ผู้เขียนได้ร่วมแสดงทัศนะไว้ว่า เมื่อมองดูพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันมีอยู่ ๒ ส่วนเท่านั้นที่น่าเป็นห่วงและควรเอาใจใส่เป็นพิเศษสำหรับการปรับท่าที่ต่อประชาคมอาเซียน คือ ๑)ศาสนทายาท ๒)ศาสนวัตถุ ๑)ศาสนทายาท ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ Smart เนื่องจากการแข่งขันในบริบทของอาเซียน “คน” ถือว่าสำคัญมาก ประเทศไหนมีประชากรที่เก่งกว่า มีประสิทธิภาพกว่า ประเทศนั้นจะได้เปรียบ แต่ในที่นี้เราต้องเติมคนของเราให้ดีด้วย ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว พระภิกษุสามเณรต้องฉลาดหลักแหลมและมีความประพฤติปฏิบัติดีพร้อม ตลอดจนถึงการนำเสนอ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องใช้สื่อที่ทันยุคทันสมัย ใช้ภาษาที่โลกเขาใช้กันอยู่ นี้คือ “ศาสนทายาทต้องสมาร์ท” ๒)ประเด็นที่สอง ศาสนวัตถุ ต้อง Smooth คือมีรูปแบบศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาคารสถานที่ต้องดูแล้วกลมกลืน เป็นศิลปะท้องถิ่นที่แท้จริง แต่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร? ขอตำหนิคนเหนือบางกลุ่มหน่อย ที่ไปทำงานต่างถิ่น แล้วมองดูโบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ บ้านเกิดตนเองไม่สวยงามเท่าที่อื่นหรืออย่างไร?ไม่ทราบ กลับมาบ้าน ปรึกษาท่านเจ้าอาวาส สร้างใหม่ นำเอาศิลปะของภาคโน้น-ภาคนี้เอามาใส่ ดูแล้ว มันไม่ราบรื่นเป็นเนื้อเดียวกัน แสดงว่าพระก็ไม่รู้ โยมก็ไม่รู้ ต่างคนก็ต่างไม่รู้ ดังนั้น คุณค่าหรืออัตตลักษณ์มันต้องคงไว้ จากการทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงรุกในชุมชนชายแดนไทย-ลาว ในยุคโลกาภิวัตน์” เราจะเห็นว่าหัวใจของการทำงานพุทธศาสนาเชิงรุกอยู่ที่ “การบริหารจัดการ” ดังนั้น การจะทำการสิ่งใดควรวิเคราะห์จากข้อมูลรอบทิศทาง หรือที่เราเรียกว่า การทำ SWOT เพื่อให้ทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและแนวทางที่ควรจะเป็นคืออะไรก่อน นอกจากนั้นแล้ว พระต้องตอบโจทย์ให้กับสังคมได้ กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนเหมือนเดิม อย่างห่างเหิน ทุกวันนี้เราทำตัวห่างเหินกันมากขึ้น ทั้งพระทั้งโยม มีแต่ “ศาสนพิธีกรรม” เท่านั้นที่ยังยึดโยงกันไว้ นอกนั้นต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ แม้แต่การฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตอนนี้บางส่วนก็ไม่อิงอาศัยพระแล้ว พระเมื่อญาติโยม ไม่ปฏิสัมพันธ์ด้วยเรื่องธรรมะ ก็ไขว่เขว จึงหันไปหากลยุทธ์ระดมทุน เพื่อสร้างศาสนวัตถุอย่างมโหฬาร เมื่อวัตถุทางพระพุทธศาสนาขายไม่ได้ ก็นำไสยาศาสตร์มาแทน ซึ่งก็คงจะเหมือนกับหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดพูดเมื่อตอนเริ่มต้นที่ว่าพระนักเผยแผ่ เรียกโยมไม่ค่อยมา แต่ถ้าพระนักจัดพิธีกรรม เจ้าภาพเต็ม นี้เป็นการสะท้อนปัญหาทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งพระและโยมต้องปรับความคิดหรือทิฐิทางพระพุทธศาสนาเสียใหม่ อย่าปล่อยให้มันไปไกลกว่านี้เลย ประการที่ ๑ ด้านการเผยแผ่ พระภิกษุ พระนักเผยแผ่ของเรามีมากมาย แต่ไม่ค่อยจะมีการประชาสัมพันธ์ต่อสื่อต่าง ๆ เห็นหรือไม่ยาสีฟัน หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ทำไมต้องมีการโฆษณาซ้ำไปซ้ำมา ก็เพื่อให้คนจำได้ตรึงตราตรึงใจ ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา