GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

หมากรุกยังใช้ความคิด  หมากชีวิตไม่ใช้ความคิดได้ไง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 46523
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

ชีวิตที่เบาสบาย        น่าสงสารครูไทยยุคปฏิรูปการศึกษาเหลือเกิน  โดยเฉพาะรุ่น 50 ปี ขึ้นไป  ต้องกัดฟันสู้ต่อภาระงานกับสังขารที่เริ่มโรยล้า   โดยเฉพาะเรื่องการทำข้อมูลสารสนเทศกับเครื่องคอมพิวเตอร์   แทบจะกลั้นใจตายวันละหลายตลบ   โปรแกรมก็ยังไม่สมบูรณ์  นี่แหละ  สพฐ.   ไม่มีงานใดทำเสร็จในคราวเดียว   บ่นไปก็ต้องทำอยู่ดียังดีที่อยู่ภาคกลางดีกว่าครูภาคใต้นะที่ตายรายวัน   ลำบากกว่าพวกเราเยอะ  พยายามทำงานด้วยใจรัก  ความสุขจะตามมา  ขืนใจรักอีกหน่อยจะชินไปเอง  แต่ถ้าเหนื่อยนักลองมาดูวิธีทำชีวิตให้โล่งและเบาสบายดู  จะได้ทุกข์น้อยลงบ้าง            é  เก็บของที่ไม่ใช้แล้ว   บริจาคให้ผู้อื่นเป็นประโยชน์กว่าเก็บไว้ให้ฝุ่นเกาะ            é  ลดงานที่เครียดๆ  ลงบ้าง            é เลือกงานสังสรรค์สังคมที่สำคัญๆ  ไปหรือสมควรไป  ไม่ใช่ไปทุกงาน            é อ่านหนังสือพิมพ์ให้น้อยลง  โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรม   การเมือง            é เลือกรายการ  TV.  ดูบันเทิงบ้าง  ฟังเพลงเพราะๆé อย่ารับปากหรือสัญญาทำอะไร  ให้ใครง่ายๆ  ด้วยความเกรงใจ  หัดปฏิเสธให้เป็นé อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เป็นอย่างที่เราจะให้เป็นé อย่าคาดหวังในตัวคนอื่น  ยอมรับเขาตามความเป็นจริง  และพยายามเข้าใจเขาéหัดไปไหนมาไหนคนเดียว   เป็นเพื่อนตนเองได้   เดินทางคนเดียวได้ไม่ต้องรอคอยคนอื่นé ลดความบ้างาน  บ้าเงิน  บ้าอำนาจ  บ้าเกียรติยศ  ชื่อเสียงลงบ้าง  จะทำให้ตัวเองไม่เหนื่อยé  จงคิดว่าความสำเร็จของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ผลงาน  เงิน  อำนาจ  และชื่อเสียง  อยู่ที่ฉลาดเลือกวิธีใช้ชีวิตé ถ้าจะรักใครสักคน  อย่าหลงรักเขาทั้งหมด  อย่าก้าวก่ายในชีวิตเขา  จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขา  ก็พอแล้ว  จะได้ไม่เป็นทุกข์

 

   บางเดื่อสาร

 1

สุดท้าย  แบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง  ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด  โดยเดินหรือวิ่งคนเดียวในสวนสาธารณะ   อย่าจมปลักกับอดีตแล้วเราจะลืมความโกรธ  เกลียด  ผิดหวังเสียใจ  จงชื่นชมตนเองเสมอว่า  เรามีความดี  ความสามารถ มีคุณค่า  ที่เอาตัวเองรอดมาได้จนถึงปัจจุบั

                            อะไรที่มีค่าที่สุด

ถ้าเรามาลองคิดดูกันแล้ว  สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตเราตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายคืออะไร  หลายคนอาจตอบว่าทรัพย์สมบัติ  สามี  ภรรยา  บุคลที่รัก  หรือบุตร  หรืออะไรอื่นๆ  แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับว่าชีวิตของเรานั้นมีค่าทีค่าสุด  เพราะถ้าเราสิ้นชีวิตแล้ว  สิงที่กล่าวข้างต้นก็ไม่มีความหมายใด ๆ                ชีวิตเป็นของมีค่าที่สุด  ในจำนวนสิ่งที่เรามีอยู่ในโลกนี้  พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นของมีค่าที่สุดในโลก  สิ่งต่าง ๆ  ในโลกช่วยให้เราพ้นทุกข์ชนิดถาวรไม่ได้  แต่พระธรรมช่วยเราได้    ผู้มีปัญญาทั้งหลายควรจะผนวกเอาสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดทั้งสองนี้ให้ขนานทาบทับเป็นเส้นเดียวกัน   อย่าให้แตกแยกออกจากกันได้เลยดังพระพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า                กิจ.โฉ  มนุส.สปฏิลาโภ      การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก                กิจฉํ   มจ.จานํ  ชีวิตํ          การได้มีชีวิตอยู่เป็นของยาก

