แผนที่โบราณของ เกาะเมือง ที่ชาวยุโรปวาดไว้เมื่อเข้ามาปลายสมัยพระเจ้าปราสาททอง เกาะเมืองนี้จะมีกำแพงล้อมรอบ

 

แผนที่โบราณ

ข้อมูลจากหนังสือ อยุธยา สำนักพิมพ์สารคดี บทที่ว่าด้วยการรู้จักจังหวัดอยุธยา โดย สมบัติ พลายน้อย และ ปาริชาต เรืองวิเศษ หน้า ๔๒ กล่าวไว้ว่า พ่อค้าชาวฮอลันดา ชื่อ โยส เซาเต็น ได้ บันทึกพรรณนาความมั่งคั่งและชัยภูมิของราชอาณาจักรอยุธยาไว้มากมาย ผู้เขียนขอตัดตอนยกมา เฉพาะที่กล่าวถึงชัยภูมิ คือ “...พระนครศรีอยุธยาอยู่ในภูมิฐานที่ดีและมั่นคง สุดวิสัยที่ข้าศึกศัตรูจะโจมตียึดครองได้ง่ายๆ เพราะทุกๆปี น้ำจะท่วมขึ้นมาถึง ๖ เดือน ทั่วท้องที่นอกกำแพง จึงเป็นการบังคับให้ศัตรูอยู่ไม่ได้ ต้องล่าถอยทัพไปเอง...” 

 

วันนี้ผู้เขียนขอ รำพึง รำพัน กับตนเองถึงสิ่งที่ ประสบพบ เห็น ได้ยินระหว่างน้ำท่วม น้ำหลากปีนี้สักนิดค่ะ

  • กำแพงเมืองในกาลก่อน ปัจจุบันคือ ถนน ที่รถวิ่งรอบเกาะเมืองนั่นเอง
  • นอกจากแม่น้ำ ๓ สายรอบเกาะเมืองแล้ว (แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี) ภายในเกาะเมืองยังเคยมีคูเล็ก คูน้อย  คลองขุดมากมายเชื่อมต่อ “ดุจร่างแห” จนได้ชื่อว่าเป็น เวนิสตะวันออก ปัจจุบัน(ก่อนที่น้ำจะท่วม)คลองเหล่านี้ถูกปล่อยให้ตื้นเขิน มองลงไปมีแต่น้ำเน่าและขยะ เช่น คลองมะขามเรียง ซึ่งสมัยโน้น เรือสำเภาสามารถล่องเข้ามาได้ และบางแห่งถูกถมไปเป็นถนนเสียแล้ว 
  • เมืองไทยมีเทคโนโลยีการสื่อสารไม่แพ้ใคร ใช้ไปได้ทุกที่ ทุกเรื่อง ยกเว้น การแจ้งเตือนภัย ที่มีประสิทธิภาพ

 

  • เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยเพียงใดที่เมืองไทยมี การแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็ยังใช้แรงคน กระสอบทราย และคันดิน
  • น้ำหลาก เคยเป็น ฤดูกาล สิ่งที่มากับน้ำหลาก คือ ตะกอนดินอันอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันตะกอนดินอันอุดมสมบูรณ์ตกอยู่หลังเขื่อน มีแต่น้ำปล่อยมา ชาวนาแถบที่ราบลุ่มเจ้าพระยาจึงต้องระดมปุ๋ยไม่ยั้ง เปลี่ยนวิถีทำนาแทบจะสิ้นเชิง เพราะควบคุมน้ำให้ทำนาได้ปีละมากกว่าสองครั้ง จากที่เคยทำนาปี คือ ปีละครั้ง
  • เถียงกับคนข้างกายว่า อย่างไรคนสมัยนี้ก็ต้องมองน้ำหลากเป็นภัย เพราะทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินมหาศาล เช่น นิคมอุตสาหกรรมน้ำทะลักท่วมไปแล้วสองแห่ง เขาตอบว่า นิคมอุตสาหกรรมมาเกิดทีหลัง น้ำหลากเกิดเป็นประจำตั้งแต่อดีตกาล อย่าประเมินธรรมชาติต่ำไป
  • เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม มีข่าวจระเข้ ๒๕ ตัวหลุดจากฟาร์มแห่งหนึ่งในอยุธยา จับได้เจ็ดแปดตัว ที่เหลือว่ายลงทุ่งนาที่น้ำท่วมเจิ่งนองเหมือนสมัยโบราณไปแล้ว เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า คนอยุธยายุคนี้คงต้องปรับมาเป็น ปล่อยจระเข้เข้านา

