คนข้างกายของผู้เขียนเป็น ชาวกรุงเก่า เกิดที่อำเภอเสนา บ้านอยู่ริมคลอง ท้องทุ่ง ท้องนา เห็นเรื่องน้ำหลากมาตั้งแต่เด็กๆ อายุเขาตอนนี้เข้าห้าสิบเจ็ด เขาบอกว่าจำความชีวิตวัยเด็กราวสามถึงเจ็ดขวบได้ดี ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนการพัฒนาแบบสมัยใหม่และ เติบโตได้เห็นจุดเริ่มการพัฒนาแบบสมัยใหม่ที่เข้าไปยังหมู่บ้าน คือตั้งแต่มีแผนพัฒนาฯประเทศฉบับแรกนั่นเอง จนกระทั่งบัดนี้ที่เวลากว่าห้าสิบปีได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนวิธีคิดของผู้คน ส่งผลต่อการดำรงชีวิตที่นำพาคนไทยมาสู่ปัจจุบันยุค

ชวนชมภาพสลับฉาก คลายเครียดค่ะ

ผู้เขียนเคยทั้งอ่านหนังสือและฟังเรื่องราวที่กล่าวถึงฤดูน้ำหลากในสมัยก่อนและความสุข ความอุดมสมบูรณ์ที่มากับสายน้ำ วิกฤตน้ำท่วมแบบกรุงแตกเช่นนี้จึงมีเรื่องสงสัยใคร่รู้ไถ่ถามเขามากมาย เช่น สมัยก่อนเคยมีน้ำหลากแรงอย่างนี้หรือเปล่า น้ำหลากมาแล้วคนทำอย่างไร ผู้คนแก้ปัญหากันอย่างไร ฯลฯ ????

เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมที่น้ำกำลังทะลักเข้าท่วมเกาะเมืองแล้วเขาจำเป็นต้องฝ่าน้ำ นั่งรถ พายเรือ เข้าไปในเกาะเมือง โดยเข้าทางจุดตัดถนนสายเอเชียกับ ถนนโรจนะ เขาเล่าว่าการพายเรือบนถนนโรจนะ ซึ่งเป็นถนนเข้าเมืองสายหลัก เป็นการฝ่าฟันที่ทำเอาแทบขาดใจ

ผู้เขียนอยู่บ้านกับเจ้าหมาน้ำ วันนี้ ๑๒ ตุลาคม น้ำลงเห็นพื้นกระดานแล้ว

 

ให้นึกภาพน้ำหลาก น้ำมาจาก แม่น้ำใหญ่สามสายดังที่ได้อธิบายไปตอนก่อนหน้า น้ำทุกสายพุ่งเข้าเกาะเมืองจากทิศเหนือลงทิศใต้ กระแสน้ำแรงมาก เขาพายเรือเข้าเกาะเมือง จากจุดตัดถนนสายเอเชีย เข้าถนนโรจนะ คือพายตัดจาก ทิศตะวันตก ไปทาง ทิศตะวันออก เป็นการพายตัดกระแสน้ำจากฝั่งซ้ายไปฝั่งขวานั่นเอง

เขาบอกว่า ช่วงหนึ่งกระแสน้ำพุ่งใส่ด้านข้างเรือ แรงเหมือนกระสุน ส่งเรือกระเด็นเข้าไปในทางแยก เข้าไปไกลจากทางหลัก แต่เขาก็ยังพยายามฝ่าออกไปให้อยู่ในเส้นทางเดิม ทุกครั้งที่ผ่านช่วงที่เป็นซอย เป็นซอกตึก น้ำก็พุ่งใส่แรงมากราวกระสุนที่พุ่งรัวเข้าใส่เรือ ต้องประคองเรือสุดฤทธิ์จนแขนล้าไปหมด ระยะทางที่จะต้องเดินทางแค่ไม่กี่กิโลเมตร ใช้เวลาราว ๔ ชั่วโมงจึงถึงที่หมาย

หากไม่ใช่คนอยุธยาที่โตมากับการพายเรือจนชำนาญคล่องแคล่ว คงถูกซัดหายไปกับสายน้ำ

มองลงมาจากชั้นสามของเรือนที่ต่อใหม่

ลองฟังคนที่มีประสบการณ์ชีวิต เกิด เติบโต และเป็นคนที่รักอยุธยามากเพราะเป็นบ้านเกิด แถมภูมิใจมรดกศิลปวัฒนธรรมของราชอาณาจักรแห่งนี้จนมุ่งมั่นในการค้นหา เรียนรู้ พยายามถอดรหัส มหาสมบัติที่บรรพบุรุษทิ้งร่องรอยไว้ให้ เขาตอบคำถามที่สงสัยให้กับผู้เขียน ผู้เขียนก็พยายามเก็บความมาเรียบเรียงเท่าที่จะทำได้ค่ะ

  • สมัยก่อนหน้าน้ำหลาก ปกติน้ำที่มาถึงอยุธยาแรงอย่างที่เห็นในภาพข่าวหรือเปล่า? 