          กิจฉํ  สทธม  .สานํ       การได้ฟังพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก

                กิจฺโฉ  พุทธามุปปาโท         การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก                 เมื่อพวกเราชาวพุทธส่วนมากไปวัด  ไปหาพระเกจิอาจารย์ทั้งหลายเพื่อหาเครื่องลางของขลังและสิ่งที่จะเป็นเมตตามหานิยมนั้น  แท้จริงแล้ว  เราควรจะไปหาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติบูชาจะดีกว่า  เพราะจะทำให้ชีวิตเราที่เกิดมาในชาตินี้มีค่ามากที่สุด  มิเสียแรงที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา

 

                  รำลึกครูกลอนสุนทรภู่

ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมานี้เป็นช่วงที่ได้รำลึกถึงท่านสุนทรภู่กวีเอกของโลก   ดังนั้น  จึงขอนำเสนอผลงานของท่าน กวีเอกของไทย       ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก  ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติไว้ในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด     เมื่อวันที่  26  มิถุนายน  2529                      ถึงวันนี้ผลงานหลายต่อหลายเรื่องยังคงความอมตะ  สามารนำมาเป็นแนวทางดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี    ในโอกาสนี้ขอนำข้อคิด คำสอนที่มีปรากฏอยู่ในผลงาน     ซึ่งส่วนหนึ่งสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติไดรวบรวมไว้มาขยายแนะนำให้รู้จักและเข้าใจกันอีกครั้ง                                   
                                  ประวัติของสุนทรภู่
                      สุนทรภู่เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น  1  ค่ำ ปีมะเมีย       จุลศักราช 1145    เวลา  08.00 .  ตรงกับวันที่  26  มิถุนายน  ..2329   บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ อ.แกลง  .ระยอง  มารดาเป็นชาวเมืองอื่น มาอยู่กินกันที่ กรุงเทพ ฯ แล้วจึงให้กำเนิดสุนทรภู่ ผู้เป็นทั้งกวีเอกของไทยและของโลก  สวัสดิรักษา  หนึ่งในผลงานที่สุนทรภู่ดัดแปลงมาจากคำฉันท์โบราณที่อ่านยากให้เป็นคำกลอนที่อ่านเข้าใจง่าย   ในครั้งนั้นได้แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2    ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติสอนชายฝากไว้ให้ศึกษา  อย่างตื่นนอนในตอนเช้า  ไม่ควรโกรธ     ให้พูดแต่วาจาดีเพื่อความเป็นมงคล  ก่อนนอนให้แสดงความเคารพกราบหมอน  สรรเสริญคุณบิดามารดาอาจารย์    สม่ำเสมอ    ไม่ฆ่าสัตว์ในวันเกิดหรือแม้แต่ห้ามภรรยานอนหลับทับมือ  ไม่นอนข้างซ้ายผู้หญิง  ฯลฯ                   คำสอนเหล่านี้  แม้จะเป็นความเชื่อโบราณแต่หากพินิจพิเคราะห์ให้ดีจะพบว่าเป็นการสอนให้ประพฤติดีทั้งกาย  วาจา  ใจ  อีกทั้งสอนให้รู้จักระวังภัยไม่ประมาท  อย่างที่ห้ามนอนข้างซ้าย เป็นเพราะสมัยก่อนผู้ชายต้องมีมีดดาบไว้ป้องกันตัว ถ้านอนทางซ้ายหากมีผู้ร้ายบุกมาอาจทำให้จับดาบไม่สะดวกสู้โจรที่เข้ามาประชิดไม่ทันการ   เช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์ในวันเกิดเป็นคำสอนที่ฝากไว้ไม่ให้เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเป็นต้น                   พระอภัยมณี   ผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งที่มีการนำไปเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงมีการวิเคราะห์เจาะลึกทุกแง่ทุกมุม ในเรื่องนี้ตอนหนึ่ง สุนทรภู่ ให้แง่คิดคำสอนถึงการรักษาศีล ดังคำกลอนที่ว่า

