มันจะเกิดประโยชน์อะไร? ถ้าหากเด็กมีการพัฒนาทางด้าน IQ เพียงอย่างเดียว แต่ขาดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ (EQ) อันเนื่องมาจากการถูกพ่อแม่ผลักไสเข้าสู่ระบบของการแข่งขันตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อตอบสนองค่านิยมและความมีหน้ามีตาของพ่อแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

 

 

 

เรื่องของลูกสาว  :

ลูกสาวผมเลือกที่จะเรียนโรงเรียนวัด

 

 

น้องเพียงพอกำลังจะไปเรียน ป.1 วันแรก

 

 

(1)

 

 

 

               “หนูอยากไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองหรือเปล่า ลูก?”  ผมถามน้องเพียงพอลูกสาวคนโตของผมเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน หลังจากที่เธอเพิ่งเรียนจบชั้นอนุบาล 3

              “ไม่ค่ะ!  หนูไม่อยากไปเรียนในเมือง หนูอยากเรียนที่โรงเรียนวัดล้านตองมากกว่า”  เธอตอบผมอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก

              “ทำไมหนูถึงไม่อยากไปเรียนในเมือง? แล้วทำไมหนูถึงอยากเรียนที่โรงเรียนวัดล้านตองล่ะ?”  ผมถามเธอ เพราะอยากทราบถึงเหตุผล

               “หนูไม่อยากตื่นแต่เช้ามืด และไม่อยากกลับมาถึงบ้านตอนมืดค่ำค่ะ  ถ้าให้หนูไปเรียนในเมือง หนูคงนอนไม่อิ่ม  เครียด และคงไม่มีความสุขแน่ๆ เลย  ส่วนที่หนูอยากเรียนที่โรงเรียนวัดล้านตอง ก็เพราะเป็นโรงเรียนที่แม่และน้าเบิร์ด(นพ.ธงชัย  อุดคำ  น้องชายของภรรยาผม)เคยเรียน และอยู่ใกล้บ้านดี  มีเพื่อนๆ และพี่ๆ จากบ้านแม่ตาดเรียนอยู่หลายคน  น่าจะดีกว่าไปเรียนในเมืองตั้งเยอะ เพราะในเมืองหนูไม่รู้จักใครเลย  เรียนที่นี่สนุกกว่าเยอะเลยค่ะ”  เธอบอกเหตุผลให้ผมฟัง

               “แน่ใจน่ะ ว่าหนูจะเรียนที่นี่?”  ผมถามเพื่อความแน่ใจ

              “แน่ใจค่ะ”

              “แน่ใจนะว่าเวลาหนูโตขึ้นแล้วจะไม่เสียใจภายหลังที่ไม่ได้ไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองเหมือนคนอื่น?”  ผมถามย้ำอีกครั้ง

               “แน่ใจค่ะ  และขอรับรองว่าหนูจะไม่เสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน”  เธอตอบด้วยความมั่นใจ

              “งั้นก็ตามใจหนูน่ะ  พ่อสนับสนุนหนูทุกอย่าง ไม่ว่าหนูจะเรียนที่ไหนก็ตาม  ขอเพียงให้หนูตั้งใจเรียนและเป็นคนดีก็พอแล้ว”

              “ขอบคุณคุณพ่อมากๆ เลยค่ะ  ที่คุณพ่อเข้าใจหนู”

              พูดจบเธอก็เข้ามากอดเอวผม โดยผมเอามืดลูบศีรษะเธอเล่นด้วยความเอ็นดู

 

 

 

(2)


 

                ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน เรื่องที่ผมมักจะถูกคนอื่นถามอยู่บ่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือ “จะให้ลูกไปเรียน ป.1 ที่ไหน?”  ซึ่งผมก็บอกเขาไปว่า  “แล้วแต่ลูกสาวครับ”

                คนส่วนมากมักแนะนำผมว่าควรจะส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองจะดีกว่า เพราะโรงเรียนในเมืองมีการเรียนการสอนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย  จะทำให้ลูกเรียนดีและเก่งขึ้น  ซึ่งผมก็ได้แต่รับฟังด้วยความเคารพ หากแต่ไม่ได้ตัดสินใจใดๆ ...ด้วยว่าคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ก็คือ “น้องเพียงพอ” ลูกสาวคนโตของผมนั่นเอง  เพราะเธอคือคนที่จะต้องไปเรียนหนังสือที่นั่นด้วยตนเอง  หาใช่ตัวผมแต่อย่างใดไม่

                สำหรับผมแล้ว  ผมเลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย เวลาจะทำอะไรก็จะถามลูกก่อนเสมอ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของเธอเองแล้ว  ก็ยิ่งจะต้องระมัดระวังและต้องถามเธอมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เธอได้ตัดสินใจด้วยตนเอง

                ในกรณีของโรงเรียนก็เช่นกัน ผมให้ลูกสาวเลือกโรงเรียนด้วยตัวเอง เพื่อให้เธอได้มีส่วนในการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง  โดยที่ผมและครอบครัวจะทำหน้าที่คอยให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ทุกอย่าง  ไม่ว่าเธอจะเลือกเรียนที่โรงเรียนใดก็ตาม

                เมื่อลูกสาวคนโตของผมเลือกที่จะเรียนที่โรงเรียนวัดล้านตองแล้ว  ผมและครอบครัวต่างก็เคารพในการตัดสินใจของเธอและให้การสนับสนุนเธออย่างเต็มที่เช่นกัน

                โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว  ในใจลึกๆ แล้ว ผมคิดว่า  การเรียนที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ตัวของผู้เรียนเองต่างหาก

