เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของ "หนุ่มเมืองจันท์" ในหนังสือ "ดีที่สุดในสิ่งที่เป็น" ได้เล่าไว้ในตอน "ทางเลือก" ผมตัดมาเขียนไว้ในบันทึกนี้ ...

 

"หนุ่มเืมืองจันท์" เล่าไว้ตอนท้าย ๆ ของบทว่า ...

 

...

เคยมีคนเล่านิทานจีนเรื่องหนึ่งให้ฟัง

เป็นเรื่องของชาวนาคนหนึ่งเจอ "ถุงเงิน" หล่นอยู่กลางถนน

ในถุงเงินมีเงินอยู่ ๓ ตำลึง

ชาวนาคนนี้แม้จะจน แต่ก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์

เขานำถุงเงินนี้ไปแจ้งตำรวจให้สืบหาเจ้าของ

ในที่สุดตำรวจก็สืบหาเจ้าของจนพบ

เป็นเศรษฐีใจดี

เศรษฐีเห็นความซื่อสัตย์ของชาวนาจึงยกเิงินจำนวนนี้ให้

แต่ชาวนาปฏิเสธ

เขาถือว่าเงิน ๓ ตำลึงนี้เป็นของเศรษฐี ไม่ใช่ของเขา

แม้เศรษฐีดึงดันที่จะให้

ชาวนาก็ไม่เอา

เจรจากันเท่าไรก็ไม่มีใครยอมกัน

สุดท้าย ตำรวจจึงพาทั้ง ๒ คนไปหาผู้พิพากษาเพื่อให้ช่วยตัดสินปัญหานี้

 

แม้จะผ่านคดีมามากมาย แต่ไม่เคยมีคดีใดเหมือนกับเรื่องนี้

คดีที่เคยเจอมักเป็นเรื่อง "ความอยาก" แต่คดีนี้กลับเป็นเรื่อง "ความไม่อยาก"

ผู้พิพากษารู้สึืกชื่นชมในความดีของ "เศรษฐี" และ "ชาวนา"

เขาให้ทุกคนและตนเองกลับบ้่านอย่างมี "ความสุข"

 

หลังจากนั่งตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง

ถ้าตัดสินคดีตามหลักกฎหมาย เงิน ๓ ตำลึงต้องคืนให้เศรษฐีไป ถ้าเศรษฐีจะให้ชาวนาก็เป็นส่วนตัว

ชาวนามีสิทธิ์ที่จะไม่รับได้

แต่โลกนี้มีหลายคำตอบ

จะตอบแบบหลักกฎหมาย

หรือจะตอบด้วยหลักแ่ห่งความสุข

เศรษฐีคงไม่มีความสุข เพราะไม่ได้ตอบแทนคนดี

ชาวนาก็คงไม่มีความสุข เพราะเศรษฐีไม่ได้เต็มใจรับเงินคืน

ส่วนผู้พิพากษาก็คงไ่ม่มีความสุข เพราะทำให้ "คนดี" ๒ คนไม่มีความสุข

 

ในที่สุดผู้พิพากษาก็ตัดสินว่า เมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายต่างไม่ยอมรับเงินทั้งหมด ดังนั้น ให้แบ่งเงินก้อนนี้คนละครึ่ง

แต่ในถุงมีเงินอยู่ ๓ ตำลึง

แบ่งครึ่งไม่ได้

ผู้พิพากษาจึงควักเงินออกมา ๑ ตำลึง แล้วหย่อนเพิ่มไปในกองกลาง

รวมเป็น ๔ ตำลึง

แบ่งให้ชาวนา ๒ ตำลึง เศรษฐี ๒ ตำลึง

 

แล้วอธิบายเหตุผลของคำตัดสินนี้ว่า ถ้าเขาตัดสินตามความต้องการของเศรษฐี

ชาวนาก็จะได้เงิน ๓ ตำลึง

แต่ถ้าเขาตัดสินตามความต้องการของชาวนา

เศรษฐีก็จะได้เงิน ๓ ตำลึง

ดังนั้น การที่เขาใส่เงินเข้าไปเพิ่มอีก ๑ ตำลึง และแบ่งให้แต่ละคนคนละครึ่ง จึงเป็นคำตัดสินที่ไม่มีใคร "ได้"

ทุกคนต่าง "เสีย" อย่างเท่าเทียมกัน

 

ชาวนาที่ควรจะได้ ๓ ตำลึง ก็ได้แค่ ๒ ตำลึง

เสียไป ๑ ตำลึง

เช่นเดียวกับเศรษฐีที่ควรจะได้ ๓ ตำลึง ก็ได้แค่ ๒ ตำลึง

เสียไป ๑ ตำลึง

ผู้พิพากษาก็เช่นกัน

เสียไป ๑ ตำลึง

แต่ทุกคนกลับไปบ้านอย่างมีความสุข

 

และนี่คือ "เป้าหมาย" ของคำตัดสินนี้

 

.....................................................................................................

เรื่องเล่าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ...

๑. หากเรามีอำนาจทางกฎหมาย เราจะเลือกใช้หลักกฎหมาย หรือ หลักแห่งความสุขมาตัดสิน

๒. ผู้พิพากษาท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างแท้จริง ด้วยการยอม "เสีย" เพื่อความสุข

๓. บางทีการยอม "เสียสละ้" บ้างก็อาจจะทำให้คนรอบข้างและตัวเราเอง รู้จักคำว่า "ความสุข"

๔. ชีวิตไม่ได้มี "ทางเลือก" เพียงทางเดียว หน้าที่ของเราคือ ค้นหามันให้เจอ

 

ชวนคิดนะครับ

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...

 

.....................................................................................................

ขอบคุณหนังสือ ...

หนุ่มเมืองจันท์ (นามแฝง).  ดีที่สุดในสิ่งที่เป็น.  กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๕.