 

นาข้าวในทุ่งแถบนครหลวงเมื่อกว่าสัปดาห์มาแล้ว ป่านนี้น้ำท่วมทุ่งหมดโผล่แต่ยอดข้าว

 

  • ดูทีวีได้เห็นหลายชุมชนพยายามเรียนรู้จากบทเรียนน้ำท่วมที่ผ่านๆมา เช่นการสำรวจเพื่อป้องกันพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม ชาวสวนแถวนครปฐมบางรายเริ่มเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกให้เป็นพืชน้ำท่วมไม่ตาย โดยเปลี่ยนจากฝรั่งมาปลูกเตยหอม ชาวนามีการวางแผนร่วมกันในการทำนาแค่ปีละสองครั้ง โดยครั้งที่สามที่จะคาบเกี่ยวกับหน้าน้ำ จะเปลี่ยนเป็นปลูกพืชอื่น นี่เขาคิดกันเองในชุมชน ใช้ สติและปัญญาร่วมกันปรับวิถีชีวิตใหม่ น่ายกย่องและสนับสนุนให้วิธีคิดพึ่งตนเองได้เช่นนี้กว้างขวางออกไปมากๆ
  • หลายชุมชนอพยพไปพึ่งวัด ผู้เขียนคิดว่าดีมาก ได้ทั้งที่พึ่งกาย พึ่งใจ แต่นักข่าวเด็กๆกลับมองว่าแย่มากที่คนไม่มีที่อยู่ต้องไปพึ่งวัด ขอให้ทางราชการมาช่วยอพยพคนออกไปจากวัด ไม่ทราบคิดอะไร นี่เป็นโอกาสดีที่จะฟื้นฟูบทบาทของวัด-พระ กับชุมชน
  • การช่วยเหลือคนยากลำบากที่พึ่งตนเองไม่ได้ ก็ต้องทำอย่างแข็งขัน เร่งด่วน ในขณะเดียวกัน ตัวอย่างดีๆในวิธีคิดพึ่งตนเองของชาวบ้าน การที่หลายคนที่อยู่ริมน้ำมาหลายชั่วคนเขารู้จักทำใจและบอกว่าพออยู่ได้ ไม่ต้องการอะไร ให้ไปช่วยคนที่ลำบากกว่า แต่สื่อก็พยายามถามนำให้เขาตอบว่าเป็นทุกข์ให้ได้ ดูแล้วน่าสงสารผู้สื่อข่าวที่อ่อนต่อโลก อ่อนต่อการที่จะเข้าใจวิถีคนริมน้ำ

 

หมาน้ำ

  • เขาเล่าว่า หน้าน้ำ ยุคก่อน เขาทันได้เห็นชาวอยุธยา ใช้เรือ หลากหลายชนิด ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ เรือ และท้องทุ่ง ท้องนา เรือเป็นสมบัติสำคัญของชาวบ้านแต่ละบ้าน ขนาดทำประชันฝีมือกัน ทั้งเรือขุด เรือต่อ ทำจากไม้ หน้าน้ำยุคนี้ผู้คนเดือดร้อนเหมือนถูกจองจำในบ้านตัวเอง เพราะไม่มีเรือประจำบ้านไว้ใช้ รอเขามาแจก ของไม่พอก็ทะเลาะกันอีก แค่มีเรือไฟเบอร์กลาสก็ยังดี
  • น้ำที่พุ่งทะลักเข้าท่วมเกาะเมืองมีกระแสที่พัดแรงมาก เพราะถูกบีบอัดเมื่อผ่านตรอกซอกซอย คนข้างกายต้องเข้าไปในเกาะเมือง จึงเอาเรือไฟเบอร์ใส่รถปิคอัพจากปากท่า พอไปถึงหัวถนนโรจนะ ยกเรือลงพายเข้าไป ใช้เวลาสองชั่วโมงยังไปไม่ถึงครึ่งทางของที่หมาย น้ำแรงมาก เขาบอกว่าพายซะพุงแทบยุบ ผู้เขียนบอกว่าพุงคงไม่ยุบแต่จะหัวใจวายซะก่อน
  • อยุธยาศึกษาเพื่อการออกแบบและพัฒนาเอกลักษณ์เมือง หรือ อยุธยาบุรีเทวี ของเขาที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสักเหมือนกันแต่อยู่ในเมือง ก็น้ำท่วมชั้นล่างหมด ขนาดตอนจะสร้างเขาถมที่ใช้ระดับที่น้ำท่วมสูงสุดเมื่อปี ๒๕๓๘ ซึ่งหนักมาก แล้วบวกเข้าไปอีก ๒ เมตร น้ำยังท่วมชั้นล่าง ต่อไปหน้าน้ำคงได้คิดกิจกรรมให้สอดคล้องกับธรรมชาติที่เปลี่ยนไป