สมัยก่อน หน้าน้ำหลาก น้ำไม่ได้พุ่งแรงเช่นนี้ ปีนี้น้ำทั้งมาก ทั้งแรง ด้วยเหตุผลหลายอย่าง

น้ำมาก เพราะฝนตกมากทางเหนือ ห้ามกันไม่ได้ ผลจากโลกร้อน เอล นิญโญ่/ลา นิญญ่า กระมัง แต่ที่ร้ายแรงก็คือ ป่าไม้ที่ถูกทำลายไปมหาศาลทำให้ภูเขาไม่สามารถเป็นแหล่งซับน้ำฝนได้ กลายเป็นน้ำป่าถั่งโถมไหลบ่าเข้าทำลายสิ่งที่อยู่ใกล้ และทำให้เกิดดินโคลนถล่มด้วย

ซ้ำร้ายทางตอนเหนือที่เป็นต้นน้ำฝนตกมากทุกแห่ง แม่น้ำทุกสายส่งน้ำเข้าเขื่อนที่มีๆหลายเขื่อน จนเขื่อนรับไม่ไหว จึงปล่อยน้ำทุกเขื่อนแทบจะพร้อมๆกัน น้ำที่มาถึงอยุธยาจึงมากเหลือคณา

น้ำแรง สมัยก่อนแม่น้ำแต่ละสายที่ไหลมาถึงที่ราบลุ่มภาคกลาง ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำมากมายก็จะไหลผ่านเข้าไปตามสายน้ำย่อยๆเป็นสายน้ำสาขามากมายตามทางที่เรียกว่า แพรก แล้วก็เอ่อล้น หลากเข้าตามท้องทุ่ง ท้องนา สมัยก่อนหน้าน้ำจึงเห็นน้ำท่วมทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา น้ำจะค่อยๆมา ไม่เทโครมดุเดือด ดุดันเช่นปัจจุบัน

สมัยนี้ผู้คนอยู่อาศัยตามฝั่งแม่น้ำ เกิดเป็นเมืองใหญ่ๆ หรือชุมชนใหญ่ๆมากมาย มีถนน ตึกราม บ้านช่อง กั้นไม่ให้แม่น้ำล้นเข้าไปในทุ่งนาอย่างเคย น้ำที่ถูกกักในเขื่อนก็มีพลังสะสมอยู่แล้ว พอเขื่อนปล่อยน้ำ ทางน้ำก็ยังถูกบีบด้วยถนน สิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย และพนังกั้นน้ำหลายๆจุดไม่ให้น้ำไหล เข้าแพรก เข้านา อย่างแต่ก่อน น้ำจึงมีความแรงเพิ่มขึ้น และไหลล่องลงไปราวติดเทอร์โบ

น้ำที่พากรุงแตกปี ๒๕๕๔ ด้วยเหตุผลทั้ง น้ำมาก และ น้ำแรง ข้างต้น แม่น้ำสามสาย ที่ไหลมาจากทางเหนือทั้ง เจ้าพระยา ลพบุรี ป่าสัก จึงละลิ่ว เล็งเป้า เกาะเมือง อยุธยา ด้วยความเร็ว และ แรง

คูคลองที่ตายซาก ใน เกาะเมือง ที่เคยมี คู คลองมากมาย ทั้งเพื่อสัญจร และระบายน้ำที่หลากมาให้ออกไปจากเกาะเมือง บัดนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ดังว่าได้อีกต่อไป เพราะคนยุคนี้ ลืม หรือ ไร้ปัญญา ที่จะตระหนักรู้ว่า เส้นสายเครือข่ายคูคลองเหล่านี้มีบทบาทอย่างไร เอาแต่กั้นกระสอบทราย ทำคันดินกันน้ำ

 

  • ยุคปัจจุบันน้ำก็หลากมาทุกปี เรื่องน้ำเข้าถล่มเกาะเมืองปี ๒๕๕๔ ที่อธิบายมานี่ก็พอเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมน้ำถึงล้นข้ามถนนสายเอเชียไปท่วม นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ทั้งเฟส ๑ และ ๒ เสียหายหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆที่อยู่ห่างจากแม่น้ำตั้งไกล ?

