เมื่อวันสุดท้ายของงานงิ้ว ระหว่างที่ผมได้ไปนั่งเฝ้าเต๊นท์และรอเก็บนิทรรศการอยู่นั้น ก็มีคุณลุงบุญธรรม แก่นเขียว อายุ ๘๔ ปี อยู่บ้านริมถนนฝั่งตรงข้ามเยื้องกับเต๊นท์จัดนิทรรศการของเวทีคนหนองบัวเล็กน้อย เดินมาชมนิทรรศการอยู่เป็นเวลานานนับชั่วโมง ท่านเดินอ่านโปสเตอร์นิทรรศการหลายแผ่นอย่างจดจ่อ ใบหน้ายิ้มละไม ก่อนที่จะเดินออกจากเต๊นท์กลับบ้าน ก็แวะหยิบแผ่นพับที่เวทีคนหนองบัวทำแจกฟรี พร้อมกับบอกว่า...." ดีจังเลย...." เลยทำให้ผมได้คุยกับคุณลุง 

คุณลุงบอกว่าเดิมทีนั้นเป็นคนพื้นเพพยุหะคีรี ได้มามีครอบครัวและตั้งรกรากเป็นคนหนองบัวตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๐๒ หรือกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา บ้านที่อยู่อาศัยในระยะสร้างเนื้อสร้างตัวนั้นอยู่ที่ข้างเกาะลอยแต่ลึกเข้าไปทางด้านที่ติดกับทุ่งนาซึ่งเดินออกไปห้วยน้ำสาดกับธารทหาร ทำอาชีพเป็นกัลบกหรือช่างตัดผมอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่ต่อมาจะขายเนื้อวัวและเนื้อควายในตลาดสดเป็นเจ้าแรกของหนองบัว ทำมาหากินจนลูก ๔ คนมีการศึกษาจบมหาวิทยาลัยมีการงานทำอย่างมั่นคงทุกคน

ลุงบุญธรรมเล่าว่า ด้านข้างเกาะลอยตรงข้างบริเวณที่เป็นเต๊นท์ซึ่งเวทีคนหนองบัวจัดนิทรรศการนั้น เมื่อก่อนเป็นคลองและเต็มไปด้วยป่าชื่อคลองมะรื่น

จากเกาะลอยและคลองมะรื่นไม่มีทางไปวัดหนองกลับและย่านที่เป็นตลาดในปัจจุบัน แต่จะมีทางเดินเท้ามาจากบ้านน้ำสาด ออกไปตรงข้างโรงสีทะลุเข้าวัดหนองกลับตรงทางเดินรอยต่อสระสองลูกของวัดหลวงพ่ออ๋อย แล้วก็เลยออกไปตรงชายป่าหนองคอกทะลุออกไปวังบ่อ ชาวบ้านเดินไปหาของป่าและไปทำไร่แถววังบ่อง่ายกว่าเดินไปบริเวณที่ปัจจุบันเป็นตัวเมืองหนองบัวกับบ้านหนองกลับ

มะรื่น ที่พ้องกับชื่อคลองในอดีตที่อยู่ข้างเกาะลอยนี้ เป็นไม้ป่ายืนต้นชนิดหนึ่ง มีผลลักษณะและขนาดเหมือนผลมะกอก ผลมะรื่นเมื่อหล่นตามพื้นดินจะเป็นอาหารที่วัวชอบกิน เมื่อกินแล้วถ่ายออกมาจะเหลือแต่กระเปาะเปลือกแข็ง ข้างในกระเปาะเปลือกแข็งนี้จะมีเมล็ดรูปทรงเหมือนเมล็ดของละมุด เด็กๆและชาวบ้านจะนำกระเปาะเปลือกแข็งไปผ่าและกระเทาะเอาเมล็ดออกมาคั่วกิน หอมและได้รสอร่อยของเมล็ดธัญพืช ปัจจุบันก็สามารถพบเมล็ดมะรื่นคั่วในบางแหล่งได้บ้าง คลองมะรื่นนี้ จะมีที่มาสัมพันธ์กับการมีต้นมะรื่นอยู่ในย่านชุมชนเกาะลอยจนเป็นที่สังเกตและตั้งเป็นชื่อคลองได้หรือไม่ ก็จัดว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านและคนหนองบัวจะสามารถศึกษารวบรวมโดยสอบถามและวาดรูปจากความทรงจำของคนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่นได้ต่อไป

ลุงบุญธรรมได้เล่าถึงเรียนรู้ทางสังคมจากการขายเนื้อไปด้วยว่า เนื้อวัวเนื้อควายจะขายให้กับชาวบ้านได้ดีกว่าเนื้อหมู ในวิถีชีวิตปรกตินั้นชาวบ้านและชาวไร่ทั่วไปจะกินเนื้อปลาและไก่ อีกทั้งไม่ค่อยกินเนื้อหมู แต่เมื่อต้องการซื้อเนื้อ ก็จะเป็นเนื้อวัวและเนื้อควาย โดยซื้อครั้งละเป็น ๒-๓ กิโลกรัมเพื่อนำไปทำเนื้อเค็มและเตรียมเป็นอาหารแห้งเข้าป่าไปทำไร่เป็นเวลาหลายวันพร

เนื้อวัวและเนื้อควายจะทำเนื้อเค็มและกินได้นาน ในขณะที่เนื้อหมูจะเหม็นหืน เนื้อวัวและเนื้อควายในหนองบัวเป็นเนื้อที่เลี้ยงและชำแหละขายส่งโดยแขกปาทาน ลุงบุญธรรมเป็นเขียงแรก และต่อมาในตลาดสดหนองบัวตลอดยุคของคุณลุงก่อนจะหยุดทำมาค้าขาย ก็มีเขียงขายเนื้อเพียง ๒ เจ้าเท่านั้น.

.........................................................................................................................................................................

หมายเหตุ : สนทนาและถ่ายภาพเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