อย่าไปเข้าใจว่า ของดี ไม่ต้องโฆษณา ไม่ได้แล้ว เราต้องประกาศว่ามีพระทำงานด้านนี้อยู่มิใช่น้อย การจัดหลักสูตรสำหรับพระนักเผยแผ่ก็สำคัญ สินค้าเมื่อจะออกไปสู่ตลาดต้องมีคุณภาพ พระนักเผยแผ่ที่จะออกไปสู่สังคมก็ควรมีมาตรฐานเดียวกัน เพราะการเผยแผ่คงไม่ใช่แค่คำสอนที่ออกไป แต่หมายรวมเอาบุคลิกลักษณะ วิถีชีวิต กิริยามารยาทของพระออกไปด้วย การเผยแผ่ต้องออกนอกพื้นที่วัดบ้าง เช่น ในวันนี้ ทำไมไม่ไปจัดงานที่วัด? ทำไมมาจัดที่โรงแรม นั้นก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยได้ปรับกระบวนทัศน์ใหม่ในการมองบริบทของการเผยแผ่ที่กว้างและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ประการที่ ๒ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยรับทราบปัญหา และโอกาสในการลงมือทำงานร่วมกัน ไม่ใช่มีส่วนร่วมเฉพาะการถวายปัจจัยสี่แล้วเลิกรากันไป แต่ต้องมีการร่วมคิดร่วมทำเพราะพระพุทธเจ้าได้มอบพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้งสี่ ไม่ใช่เฉพาะแต่พระภิกษุเท่านั้น ส่งเสริมการสร้างโรงเรียนทางพระพุทธศาสนา หรือโรงเรียนวิถีพุทธให้มากขึ้น ตลอดจนถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ประการที่ ๓ ด้านการสาธารณะสงเคราะห์ องค์กรทางพระพุทธศาสนา คอยสนับสนุนให้ประชาชนเข้าไปรณรงค์เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมให้ทราบในสื่อต่าง ๆ ซึ่งบางแห่งก็ทำได้ดี การทำงานด้านสาธารณะสงเคราะห์ต้องบริหารจัดการทีดี พร้อมร่วมมือกันรับทราบปัญหาและพร้อมลงมือจัดการกับปัญหานั้น ๆ ประการที่ ๔ ด้านการปรับเปลี่ยนทัศนะคติใหม่ การปรับองค์กรทางพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย ยืดหยุ่น มีแผนงาน และการบริหารจัดการที่ดี ตลอดจนถึงการสร้างเครือข่ายทั้งในและนอกประเทศให้เกิดพลังเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ประการที่ ๕ ด้านการวิจัย ควรสนับสนุนให้พระทำงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาสังคม เนื่องจากการวิจัยเป็นการสร้างขุมพลังทางปัญญาให้กับสังคมได้ นอกจากนี้แล้วยังทำให้เห็นข้อมูลที่เป็นจริงในหลากหลายมิติพร้อมที่จะนำมาใช้งานต่อได้
นมัสการท่าน
ชอบตรงนี้จังเลยครับ
ควรสนับสนุนให้พระทำงานวิจัยด้านพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาสังคม เนื่องจากการวิจัยเป็นการสร้างขุมพลังทางปัญญาให้กับสังคมได้
เจริญพรท่านอาจารย์ขจิต บทบาทและท่าทีใหม่ของพระควรเป็นเช่นนั้นเอง
นมัสการครับพระอาจารย์
พระอาจารย์ทำวิจัยเชิงรุกนี้เหมือนนำร่องการวิจัยงานอื่นๆ อีกมากมาย ผมสนใจประเด็นการศึกษาเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกของพระสงฆ์ไทย จึงได้ศึกษาแนวคิดจากงานพระอาจารย์และได้นำมาประยุกต์ต่อยอดทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง ลักษณะและผลการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก ในงานผมจะสัมภาษณ์ท่าน ว. เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล เลขาพระพรหมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง และพระพยอม แล้วสังเคราะห์งานเชิงรุกสรุปเป็นลักษณะและผลการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก
จึงนมัสการมาเพื่อขออนุญาตประยุกต์แบบสัมภาษณ์พระอาจารย์ต่อนะครับ
นมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง
สมพร เหลาฉลาด