ขอตอบสั้นๆว่า บริเวณที่น้ำหลากเข้าท่วมทุกที่ที่ปรากฏในข่าว เป็นเรื่องปกติของสมัยก่อน ที่นาในแถบอยุธยาจะมีน้ำท่วมทุ่งสุดลูกหูลูกตาในฤดูน้ำหลาก ที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งในอยุธยา เดิมคือพื้นที่นาทั้งนั้น

คนยุคนี้เชื่อทฤษฎีวิชาการ สร้างโรงงานทันสมัยใช้เทคโนโลยีสูงๆ เชื่อว่ามี เขื่อน แล้วจะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมไปได้ตลอดกาล ไม่มีอะไรหยุดยั้งธรรมชาติได้ สัจธรรมคือ อะไรที่ถูกปิดกั้น กักกัน ย่อมอยากแผลงฤทธิ์

คนข้างกายผู้เขียนกำลังทำโครงการออกแบบและก่อสร้าง ศูนย์วิปัสสนาเกษมธรรมทัต อยู่ที่แถวตำบลบ้านชุ้ง อำเภอนครหลวง ไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนนัก พื้นที่มีทุ่งนาล้อมรอบทุกด้าน เดิมก็เป็นที่นา

ก่อนน้ำท่วม ทุ่งนาเขียวขจี

จากคำบอกเล่าของชาวนาเขตบ้านชุ้ง น้ำจากแม่น้ำป่าสักไม่เคยล้นข้ามฟากเข้ามาท่วม นับตั้งแต่มี ถนนสายนครหลวง-ท่าเรือกั้นน้ำ เป็นเวลาติดต่อกันกว่า๕๐ปี

แต่ปีนี้น้ำที่เข้าท่วม เกาะเมือง แล้วลามออกทางถนนสายเอเชียก็ทะลักเข้าท่วม เป็นน้ำชุดเดียวกับที่ทะลักเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ แล้วดันย้อนเข้าไปทางอำเภออุทัย ซึ่งอยู่ติด อำเภอนครหลวง

 

น้ำเข้าท่วมทุ่งนา มองเห็นกุฏิปฏิบัติธรรมเรียงราย

น้ำท่วมทุ่งข้าวรอบๆทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ศูนย์วิปัสสนาฯ ที่ถมสูงและมีคันดินล้อมรอบกลายเป็นเกาะอยู่ได้แค่ค่อนคืน แล้วน้ำก็ไหลเข้าท่วมเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม เหมือนกัน โชคดีวันนี้ ๑๒ ตุลาคม น้ำเริ่มลด

ทางเข้าศูนย์ฯ

ความเสียหาย เดือดร้อน มีกันถ้วนหน้า ทั่วแผ่นดิน ดังนั้นจึงต้องมีสัมมาทิฐิหรือความเห็นที่ถูกต้องในการวินิจฉัยปัญหาและทางแก้ มิฉะนั้นก็จะพากันแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีและใช้เงินมหาศาลหาทางเอาชนะธรรมชาติอยู่ร่ำไป

ตอนหน้าจะเล่าต่อว่าเขาตอบคำถามใหญ่สองข้อนี้อย่างไร และขอเชิญมาช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์และให้ความคิดเห็นด้วยนะคะ

  • สมัยก่อนเมื่อน้ำหลากมา คนอยุธยาทำอย่างไร?
  • หากเหตุปัจจัยที่น้ำหลากพากรุงแตก ปี ๒๕๕๔ ที่อธิบายเช่นนี้ เป็นจริง แล้วเกาะเมืองจะดำรงอยู่อย่างไร จะล่อเป้ากันทุกปีไปเรื่อยๆอย่างนี้หรือ แล้วคนทั้งนอกและในเกาะเมืองล่ะ  เพราะ ภาวะโลกร้อนมีแต่จะทำให้แถบเอเชียฝนตกมาก มีพายุมาก พาฝนมาถล่มบ่อยขึ้นทุกปีๆ ยิ่งพูดถึงเขื่อน น้ำท่วมหนักๆอย่างนี้ คนกลัวน้ำท่วมยิ่งอยากสร้างเขื่อนมากั้นน้ำ ชะลอน้ำ