นี้คือประเด็นทางการเมือง แต่หากดูหัวข้อการสัมมนาแล้ว น่าจะเพิ่มคำว่า "สังคม" เข้าไปด้วยเป็น "ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง" ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนได้เสนอว่า ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองนั้น มาจาก ๓ ประการคือ "โครงสร้าง-กระบวนทัศน์-วัฒนธรรมทางสังคมและการเมืองไทย" ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

    

     วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา สาขาวิชารัฐศาสตร์ วิชาเอกการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ได้จัดโครงการเสริมหลักสูตรให้แก่นิสิตคฤหัสถ์ ชั้นปีที่ ๓ ภาคฤดูร้อนขึ้น ณ ห้องชัยรัตน์วรรณสัมผัส อาคารเรียนธรรมราชานุวัตร

     งานนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๔ ท่าน ประกอบด้วย ดร.ปรีดี โชติช่วง รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า, ดร.อนุสรณ์ คุณานุสรณ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพะเยา, ด.ต.มนตรี วงศ์อภิสิทธิ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลบ้านต๋อม และผู้เขียน จาก มจร. โดยมีคุณมาโนช นันทมาโนช เป็นผู้ดำเนินรายการ

     ในช่วงแรก ผู้เขียนได้เสนอว่า หัวข้อที่สัมมนาวันนี้ "บทบาทภาวะผู้นำต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย" ซึ่งถ้ามองความขัดแย้งในประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ จะพบว่ามีปัญหาอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน คือ

     ๑.ปัญหาเรื่องการแตกต่าง(จนเกิดความแตกแยก)ทางด้านความคิดอย่างรุนแรง ระหว่างสุดขั้วทั้ง ๒ ฝ่าย คือเหลืองที่รักและแดงที่ชอบ จนยากจะเยียวยา จึงเป็นที่มาของการสัมมนาในวันนี้ เดือดร้อนถึงท่านรองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า ต้องเดินทางมาร่วมงาน

     ๒.ผลประโยชน์ ที่ไม่ลงตัวกันระหว่างฝ่ายการเมืองต่าง ๆ จนผสมปนเปกันไป ไม่รู้ฝ่ายไหนหรือฝ่ายไหน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน ตลอดจนถึงแดงแก่ ๆ -แดงกลาง ๆ -แดงอ่อน ๆ หรือแดงผสมกับเหลือง และเหลืองอ่อน ๆ -เหลืองกลาง ๆ -เหลืองแก่ ๆ ฯลฯ จนอาจทำให้รู้สึกว่าเกลียวเชือกแต่ละเส้น มันพันกันอย่างสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะบรรยาย

     ๓.ผู้นำหลายท่านไม่ชัดเจน

     ๔.การนำคำพูดและพยายามดึงสถาบันระดับสูงของชาติมาตีความเข้าข้างตนเองของแต่ละฝ่าย

     นี้คือประเด็นทางการเมือง แต่หากดูหัวข้อการสัมมนาแล้ว น่าจะเพิ่มคำว่า "สังคม" เข้าไปด้วยเป็น "ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง" ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนได้เสนอว่า ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองนั้น มาจาก ๓ ประการคือ "โครงสร้าง-กระบวนทัศน์-วัฒนธรรมทางสังคมและการเมืองไทย" ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

     ๑)ด้านโครงสร้างทางสังคมและการเมืองไทยนั้น เป็นแนวดิ่งจากบนสุดสู่ล่างสุดมาตั้งแต่เดิม ผ่านการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผ่านการปกครองแบบขุนนาง ผ่านระบบเผด็จการทหาร ผ่านระบบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ผ่าน...ฯลฯ อีกมากมาย

     ประเด็นนี้ ผู้เขียนมิได้หมายความว่า ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่ดีที่สุด แต่ในบริบทนี้หมายเอาระบอบที่ประเทศไทยใช้อยู่ เพราะระบอบที่ดีที่สุดไม่มี มีแต่ระบอบไหนเหมาะสมกับสถานการณ์และยุคสมัยไหน ใครยอมรับ

