หลายคนเป็นลูกชาวนา จึงเชื่อว่าชาวนาคือบุคคลสำคัญ ความเชื่อที่ว่านั้นเกิดจากวิถีของครอบครัวเป็นที่ตั้ง แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อเพราะได้ลงมือทำนามาด้วยตนเอง

ผมและทีมงานเพียงไม่กี่ชีวิตตัดสินใจที่จะจัดกิจกรรมฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วม  ภายใต้ชื่อกิจกรรม "บรรเทาทุกข์บำรุงสุขชุมชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม"

การฟื้นฟูดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ  ทั้งดนตรีบำบัด  ตรวจสุขภาพกาย  สุขภาพใจ ปรับภูมิทัศน์ บูรณะซ่อมแซมสถานที่สำคัญๆ ในชุมชน ส่งเสริมอาชีพ และอื่นๆ อีกจิปาถะ โดยยึด "ชุมชน" เป็น "โจทย์"

และที่สำคัญก็คือการจัดกิจกรรม "เกี่ยวข้าวใหม่ กินปลามัน..คืนเมล็ดพันธุ์ข้าวสู่ชาวนาผู้ประสบภัย"

 

สำหรับกิจกรรมการเกี่ยวข้าวนั้น  เป็นการหยิบจับกิจกรรมเมื่อหลายปีที่แล้วมาปัดฝุ่นใหม่  ซึ่งก่อนนั้นนิสิตในกลุ่มวิทยาลัยการเมืองการปกครองได้บุกเบิกนำร่องไว้ในมหาวิทยาลัยฯ  โดยที่ผมมีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไป รวมถึงแอบขยับตัวเกื้อหนุนในบางกระบวนกการอยู่อย่างเงียบๆ จนกระทั่งในที่สุดก็กระโจนลงไปเต็มตัวด้วยการจัดหางบประมาณในราวๆ ๔ หมื่นบาทเพื่อนำข้าวเปลือกไปมอบให้กับชาวบ้านผู้ประสบภัยที่จังหวัดอุตรดิตถ์

การเกี่ยวข้าวฯ ในครั้งนี้  ผมมุ่งที่จะนำพานิสิตไปสู่การ "ลงแขกเกี่ยวข้าว"  เป็นสำคัญ  เสมือนการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมและกระตุ้นให้ชาวบ้านหันกลับมาร่วมรำลึกภาพอันแสนงามของชุมชนร่วมกัน

โดยหลักๆ เราจะลงไปเกี่ยวข้าวในแปลงนาของชาวบ้านที่เต็มใจให้เราลงแขกเกี่ยวข้าว  นิสิตและเจ้าหน้าที่จะไม่ขอรับค่าตอบแทนที่เป็น "ค่าจ้างรายวัน"  แต่ถ้าจะให้ก็ขอรับเป็น "ข้าวเปลือก" แทน  ซึ่งจะให้มากให้น้อยก็ให้เป็นไปตามศรัทธา  ส่วนข้าวเปลือกที่ได้มานั้น  จะนำมารวบรวมไว้ เพื่อทำพิธี "สู่ขวัญข้าว" แล้วส่งมอบให้ชาวบ้านไปตั้งเป็น "กองทุนข้าว" หรือ "ธนาคารข้าว" ให้ชาวบ้านหยิบยืมไปใช้เป็น "พันธุ์ข้าว" ในการเพาะปลูกต่อไป


ไม่เพียงเท่านั้นหรอกนะครับ  เรายังจะมีกิจกรรม "หมอลำขอข้าว" ด้วยเช่นกัน  โดยการนำนิสิตลงสู่ชุมชนเพื่อแสดงดนตรีในรูปแบบต่างๆ ให้ชาวบ้านได้ดูได้ชม เพื่อแลกกับข้าวเปลือกตามแรงศรัทธา  ซึ่งก็เป็นกระบวนการหนึ่งในการช่วยเหลือ "ชาวนาผู้ประสบภัยฯ" ในครั้งนี้

...


ล่าสุดวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา-
ผมนัดพบแกนนำของนิสิต  ทั้งที่เป็นองค์กร และนิสิตอิสระที่ไม่ขึ้นตรงต่อองค์กรใดๆ มาร่วม "โสเหล่" กันแบบกันเองๆ

กรณีดังกล่าวเสมือนการ "ปฐมนิเทศ" ดีๆ นั่นเอง  เพียงแต่เน้นการ "สนทนาร่วม" (โสเหล่) และการสร้างแรงบันดาลใจเป็นหลักสำคัญ

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการนัดหมายมีความคลาดเคลื่อน  ทั้งการสื่อสารและภารกิจการสอนของผมเอง  พลอยให้นิสิตส่วนใหญ่เดินทางกลับไปทำธุระส่วนตัว ได้แต่ฝากฝังผู้แทนมาร่วมโสเหล่กันแทน 

