ฉันทิ้งค้างเล่าเรื่องราวระหว่างที่สาวน้อยออกไปผจญในโลกกว้างท่ามกลางมหานครเมืองที่มีแต่กล่อง และคนอยู่ในกล่องมานาน

จะขอเล่าย้อนกลับไปเพื่อให้บันทึกเรื่องราวมีความต่อเนื่องกันไปนะคะ เผลอแป๊บๆ สาวน้อยไปเรียนหนังสือเข้าสู่ปีที่สอง (พ.ศ. 2553-2554) แล้วค่ะ

(เรียนรู้การกินอยู่ เรียนรู้งานจิตอาสา)

การเรียนหนังสือไกลสายตาผู้ปกครอง สาวน้อยต้องดูแลตัวเองจัดระบบการเรียนการทำภารกิจส่วนตัวให้ลงตัวให้ได้ค่ะ แต่อย่างที่เรารู้กันนะคะว่าหัวเลี้ยวหัวต่อของการทำอะไรที่แปลกใหม่กว่าที่เคย มันต้องมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง  ก้าวแรกๆ มันก็ยากกันทุกคน เพียงแค่ยากมากกว่าหรือน้อยกว่า ฉันเองคิดว่า ให้มันยากตั้งแต่เริ่มต้น มันจะเป็นอะไรที่วิเศษสุดแล้ว สำหรับก้าวต่อไปซึ่งอุปสรรคขวากหนามมันจะมีมากขึ้น

ระหว่างการใช้เวลาและชีวิตโดดเดี่ยวลำพังไม่มีใครคอยเตือนว่าจะสอบแล้วนะ อ่านหนังสือหรือยัง สองปีแรกฉันจะได้รับฟังเสียง โอดครวญมาตามสายโทรศัพท์เป็นระยะๆว่า หนูตกมีน. ตกมีนแล้วตกมีนอีก สอบได้คะแนนฉิวเฉียดอีก 1-2 คะแนนเท่านั้นเอง เป็นประจำ จนผู้เป็นพ่อต้องเข้ามาชี้แนวทางการเรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัยให้ พร้อมกับรายการปลอบขวัญเมื่อเกรดเทอมแรกของปีแรกเข้าเรียนออกมา เกรดไม่ดีหรอกค่ะเทียบกับจากการเคยได้เป็นน้องสี่จุดระดับมัธยม สร้างกำลังใจเข้าไว้ค่ะ แต่ไม่มีรายการของรางวัลเข้าล่อเหมือนสมัยก่อนนะคะ.

สาวน้อยของฉันไปเรียนหนังสือในเมืองหลวงกลับบ้านบ้างเป็นระยะๆ พอให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความคิดอ่านการพูดจาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ การเจรจาต่อรองเวลาต้องการสิ่งของ อาทิเช่น กล้องถ่ายรูปจะต้องแลกกับเกรดสามกว่าขึ้น และยังมีความเป็นสาวมาดมั่นอีกต่างหาก


ปรากฏการณ์หน้ามือหลังมือนี้สังเกตเห็นได้หลังจากที่เธอเดินทางกลับบ้านนอกเมืองและเรามีนัดพบปะรับประทานอาหารกันภายในเครือญาติ ปกติการจัดการจัดแจงสั่งอาหารเป็นหน้าที่ของแม่ป้าน้าอาที่จะดำเนินการ หรือแม้กระทั่งอาหารที่สั่งรอนานเกินไปแล้ว ปรากฏการณ์ครั้งนี้กลายเป็นภารกิจฉะฉานแบบใจเย็นของสาวน้อย ซึ่งป้าน้าอาและฉันมองหน้ากันด้วยความฉงน เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เมื่อวานซืนยังเป็นเด็กไม่คิดอะไรมากเล่นอย่างเดียวอยู่เลย