 

   บางเดื่อสาร

 7

                        อันรักษาศีลสัตย์กตเวที               ย่อมเป็นที่สรรเสริญเจริญคน
                  
ทรลักษณ์อกตัญญุตาเขา                    เทพเจ้าก็จะแช่งชักทุกแห่งหน   
                  
ให้ทุกข์ร้อนงอนหง่อทรพล              พระเวทมนต์เสื่อมคลายทำลายยศ                  
                                               ฯลฯ


 

สิงหไกรภพ  ที่กล่าวว่า         พระชนกชนนีเป็นที่ยิ่ง          ไม่ควรทอดทิ้งพระคุณให้สูญหาย
                        
 ถึงลูกเมียเสียไปแม้ไม่ตาย             ก็หาง่ายดอกพี่ไม่เป็นไร                  คำกลอนที่ปรากฏ ล้วนเป็นคำสอนให้มีศีล มีสัตย์ รู้กตัญญู  ผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะ  พ่อ  แม่   คุณธรรม  ที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมทุกยุคทุกสมัย               ขณะที่การเดินทางในปัจจุบันดูจะมีอันตรายความปลอดภัยลดน้อยลง ในนิทานคำกลอนทั้งสองเรื่องได้ฝากข้อคิดคำสอนที่ว่า     เมื่อกรรมจำตายวายชีวี         ถึงอยู่ที่ไหนก็ไม่พ้น      
             
และไม่ถึงกรรมทำอย่างไรก็ไม่ตาย    ถ้าถึงกรรมทำอย่างไรต้องวายปราณ

เหล่านี้ช่วยให้คลายความวิตก เพิ่มความเชื่อมั่นได้               หากมองในเรื่องการดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งมีเรื่องที่ต้องเครียดอยู่เสมอ ๆ หากอ่านคำกลอนที่ว่า           อันกำเนิดเกิดมาในหล้าโลก           สุขกับโศกมิได้สิ้นอย่าสงสัย                                   ขณะที่ วิสัยโลกโศกสุขทุกข์ธุระ         ย่อมพบปะไปกว่าจะอาสัญ  
 และ                                     อันทุกข์โศกโรคภัยในมนุษย์      ไม่รู้สุดสิ้นที่ตรงไหน 
                                  เหมือนกงเกวียนกำเกวียนเวียนระไว  
 หักใจเสียเถิดเยาวมาลย์  

ซึ่งไม่เพียงปลอบใจสอนให้ปลง    แต่ยังทำให้พบกับความจริงที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครทุกข์ตลอดกาลและมีความสุขตลอดไปเช่นกัน              ในด้านความรัก  คำกลอนของสุนทรภู่ที่ปรากฏในกวีนิพนธ์หลายเรื่องล้วนแจกแจงอธิบายคำว่ารักได้ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่อง  พระอภัยมณี จินตนิยายที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6  ว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอนที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่กว้างไกลล้ำยุคว่า              เขาย่อมเปรียบเทียบความเมื่อยามรัก                  แต่น้ำต้มผักขมชมว่าหวาน
       
ครั้งจืดจางห่างเหินไปเนิ่นนาน                                    แต่น้ำตาลก็ว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล   
กับอีกบทหนึ่งที่ว่า
               อดอะไรจะเหมือนอดที่รสรัก                            อกจะหักเสียด้วยใจอาลัยหา
       
ไม่เห็นรักหนักสิ้นในวิญญา                                         จะเป็นบ้าเสียเพราะรักสลักทรวง  
นิราศภูเขาทอง   
ตอนหนึ่ง  ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดเจนเช่นกันว่า
              
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก                       สุดจะห้ามจิตคิดไฉน
        
ถึงเมาเหล้าเช้าสายยังหายไป                                        แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
                                                        
ฯลฯ             มาถึงเรื่องการใช้คำพูดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ   เพราะคำพูดสามารถสร้างได้ทั้งมิตรและศัตรู

 

   บางเดื่อสาร

 8

คำพูดยังสร้างเสน่ห์ ให้กับผู้รู้จักพบเห็น ตัวอย่างจากคำกลอน  นิราศภูเขาทอง  ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
                ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์                                มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
       
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร                                          จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา


 

เช่นเดียวกับคำกลอนจากเพลงยาวถวายโอวาท  ที่ว่า                อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก                     แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย      
         
แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย                            เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ
               หรือแม้แต่อันลมปี่ดีแต่เพราะเสนาะหู                       ที่จะสู้ลมปากยากหนักหนา
ในสุภาษิตสอนหญิงกล่าวไว้ว่า
                จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น                              อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
           
ไม่ควรพูดอื้ออึงขึ้นมึงกู                                     คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ
               
แม้นเรียนวิชาทางค้าขาย                                   อย่าปากร้ายพูดจาอัชฌาสัย
            
จะซื้อง่ายขายดีมีกำไร                              ด้วยเขาไม่เคืองจิตระอิดระอา                        เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก                         จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
           
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา                                          จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ  ท้ายที่สุด พาไปสัมผัสรสกลอนที่ฝากข้อคิดคำสอนในเรื่องของวิชาความรู้ ที่ว่า
               
มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร                                ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี  และ        วิสัยคนทนคงเข้ายงยุทธ์                                            ฤทธิรุทแรงร้ายกายสิทธิ์
            
แม้เพลิงกาฬผลาญแผ่นดินสิ้นชีวิต                           อำนาจฤทธิ์ย่อมแพ้แก่ปัญญา              
จากเพลงยาวถวายโอวาทที่ว่า
                        อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก                        แม้ถอยศักดิ์ สิ้นอำนาจวาสนา
                 
เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา                              แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ
และ
                    อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ             ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก                  
                 
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก                          จึงค่อยชักเชือดกันให้บรรลัย   ฯลฯ               ซึ่งล้วนแต่เป็นคำสอนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาหาความรู้                      และนี่คือส่วนหนึ่งของข้อคิดคำสอนที่ปรากฏในกวีนิพนธ์ผลงานอมตะของกวีเอกสุนทรภู่ ละแม้จะเลยผ่านมายาวนานกว่าสองศตวรรษ  แต่ทว่ายังทรงคุณค่าชัดเจนถึงสัจธรรมทันสมัยตลอกกาล.

                               การวิ่งอย่างถูกวิธี

การวิ่งนั้นบอกกันว่าให้ประโยชน์อย่างสูงต่อสุขภาพร่างกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคำเตือนกันออกมาอยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการวิ่งไม่ถูกวิธี  ฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากให้การวิ่งของคุณสูญเปล่า หรือได้ผลร้ายกลับมาแทนที่จะเป็นผลดี....มาปรับเปลี่ยนการวิ่งของเราให้ถูกต้องตามวิธีของ สสส. กันดีกว่า                        1. ไม่ควรวิ่งลงปลายเท้า เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าแข้ง กล้ามเนื้อน่อง และเอ็นร้อยหวายอักเสบได้ง่าย เวลาวิ่งจึงควรใช้แรงจากกล้ามเนื้อโคนขา เพราะเป็นกล้ามเนื้อใหญ่ที่แข็งแรงและมีพลังมาก                        2.  ให้วิ่งยาว คือวิ่งในระยะทางมากๆจนกล้ามเนื้อปวดเมื่อย อาทิตย์ละครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากกล้ามเนื้อจะใช้พลังงานจากไกลโคเจนในการออกกำลังกาย ซึ่งกรณีที่เราใช้ไกลโคเจนหมด กล้ามเนื้อก็จะเริ่มสะสมใหม่ โดยครั้งใหม่นี้จะสะสมไว้มากกว่าคราวที่ผ่านมา นั่นก็หมายความว่า คราวหน้าเราจะวิ่งได้ไกลขึ้นนั่นเอง                        3.  วิ่งเร็วอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพราะการวิ่งเร็วทำให้ร่างกายทำงานหนัก ส่งผลให้ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้ต้องหันไปใช้วิธีให้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งวิธีนี้จะส่งผลให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายใหญ่ขึ้น เป็นการป้องกันการเป็นโรคหัวใจแบบธรรมชาติบำบัดได้เป็นอย่างดี                        4.  เวลาวิ่งให้หายใจโดยใช้กระบังลม เพราะการหายใจที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันคือการหายใจตื้น และสั้น ซึ่งไม่พอสำหรับการวิ่ง ดังนั้นจึงต้องกระบังลมเข้าช่วยเพื่อหายใจลึกและยาวขึ้น เราสามารถฝึกหายใจ โดยใช้กระบังลมได้ ด้วยการนอนหงาย เอาหนังสือวางบนหน้าท้องแล้วสังเกตว่า ถ้าหนังสือขยับขึ้นตอนสูดลมหายใจเข้า ลดลงตอนหายใจออกเป็นอันว่าใช้ได้ และควรยึดกล้ามเนื้อโดยให้ยึดวันละ 2 ครั้ง เพื่อเป็นการคลายกล้ามเนื้อ และลดอาการบาดเจ็บขณะวิ่ง                        วิ่งครั้งหน้า รับรองได้ประโยชน์กันเต็มๆ