 

  • สุดท้าย ผู้เขียนยังอยู่บ้านริมน้ำป่าสักปลอดภัย มีความสุขตามอัตภาพแห่งฤดูกาล มีปัญหาให้ต้องแก้ ต้องจัดการรายวัน ที่อยู่ได้เช่นนี้เพราะ เรียนรู้ภูมิศาสตร์ ใช้ภูมิปัญญาในการให้บ้านเป็นชัยภูมิ ป้องกัน บรรเทาภัยจากกระแสน้ำด้วยแนวต้นไม้ทนน้ำ ที่หน้าท่า จัดการเรื่องไฟฟ้าให้ปลอดภัย มีระบบไฟฟ้าชั้นบนอยู่ได้เหมือนปกติ วางแผนระบบสุขาสมัยใหม่ที่ใช้ได้แม้น้ำท่วม แต่ไม่ประมาทมีน้ำใส่ตุ่มไว้หลายใบ หากเขาตัดไฟเมื่อน้ำท่วมสูงกว่านี้ แสงสว่างก็เตรียมตะเกียงใช้น้ำมันก๊าดและเทียนสำรองไว้ สำหรับอาหารเนื่องจากเป็นคนไกลตลาดและมีแขกมาเยือนบ่อยจึงมักซื้อข้าวสาร อาหารแห้งไว้พอประมาณ การเข้าออกบ้าน มีเรือ ไว้ใช้ ๒-๓ ลำ ตามโอกาส รวมทั้งมีความสัมพันธ์ทีดีกับคนรอบบ้าน และ มิตรที่อยู่ห่างไกล

 

เมื่อเราไม่ประมาทดูแลตนเองได้พอควร จึงสามารถพอช่วยคนอื่นได้เช่นกัน คนข้างกายเชื้อเชิญ ชักชวนกัลยาณมิตร และผู้ใจบุญหลายคณะส่งของมาบรรเทาทุกข์ชุมชนริมน้ำที่ลำบากมากๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะจากมูลนิธิเพื่อโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารมากันร่วมสามสิบคน แจกของเสร็จแล้วผู้เขียนเชิญมาทานอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายที่บ้านทั้งๆน้ำท่วมนี่แหละ เขาพายเรือกันเข้ามา แทบทุกคนเกือบไม่เชื่อว่าผู้เขียนจะอยู่ได้ดีท่ามกลางน้ำท่วม อย่างไม่เป็นทุกข์ ต่างพูดกันว่าตั้งแต่เกิดมาไปมาหลายที่ที่น้ำท่วมเห็นแต่น้ำท่วมทุกข์ รันทด เพิ่งเห็นที่บ้านเราเป็นแห่งแรกที่เป็นบ้านน้ำท่วมมีความสุข สงบงาม

 

 

ที่จริงไม่ใช่เรามีความสุขฟูฟ่อง เพียงแค่เราไม่ทำให้ปัญหา ความเดือดร้อน กลายมาเป็นความทุกข์ ใช้สติมากๆ และใช้ปัญญาเท่าที่จะพอมีแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องทำใจให้รับได้และดำเนินชีวิตต่อไป

 

สี่ห้าวันมานี้ แม่น้ำป่าสักที่แถบบ้านดูทรงๆตัวขึ้นไม่มาก ตอนนี้สูงกว่าในภาพสักห้าเซนติเมตร ยังเหลืออีกราวยี่สิบห้าเซนติเมตรจะถึงพื้นในบ้านชั้นสองค่ะ

 

 

เดี๋ยวรอดูน้ำจากเหนือที่จะถูกปล่อยมาวันที่ ๑๐ ตุลาคม ที่จะชี้ชะตาอีกรอบ เก็บของเตรียมพร้อมแล้วค่ะ

ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนและระดมกันช่วยพี่น้องชาวไทยทุกคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันค่ะ