จากตามรอยลูกรักไปปฏิบัติภารกิจกล่อง(2): ภาคเรียนรู้อยู่กล่อง เกี่ยวกับการเดินทางไปมาระหว่างบ้านนอกเมืองสู่มหานครเมืองคนอยู่กล่อง เราสรุปบทเรียนและประสบการณ์ตรงว่าจะเดินทางอย่างไรกันดี ในที่สุด เราเลือกใช้บริการสายการบินราคาถูก ซึ่งบางครั้งมันก็แพงอยู่ดี แต่อาศัยรอดูจังหวะการจัดรายการโปรโมชั่นพิเศษ การไปสมัครเป็นสมาชิกสายการบิน การจัดการทำบัตรเครดิตเสริมให้เผื่อฉุกเฉิน การมีช่องทางติดต่อสื่อสารถึงกันให้ได้สะดวกตลอดเวลา อย่างการเลี้ยงดูแลกันผ่านโทรศัพท์ที่แชทหากันได้เป็นต้นค่ะ เรามีข้อตกลงกันด้วยความห่วงกังวลด้วยว่าถ้าขึ้นรถแท็กซี่ ให้ติดต่อกันเป็นระยะๆ ด้วยจนกว่าจะถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ ก็อาศัยเจ้ามือถือถ่ายภาพได้แชทด้วยกันได้ ซึ่งเจ้า"บีบี" นี่แหละค่ะที่ทำให้ฉันต้องยอมลงทุนไปซื้อมาใช้ให้เหมือนเธอ
จำได้ชัดเจนว่าช่วงกลับบ้านเมื่อกลางปีเทอมสอง เจอหน้าปุ๊บฉันถามหาไอโฟนไปไหนเธอบอกว่าแปรสภาพเป็นเจ้าบีบีไปแล้ว แล้วก็บรรยายสรรพคุณต่างๆ นานา เป็นต้นว่าเพื่อนใช้กันยกแก๊งค์เพื่อไม่ให้ขาดการติดต่อสื่อสารแบบไม่เสียตังค์ คิดแล้วประหยัดไปเยอะ นั่นแปลว่าเธอได้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและการตัดสินใจไปอีกระดับหนึ่งแล้ว


การไปมาระหว่างบ้านกับเมืองหลวงซึ่งอาจจะบ่อยไปหน่อยในช่วงแรกๆ เพราะญาติผู้ใหญ่อนุมัติสัญญา ออกค่าเดินทางให้หนึ่งเที่ยว เธอก็กลายเป็นนักเดินทางคนเดียว เป็นผู้นำแฟชั่นเสื้อผ้า ไอที ขนมนมเนย จากเมืองหลวงสู่เพื่อนๆนอกเมือง เป็นคนนำวัฒนธรรมการกินอยู่จากบ้านไปแพร่หลายในกลุ่มเพื่อนฝูง และเป็นแม่ค้าคนกลางให้กับเพื่อนฝูงต่างเมืองที่ต้องการสินค้าเกี่ยวกับสินค้าปัจจัยที่ห้าย่านมาบุญครอง

และทุกอย่างก็ราบรื่นเรื่อยมาจนกระทั่ง... หนูขอไป work นะ

........

นั่นคือจุดเริ่มต้นการผจญภัยสู่โลกกว้างกว่าเดิม โดยมีเวลาวางแผนล่วงหน้าหนึ่งปีเต็ม มีการคิดและตัดสินใจของตัวเองและกลุ่มเพื่อนค่ะ บันทึกหน้ามาดูกันนะคะว่าสาวน้อยของฉันมีกระบวนการคิด-ทำอะไร อย่างไรบ้างที่จะได้ไป Work & Travel ตามกระแสนิยมของนักศึกษาวัยรุ่นไทยเรา แล้วพ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำอะไรบ้างนอกจากการเตรียมตัวคิดเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วข้อดีข้อเสียที่เราร่วมกันศึกษาชั่งน้ำหนัก ผลออกมาเป็นอย่างไรค่ะ.