 

                       50 วิธีประหยัดไฟ

วิธีประหยัดไฟฟ้า                                                                          

1.      ปิดสวิตซ์ไฟ  และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่เลิกใช้งาน

2.      เลือกอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีฉลากเบอร์  5

3.      ถ้าออกจากห้องเกิน 1 ชั่วโมง ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้ง

4.      หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศ

5.      ใส่เสื่อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพเมืองร้อน ช่วยประหยัดค่าไฟเครื่องปรับอากาศ

6.      ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส

7.      ตรวจสอบอุดรอยรั่วในห้อง และปิดประตูทุกครั้งก่อนใช้เครื่องปรับอากาศ

8.      หลีกเหลี่ยงการเก็บวัสดุที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศ

9.      ติดตั้งฉนวนกันความร้อนรอบพนังและบนเพดาน

10.  ใช้มู่ลี่ กันสาดป้องกันแสงแดดกระทบตัวอาคาร (เพื่อไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก)

11.  ติดตั้งอุปกรณ์  ควบคุมการปิดเปิดประตู  ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ

12.  ปิดไฟทุกพักเที่ยง

13.  ปูลกต้นไม้รอบ ๆ อาคารเพื่อเพิ่มความเย็นและบดบังแสงแดดให้อาคาร

14.  สร้างร่มไม้ใหญ่เพื่อลดอุณหภูมิให้อาคาร

15.  ปลูกพืชคลุมดินเพื่อลดความร้อนจากไอดิน

16.  หลีกเหลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่อมความร้อน  เช่น  เก้าอี้นวมหรือสักหลาดในห้องปรับอากาศ

17.  เลือกซื้อพัดลมที่มีเครื่องหมายมาตรฐานรับรอง

18.  ถ้าไม่จำเป็น ควรใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศ

19.  ใช้หลอดผอมจอมประหยัด

20.  ใชับัลลาสอิเลกโทรนิก  คู่กับหลอดผอม

21.  ใช้โคมไฟที่มีแผ่นสะท้อนแสง เพื่อช่วยกระจายความสว่าง

22.  ควรใช้สีอ่อนตกแต่งอาคาร เพื่อลดอุณหภูมิ ความร้อนจากภายนอกอาคาร

23.  ใช้หลอดที่มีวัตต์ต่ำกับการเปิดไฟทั้งคืน

24.  ติดตั้งไฟเฉพาะจุดแทนการเปิดไฟทั้งห้อง

25.  ใช้สีอ่อนภายในอาคารเพื่อให้ห้องสว่างขึ้น

26.  พยายามใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด

27. 

 

   บางเดื่อสาร

 15

ถอดหลอดไฟออกครึ่งหนึ่งในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างน้อย


 

28.  ปิดตู้เย็นให้สนิททุกครั้งหลังเปิด

29.  ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อย หรือนำของร้อนเข้าแช่ตู้เย็น

30.  ตรวจสอบยางประตูของตู้เย็นไม่ให้เสื่อม

31.  เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะสมกับขนาดของครอบครัว

32.  ละลายน้ำแข็งในตู้เย็นอย่างสม่ำเสมอ

33.  เลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียวประหยัดกว่า

34.  ตั้งสวิตซ์อุณหภูมิในตู้เย็นให้เหมาะสม

35.  ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะ  เวลารีดผ้าเพราะต้องใช้ไฟในการ     รีดมาก

36.  ดึงปลั๊กออกก่อนรีดผ้าเสร็จ เพราะสามารถใช้ความร้อนรีดต่อได้

37.  เสียบปลั๊กครั้งเดียว แล้วต้องรีดผ้าให้เสร็จ

38.  ใส่ผ้าให้เต็มเครื่องทุกครั้งที่ซักผ้า

39.  ตากเสื้อกับแสงแดดประหยัดกว่าการอบ

40.  ปิดโทรทัศน์ทุกครั้ง ที่ไม่มีคนดู

41.  ไม่ปรับจอโทรทัศน์ให้สว่างเกินไป

42.  ดูโทรทัศน์ร่วมกันเครื่องเดียวทั้งบ้าน

43.  เช็ดผมให้แห้งหมาดก่อนเป่าจัดทรงทุกครั้ง

44.  ใช้เตาแก๊สหุงต้มประหยัดกว่าเตาไฟฟ้า

45.  อย่าเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้ตลอดเวลา

46.  ดึงปลั๊กกาต้มน้ำไฟฟ้าออกทันทีเมื่อน้ำเดือด

47.  แยกสวิตซ์ไฟฟ้าออกจากกันทั้งบ้าน เพื่อสามารถเลือกเปิดปิดได้เฉพาะจุด

48.  ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ ที่ปล่อยความร้อน ในห้องที่มี เครื่องปรับอากาศ