หลักๆ ในวันนั้น- ผมนำวีดีทัศน์ที่เกี่ยวกับกระบวนการ "ทำนา" มาให้นิสิตได้ดู  พอเสร็จจากนั้นก็ชวนให้นิสิตได้บอกเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อเรื่องราวที่ได้ชมอย่างสดๆ ร้อนๆ ...พร้อมๆ กับการขยับรุกเสริมพลังเชิงบวกด้วยเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับตำนาน "ข้าว" ที่ผมศึกษาและเก็บเกี่ยวมาโดยสังเขป  เช่น ตำนานควายสอนคนปลูกข้าว,สุนัขเก้าหางปลูกข้าวให้คนกิน, ตำนานอันเป็นคติชนของข้าวก่ำที่เป็น "พญาแห่งข้าว", เมล็ดข้าวในตำนานไตรภูมิพระร่วง, ประวัติศาสตร์ความเก่าแก่ของข้าวเหนียวที่พบในอีสาน,ความสัมพันธ์ของพระแม่โพสพกับข้าวในท้องทุ่ง...


ครับ,เรื่องราวที่ว่านั้น  ผมไม่เน้นการบรรยาย หากแต่เล่าเรื่องง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนได้มี "องค์ความรู้" แบบสังเขปๆ  จะได้มีแรงผลักจากภายในเพื่อออกเดินทางค้นหา "ขุมทรัพย์" (ความรู้) ด้วยตัวเอง 

นอกจากนั้นยังมอบหมายให้คุณสุริยะ สอนสุระ  ได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการลงเกี่ยวข้าวในชุมชน พร้อมๆ กับการชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น พื้นที่ในการเกี่ยว,กำหนดการ,จำนวนนิสิตที่ลงชื่อร่วมขับเคลื่อนในครั้งนี้

อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสื่อวีดีทัศน์และเรื่องเล่าที่ผมนำมาสื่อสารนั้น  ทั้งนิสิตและเจ้าหน้าที่ก็ล้วนไม่เคยฟังและไม่เคยดูมาก่อนทั้งสิ้น  จึงพลอยให้ผมอุ่นใจและสุขใจเป็นอย่างมาก  เพราะถึงแม้ผมจะไม่รู้มาก (รู้ลึก) ในเรื่องเหล่านั้น  แต่ก็ยังเก็บกำเอาสาระในบางมุมมาเป็น "โจทย์" แบบองค์รวมของการเรียนรู้ในครั้งนี้ได้อย่างไม่เคอะเขิน

เช่นเดียวกันนั้น  ผมเองก็ถามนิสิตแบบ "เปิดเปลือย" เหมือนกันว่า "เชื่อหรือเปล่าว่าชาวนา คือคนสำคัญของประเทศชาติ" 
ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็คือ "เชื่อ...."

ถัดจากนั้นก็ถามต่อว่า "เชื่อเพราะอะไร...เชื่อเพราะเรียนมา เชื่อเพราะได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ..เชื่อเพราะเกิดในครอบครัวชาวนา...ฯลฯ"

แน่นอนครับ  ผมไม่รอให้นิสิตได้ตอบคำถามนี้  หากแต่ผูกปมทางความคิดเข้าไปอีกเกลียวว่า "หลายคนเป็นลูกชาวนา จึงเชื่อว่าชาวนาคือบุคคลสำคัญ ความเชื่อที่ว่านั้นเกิดจากวิถีของครอบครัวเป็นที่ตั้ง แต่จะมีสักกี่คนที่เชื่อเพราะได้ลงมือทำนามาด้วยตนเอง..."

ครับ,ประเด็นนี้นิสิตเงียบกริบ...!!!

ดังนั้น  ผมจึงขยับรุกเพื่อปลดเปลื้องความเงียบนั้นด้วยตนเองในทำนองว่า "...นี่แหละคือโอกาสของการจะได้พิสูจน์ด้วยตนเองว่าชาวนายิ่งใหญ่ด้วยกระบวนการใด และเพราะเหตุใดท้องทุ่งจึงเป็นห้องเรียนอันแสนกว้างใหญ่ของมนุษย์"



และท้ายที่สุดก่อนลาจากในค่ำคืนนั้น  ผมได้ให้นิสิตเขียนความรู้สึกที่ได้จากการเรียนรู้ร่วมกันในวันนี้  รวมถึงพันธะสัญญากับตัวเองว่า "ถัดจากนี้ไป จะทำอะไรบ้าง..."

  • จะดำเนินชีวิตโดยเคารพต่อภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • จะทำความดีเพื่อถวายในหลวง
  • พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
  • นำความรู้ไปช่วยเหลือสังคม
  • จะกินข้าวอย่างรู้ค่า...
  • จะมองโลกให้กว้างขึ้น และลงมือเรียนรู้ผ่านการทำจริงเหมือนชาวนา
  • จะรักและเทิดทูนชาวนา
  • จะกลับไปศึกษาภูมิปัญญาหมู่บ้านตัวเอง
  • ปกป้องแผ่นดินแม่

...