ดินโคลนป้องน้ำ

ปิดเทอมต้นครานี้หนูตั้งใจไว้ว่าจะบันทึกให้ได้สักห้าเรื่องเป็นอย่างต่ำ(กลัวมือโปรG2Kจะบ่นเอา ถ้าบันทึกได้ไม่ครบ)
แต่เขียนไปเขียนมาเริ่มหมดเรื่องจะบันทึกแล้ว หันซ้ายหันขวาก็เห็นแต่น้ำจึงคิดว่าเห็นยังไงก็เขียนอย่างนั้นก็แล้วกันจึงเกิดบันทึกนี้ขึ้นมาค่ะเกี่ยวกับดินโคลน(ยังเอามาเขียนได้อีก)

น้ำที่บ้านหนูค่อยๆขึ้นทุกวันแต่ก็ยังดีที่ไม่ได้ขึ้นรวดเร็วเหมือนกับที่อื่นๆ
ตอนนี้เหลือที่ดอนพอให้ปลูกผักบุ้งจีนได้แค่สี่ร่องเท่านั้น
สงสัยน้ำคงอยากจะกินผักบุ้งจีนที่ไร่หนูซะแล้วตอนนี้
เตี่ยและแม่ก็ไม่ยอมท้อสู้ป้องด้วยกระสอบทรายถึงสามชั้นและใช้ไม้ตอกเป็นหลักเพื่อให้แน่นและกันกระสอบทรายหล่น

 

เตี่ยบอกว่าสงสัยจะไม่ไหวเพราะน้ำขึ้นทุกวันกระสอบทรายที่ป้องไว้น้ำก็รั่วมาก ต้องวิดน้ำบ่อยขึ้น ที่สำคัญคือไม่มีทรายเสริมคันกั้นน้ำแล้วด้วย ถนนสายหลักถูกน้ำท่วมหมดรถขนทรายไม่กล้าเข้า ถ้ารถจมจะได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งหนูก็เข้าใจนะคะแต่ก็ยังเสียดายสวนสี่ร่องอันน้อยนิดตรงนี้อยู่ดี เพราะเป็นรายได้หลักเพียงทางเดียวที่หล่อเลี้ยงครอบครัวในเวลานี้ แต่แม่ไม่คิดเหมือนเตี่ยท่านบอกว่าทรายหมดก็ให้ใช้ดินโคลนแทน(ที่บ้านเรียกขี้โคลน) หนูบอกแม่ว่า “แม่ทัพตายแล้วแม่หนูก็จะสู้ไม่สนใจใครทั้งนั้น”  เตี่ย หนู และน้องชาย(จิ๋ว) เลยต้องโกยโคลนกันยกใหญ่ เนื้อตัวเหม็นโคลนไปหมด มือเล็บก็เปลี่ยนเป็นสีดำๆ (ฮือๆอยากกลับมหาวิทยาลัยแล้วจ้า) 

 เตี่ยตักโคลนใส่กระป๋องส่งให้จิ๋วเทลงข้างร่อง
ทิ้งไว้หนึ่งวันเป็นอย่างต่ำเพื่อเป็นการทำให้น้ำตก
โคลนจะเหนียวและแข็งกว่าเดิมทำให้สร้างเป็นคันกั้นน้ำท่วมได้ในระยะหนึ่ง ถ้าใช้โคลนเหลวๆที่ตักขึ้นใหม่ๆเลยจะทำให้กั้นน้ำได้ไม่ดี โคลนจะไหลตามน้ำไปหมด แต่ว่าวิธีนี้ใช้ได้กับน้ำที่สูงไม่มาก ถ้าจะให้ดีต้องใช้ไม้ทำเป็นลางขนาบสองข้างให้โคลนอยู่ตรงกลางจะสามารถกลายเป็นคันกั้นน้ำเล็กๆได้
(ที่บ้านเรียกวิธีกั้นน้ำแบบนี้ว่าสุกเอาเผากิน)

 
หลังจากเสร็จงานโคลนก็เลยต้องไปซักผ้าเพื่อให้มือกลับมาขาวสะอาดเหมือนเดิม กว่าจะเสร็จปวดแขนเลยเพราะไม่ได้ทำงานหนักๆแบบนี้มาเสียนาน สุดท้ายก็เลยได้คันดินแบบนี้ค่ะ

สุกเอาเผากินจริงๆด้วย

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