49.  หมั่นซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้า

50.    อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ไว้ถ้าไม่ใช้งาน

 

                                 วิธีดูคน

วิธีดูคนมี  2  แบบ  คือ  แบบดูภายนอกและดูจากภายใน

 

          วิธีดูคนจากภายนอก  (ดูจิตสำนึกหรือดูบุคลิกภาพภายนอก)   ดูได้จาก

 

            1.  รูปร่าง  ทรวดทรง  ท่าทาง

 

                2.  สำเนียง   ภาษา   น้ำเสียง

 

                3.  แววตา

 

                4.  คำพูด  มารยาท  คุณสมบัติอื่นๆ

 

          วิธีดูคนจากภายใน  (ดูจิตใต้สำนึกหรือดูธาตุแท้ของเขาหรือบุคลิกภาพภายใน)ดูได้จาก

 

            1.  เมื่อยามเขาโกรธ

 

                2.  เมื่อยามเขารัก

 

                3.  เมื่อยามเขาเกี่ยวพันกับเงิน

 

                4.  เมื่อเขากินอาหารคนเดียวโดยไม่รู้ตัว

 

                5.  เมื่อเขาประสบปัญหา

 

                6.  เมื่อเขาสนุกสนานและประสบชัยชนะ

 

                7.  เมื่อเขาเศร้าใจและพ่ายแพ้

 

                8.  เมื่อเขาเผชิญกับภัยธรรมชาติ  หรืออุบัติเหตุ

 

                9.  เมื่อเขารับฟังเคราะห์ร้าย  ของคนอื่น

 

           10.  เมื่อเขาแพ้กีฬา

 

           11.  เมื่อเขาชนะกีฬา

 

           12.  เมื่อเขาอยู่ตามลำพัง

 

           13.  เมื่อยามเขาตกใจ

 

           14.  เมื่อเขารับฟังเคราะห์ดี  ของคนอื่น

 

           15.  เมื่อยามเขาพยายามจะเอาชนะใจคนอื่น

  

            ในเวลาเช่นนี้จิตใต้สำนึกจะโผล่ออกมาแสดงตัวได้มากขึ้น  เราจะรู้ธาตุแท้ของเขาได้มากขึ้นว่าเป็นคนเช่นไร

 

 

   บางเดื่อสาร 24
            อย่าคิดว่าสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตา  ได้ยินด้วยหู  เกี่ยวกับมนุษย์จะเป็นอย่างที่เราเห็น  หรือได้ยิน   ยังมีอีกมากมายที่เรายังไม่ได้สัมผัสหรือรู้จักจริงๆ  เกี่ยวกับตัวเขาซึ่งเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกซึ่งจะไม่เป็นอย่างที่เราคาดคิดเอาไว้ได้  เมื่อรู้จักมากขึ้นแล้วอาจจะแปลกใจหรือผิดหวังก็ได้  สมกับคำที่ว่า   จิตมนุษย์น้นไซร้  ยากแท้หยั่งถึง  
แม่ชีเทเรซ่า

ชีวิตที่ไม่ได้ช่วยคนอื่นคือชีวิตที่ไม่มีค่า
.
..
..
เหมา เจ๋อ ตุง

ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่ต้องการความช่วยเหลือ

ดอกบัวยังต้องอาศัยใบบัวค้ำชู

รั้วแถบหนึ่ง มีเสาค้ำอย่างน้อยสามต้น

คนเก่งคนหนึ่ง

ต้องมีคนช่วยอย่างน้อยสามคน
.
..
...

นโปเลียน

จงมองไปข้างหน้า เพื่อก่อความหวัง

จงมองไปข้างหลัง เพื่อแก้ความผิด

ถ้าไม่มีความหวัง ก็เหมือนคนสิ้นคิด

ถ้าไม่มีความผิด ก็เหมือนไม่ใช่คน

อิอิ....คริคริคริ....5555