และพึ่งเข้ามาก่อนหน้าผมไม่นานอยู่คนหนึ่ง  เขาชื่อบุญ .. บุญเป็นคนที่ศรัทธาประเทศไทยมาก และต่อว่าลาวตลอด คำพูดประจำตัวเขาคือ “ลำบากจังเล้ย” .. บุญเคยเข้าคุกหลายแห่ง ทั้งที่เมืองไทยและเมืองลาว  และสรุปว่า คุกที่จำปาสักนี่คือคุกที่โหดร้ายที่สุด .. ยิ่งครั้งนี้บุญเข้าคุกโดยขับรถล้ม หน้ามีแผลเย็บเต็ม  แต่ตำรวจไปจับตัวมาจากโรงพยาบาล โดยที่ไหมบนไปหน้าจำนวนมากก็ยังไม่ได้ตัดซะที ทำให้บุญอยู่อย่างน่าเอน็จอนาถ  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบุญพยายามจะคุยกับผม ก็ถูกห้าม .. หัวหน้าห้องห้ามเราคุยกัน เพราะกลัววางแผนอะไร

สมพงษ์เป็นนักโทษอีกคนที่น่าสนใจ  ผ่าตัดหัวและท้อง  เมื่อวันศุกร์ โอดครวญ ร้องให้  ผมพยายามเข้าไปช่วยดูแล   แต่พอตกค่ำ  รู้ว่าไม่ได้รับการปล่อยตัวออกไปแน่แล้ว  น้องพงษ์ก็เลิกร้องครวญคราง .. เพื่อนๆ เขาพากันแซวว่า ท้องนี้ มันรู้เวลาปวดแท้น้อ

น้องๆ ที่นิสัยดีอื่นๆ อีกในห้องก็มี  หมี, เสือ, เต๋า, แล้วก็น้องอีกคนที่ดูทะลึ่งๆ แต่จริงๆ แล้วนิสัยดี .. เขาเห็นเบาะที่ผมเอาไปหนุนหัวนอน ก็ร้องว่า นั่นมันเบาะที่เขาหนุนนั่งนี่นา มิน่าล่ะ ขี้กลากขึ้นตูดเขาอยู่  แล้วก็หาหมอนใบใหม่มาให้ ..   แต่เพื่อนที่ผมชอบใจที่สุดคือ เจ้าต๊อด  อายุ 30 ปี ติดคุกเพราะเถ้าแก่ที่ตัวเองทำงานด้วยหาว่าเอารถเขาไปแล้วไม่เอามาคืน  ทั้งที่จริงๆ แล้วเถ้าแก่ให้ตนเอามาซ่อมให้ แต่ยังไม่มีอะไหล่ซ่อมได้   ต๊อดมีบุคลิกที่เหมือนจะดุ แต่เวลายิ้มยิ้มได้เต็มที่ และพูดคุยสนุก    ต๊อดมีเมียแล้ว  ต๊อดกับเมียชอบพากันไปกินข้าวนอกบ้าน  ติดคุกมานี่ต๊อดคิดถึงเมียมากที่สุด  และเถียงผมว่า  คิดถึงเมียนี่มันเศร้าและห่วงยิ่งกว่าคิดถึงพ่อแม่  

ที่เล่าเรื่องนักโทษหลายๆ คนให้ฟังนี้  ก็เพื่อให้เข้าใจกันว่า นักโทษหลายคนไม่ได้มีนิสัยไม่ดี .. นักโทษส่วนใหญ่มีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ และมีความคิดใฝ่ดี .. หากแต่เขาต้องมาถูกขัง โดยขาดการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขอนามัย .. ศักดิ์ศรีพวกเขาก็ถูกลดทอน เวลาคุยกับตำรวจเขาต้องเรียกพวกนั้นว่า “ท่าน” และเรียกแทนตัวว่า “ข้าน้อย”

วันนี้เป็นวันงดเยี่ยมญาติ  อาหารจึงมีน้อยจริงๆ .. อาหารจะมีให้สองเวลาคือ 10:30 น. -- กับ 15:30 น. -- อาหารที่ได้รับในแต่ละมื้อสำหรับนักโทษทั้งหมดใน “ห้อง 5” นี้ ก็คือ ข้าวเหนียว 1 ถุงใหญ่ และแกงหรือน้ำพริก ถุงเล็กๆ อีก 2 ถุง (ซึ่งไม่เพียงพอเลย กับคน 20 คน) .. ชาวห้องนี้จึงมักต้องทำมาม่าและปลากระป๋องที่ได้รับจากญาติเสริม  ..  เนื่องจากข้าวมื้อบ่ายคือ 15:30 น. -- ก่อนนอน ผมก็เลยเริ่มหิวเหมือนคนอื่นๆ  สิ่งที่ผมได้กินก่อนนอนคืนนั้นคือ มาม่าช้อนเดียว  (ซึ่งต้องแชร์ช้อนกับนักโทษคนอื่น)

อาทิตย์ 13 พ.ค. 2555
การใช้ชีวิตในคุกนั้น ทำให้ผมต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อสุขภาพหลายๆ อย่างที่ผมทำเป็นกิจวัตร เช่น แปรงฟันก็เหลือแปรงแค่วันละไม่เกิน 2 ครั้ง (จากที่เคยแปรงตอนตื่นนอน ก่อนเข้านอน และทุกครั้งหลังอาหาร), ไม่มีการใช้ไหมขัดฟัน, อาบน้ำอย่างลวกๆ และอาบไม่เกินวันละ 2 ครั้ง, ดื่มน้ำน้อยๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย (จากที่เคยฉี่วันละ 20 ครั้ง เหลือแค่วันละประมาณ 2 ครั้ง), เข้าส้วม (หนัก) ก็ไม่ได้เข้าทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งอย่างเดิม, การออกกำลังกายก็เลิกออก (เพราะกลัวหมดแรงข้าวเหนียวที่มีให้กินแค่พอคลายหิว), ซักผ้า ก็ไม่ต้องซัก เพราะมีชุดเดียว, นอนโด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน United World ชาติโลก

คำสำคัญ (Tags)#อำนาจ#คุกลาว#คุกแขวงจำปาสัก#นักโทษลาว

หมายเลขบันทึก: 488645, เขียน: 21 May 2012 @ 08:04 (), แก้ไข: 15 Jun 2012 @ 07:46 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

 *** 7 วันในคุกลาว  บอกเล่าอะไรๆ มากเลยนะคะ 

การใช้ชีวิตในคุกนั้น --- ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรม---เพื่อสุขภาพ

 - ขอบคุณ บทความดีๆ นี้อย่างมาก เลยนะคะ 


เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่อ่านคับ คุณสมศรี ;D