                มีเด็กๆ ในหมู่บ้านแม่ตาดหลายคนที่พ่อแม่หวังดี(รวมทั้งเป็นค่านิยมส่วนตัว)ส่งไปเรียนในเมืองตั้งแต่เด็กอยู่ชั้นอนุบาล ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 5  และกลับมาถึงบ้านเกือบ 1 ทุ่ม แทบจะทุกวัน เมื่อมาถึงบ้านแล้วก็ไม่มีโอกาสได้เล่นสนุกกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเลย กลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันในหมู่บ้าน แถมยังรู้สึกว่าเด็กค่อนข้างจะเครียดอีกต่างหาก  ซึ่งแตกต่างจากเด็กอีกหลายคนที่เรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน

                ที่จริง ผมเองก็อยากจะให้ลูกสาวผมเรียนเก่งเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เช่นกัน  แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากให้ลูกสาวของตัวเองมีพัฒนาการที่ดีทางอารมณ์ควบคู่ไปด้วย           

                มันจะเกิดประโยชน์อะไร?   ถ้าหากเด็กมีการพัฒนาทางด้าน  IQ  เพียงอย่างเดียว  แต่ขาดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ (EQ)  อันเนื่องมาจากการถูกพ่อแม่ผลักไสเข้าสู่ระบบของการแข่งขันตั้งแต่ยังแบเบาะ เพียงเพื่อตอบสนองค่านิยมและความมีหน้ามีตาของพ่อแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

                ในอีกด้านหนึ่ง....ผมกลับแอบดีใจลึกๆ  ที่ลูกสาวของผมเลือกที่จะเรียนที่โรงเรียนวัดล้านตอง ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงโรงเรียนระดับประถมศึกษาบ้านนอกๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น  ด้วยเหตุผลที่ว่า ....อยู่ใกล้บ้าน  ลูกสาวไม่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเกินไป  มีเพื่อนๆ หลายคน  มีพี่ๆ จากหมู่บ้านเดียวกันหลายคนช่วยดูแล  ประหยัดค่าใช้จ่ายลง  ผมสามารถไปรับ-ส่งได้ด้วยตนเอง  ลูกสาวของผมมีโอกาสได้กินอิ่มและนอนอุ่นตามพัฒนาการของวัย  ฯลฯ  ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเธอ

                ในอดีต.....กว่าที่ผมจะก้าวเดินมาถึงตรงจุดนี้ได้  ผมก็เคยผ่านการศึกษาเล่าเรียนและผ่านกระบวนการขัดเกลาจิตใจมาจากโรงเรียนของวัดมาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ชั้น ม.1 จนกระทั่งจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงฆ์

               แม้แต่ภรรยาของผมซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ นพ.ธงชัย  อุดคำ (น้องชายของภรรยาผม) ต่างก็เรียนจบชั้น ป.6 จากโรงเรียนวัดล้านตองแห่งนี้ จากนั้นจึงค่อยไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอื่น  ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า..... “นักเรียนสำคัญกว่าโรงเรียน”

               และการเรียนในโรงเรียนวัดนั้น  ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด  หากแต่ “มีดีมากกว่าที่คิด” เสียอีก

 

 


(3)

    

 

               วันที่ 8 พ.ค.2555 ที่ผ่านมา ผมพาน้องเพียงพอไปปฐมนิเทศที่โรงเรียนวัดล้านตอง ซึ่งเป็นวันแรกที่น้องเพียงพอไปโรงเรียนอย่างเป็นทางการ โดยเธอจะเรียนอยู่ชั้น ป.1 ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นทั้งหมด 28 คน

               เวลา 10 โมงเช้า ผมไปรับเธอกลับบ้าน เธอบอกผมว่า   “คุณพ่อขา! หนูได้เป็นหัวหน้าชั้น ป.1 ด้วย นะค่ะ”

               คำบอกเล่าของเธอ ทำให้ผมอมยิ้มและคิดอยู่ในใจว่า " อะฮ่ะ! ....เอาแล้วไหมล่ะ ลูกสาวชั้น มาเรียนวันเดียวก็ได้เป็นหัวหน้าชั้นเลย ยอดเยี่ยมจริงๆ "

               เธอเล่าให้ฟังว่า ตอนที่นักเรียนชั้น ป.1 เข้าห้องครบทุกคนแล้ว ครูประจำชั้นถามว่า "มีใครอยากจะเป็นหัวหน้าชั้น ป.1 บ้าง? ขอให้ยกมือขึ้น"

               เธอบอกว่าคนอื่นๆ ไม่มีใครยกมือขึ้นเลยสักคน เธอก็เลยยกมือขึ้น และบอกคุณครูว่า "หนูขออาสาเป็นหัวหน้าห้องชั้น ป.1 เองค่ะ"

               แล้วเพื่อนๆ ก็พากันยกมือสนับสนุน เลยทำให้เธอได้เป็นหัวหน้าชั้น ป.1 ไปโดยปริยาย ซึ่งฉายแววของ "ความเป็นผู้นำ" ออกมาตั้งแต่เด็กๆ เลย.....เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียว

               เห็นหรือยังละครับว่า การเรียนในโรงเรียนวัดนั้น   “มีดีมากกว่าที่คิด” เสียอีกนะครับ   555

 

 

 

 

สู้ๆ ค่ะ

ป้ายของโรงเรียนวัดล้านตอง

รั้วโรงเรียน

 

อาคารเรียน

ห้องสมุดของโรงเรียน

สนามฟุตบอลของโรงเรียน

 

 

 

 

 

เพลง      "ลูกหิน"

ศิลปิน         "คาราบาว"