     ๒)ด้านกระบวนทัศน์ทางสังคมและการเมืองไทย เป็นกระบวนทัศน์ที่มีการพึ่งพาสูง ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์คนหลายกลุ่ม มองว่า ผู้แทน ไม่ว่าจะเป็น สส.สว.สท.ฯลฯ ต้องพร้อมด้วยปัจจัยสี่ และพร้อมที่จะหยิบยื่นในสิ่งที่ตนเองต้องการ ทั้ง ๆ ที่ ตัวแทนเหล่านั้นต้องมีหน้าที่ไปออกกฏหมาย และวางนโยบาย แต่คนส่วนหนึ่งกลับมองว่าต้องไปร่วมงานอื่น ๆ ด้วย เช่น งานแต่ง งานศพ งานประเพณี ฯลฯ จึงจะเป็นที่ชอบใจของสังคม ซึ่งประเด็นนี้ คนกลุ่มหนึ่งได้มองภาพผู้แทนคือหน้าตาของสังคมด้วย

     อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การมีแนวคิดธุระไม่ใช่ เป็นแนวคิดที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุด กล่าวคือครั้งหนึ่งผู้บริหารเทศบาลหลาย ๆ แห่งได้มาสะท้อนให้เห็นว่า ก่อนนี้ลำคลองชาวบ้านช่วยกันขุด กอหญ้าหน้าบ้านใคร ก็รับผิดชอบกันเอง แต่ปัจจุบันชาวบ้านคิดว่าเป็นหน้าที่ของเทศบาล หรืออาจเรียกแนวคิดนี้ว่า "รอรับอย่างเดียว"

     ๓)ด้านวัฒนธรรมทางสังคมและการเมืองไทย มีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่น่าสนใจคือ อยากเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการบริหาร แต่ไม่อยากจะบริหารงาน ซึ่งนัยยะนี้ก็คงจะหมายความว่าตำแหน่งนั้น เป็นที่มาของอำนาจและเกียรติยศ  ซึ่งบางกลุ่มบุคคลกลับยิ่งน่ารังเกียจกว่านั้นอีกคือการเข้าไปนั่งควบหลาย ๆ ตำแหน่ง เพื่อให้ดูดีมีอำนาจ

     ประเด็นนี้น่าจะทำความเข้าใจใหม่ว่า แท้จริงแล้วการอาสาประชาชนมาทำงาน นั่นก็หมายความว่า คุณมารับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นนายประชาชน

     ดังนั้น ตำแหน่งการบริหารทุกตำแหน่ง ก็คือผู้รับใช้ เช่น การเป็นนายกรัฐมนตรีก็คือผู้รับใช้ประชาชนทั้งประเทศ การเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดก็คือผู้รับใช้ประชาชนระดับจังหวัด การเป็นผู้บริหารระดับองค์กรก็คือผู้รับใช้คนระดับองค์กร แต่ที่ผู้รับใช้เหล่านั้นได้รับเกียรติ ให้เป็นผู้นำก็เนื่องจาก

     (๑)การเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนขององค์กร

     (๒)การยังใจประชาสังคมให้ยินดีด้วยการสังคหวัตถุสี่ และ  

     (๓)การมีคุณธรรมให้ปรากฏ

มิใช่หรือ?

    

  • ส่วนแนวทางแก้ไข ผู้เขียนเคยแสดงทัศนะไว้แล้วในบันทึก www.gotoknow.org นี้แล้ว

     ในบทที่ ๑๔๗ : ตัวอย่างความขัดแย้งและวิธีการแก้ไขในสมัยพุทธกาล และ

     บทที่ ๑๔๙ : ทางออกของความขัดแย้งในสังคมและการเมืองไทยปัจจุบัน

จึงไม่จำเป็นนำมากล่าวในที่นี้อีก...!