กินลม ชมวิว ขี่ม้า ทุ่งหญ้า ป่าสน น้ำตก สุขสุดๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม
เช้าวันที่ 24 กันยายน อิชั้นตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะเพื่อนอิชั้นมาโม้ไว้ว่าบรรยากาศทะเลสาบดาลยามเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสวยมากๆ มีหมอกลอยขึ้นจากผิวน้ำเลย อิชั้นจึงยอมแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาชมความงาม ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ บรรยากาศยามเช้าดีมากมาย ยิ่งถ้าได้กาแฟร้อนๆ หอมกรุ่น ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะจะได้ข่มความหนาวเหน็บไปได้บ้าง ตอนเช้าๆ จะมีชาวบ้านออกมาหาปลาด้วยค่ะ เห็นได้ปลาไปหลายตัวเหมือนกัน เคยนึกสงสัยเหมือนกันว่าน้ำในทะเลสาบดาลลึกแค่ไหนกันนะ


นั่นแน่ พ่อค้าเรือดอกไม้เห็นพวกเรายืนอยู่หน้าระเบียงบ้านเรือ พี่แกรีบจ้ำเรือจากฝั่งตรงกันข้ามรี่เข้ามาหาพวกเราเลยค่ะ เหมือนพวกเราเป็นตัวเรดาร์ส่งสัญญาณอย่างไรอย่างนั้น ยืนหน้าระเบียงบ้านเรือไม่ได้เลย พ่อค้าเร่เข้ามาหากันใหญ่ แต่พวกเราก็ไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ แค่ถ่ายรูปสวยๆ ไว้เท่านั้น

พวกเรานัดกับทาริคที่ท่าเรือเวลาเดิมค่ะ 09.30 น. จุดหมายปลายทางของวันนี้คือพาฮาลแกมค่ะ (Pahalgam) หรือหุบเขาแกะ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นหมู่บ้านของคนเลี้ยงแกะ อยู่ห่างจากศรีนากาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 95 กม. พาฮาลแกมเป็นเมืองที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2130 ม. ด้วยความงามของทุ่งหญ้าและป่าสน พาฮาลแกมจึงเป็นสถานที่ที่ถูกใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์อินเดียมาแล้วหลายต่อหลายเรื่อง อิชั้นสังเกตเห็นว่าเส้นทางไปพาฮาลแกมจะมีทหารยืนตรึงกำลังมากเป็นพิเศษ ทุกๆ ร้อยเมตรเลยก็ว่าได้ มีทั้งยืนอยู่บนหลังคาบ้าน ทุ่งนา ป่าไม้ ปั๊มน้ำมัน พี่แกอยู่ทุกที่เลยค่ะ
เช่นเคยค่ะ อิชั้นก็ตื่นเต้นกับสองข้างทางไปได้เรื่อยๆ ทาริคก็ทำหน้าที่เป็นไกด์บรรยายสิ่งสำคัญๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ แล้วก็ไม่พลาดที่จะแวะจอดถ่ายรูปตามรายทางไปเรื่อยเปื่อย


เมื่อคืนอาจ๊าดเจ้าของบ้านเรือบอกว่าวันนี้พวกเราจะได้เห็นทุ่ง Saffron ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เอามาทำชาแคชเมียร์ พวกเราตี่นเต้นกันใหญ่ นึกว่าจะได้ตะลุยเข้าไปถ่ายรูปกับทุ่งดอกไม้สีม่วงๆ ที่ไหนได้มันก็เป็นทุ่งแซฟฟรอนจริงๆ ค่ะ แต่ว่าเพิ่งปลูกลงดิน เห็นแต่ทุ่งดินโล้นๆ เซ็งเป็ดเลย ทาริคบอกว่าอีกประมาณเดือนหนึ่งดอกถึงจะบาน เฮ้อไม่ทันและ ไม่เป็นไร เอาไว้โอกาสหน้าละกันนะ

ระหว่างทางทาริคจอดรถที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อให้พวกเราแวะดื่มชากับขนมปังแคชเมียร์กันค่ะ พอจอดรถปุ๊บ พวกเราแตกฮือปั๊บเหมือนปล่อยไก่ออกจากเล้าเลยค่ะ ตื่นเต้นวิ่งแยกย้ายถ่ายรูปกันจ้าละหวั่น จริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่มันเป็นความตื่นเต้นมากกว่า เหมือนเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันแตกต่างจากบ้านเกิดเรา เราก็เลยเห็นว่ามันน่าสนใจ สิ่งที่อิชั้นสนใจเป็นพิเศษก็คือหน้าตาคนแคชเมียร์ค่ะ เด็กส่วนใหญ่หน้าตาน่ารักมาก ผู้หญิงสาวสวยมาก และผู้ชายหนุ่มก็หล่อๆ เยอะ เด็กกับผู้ชายแคชเมียร์ดูท่าจะชอบถ่ายรูป แต่ผู้หญิงนี่ซิเขินอายกล้องมาก พอส่องกล้องไปทีไร เธอหันหน้าหลบทันทีเลยมีรูปเด็กๆ กับหนุ่มๆ แคชเมียร์มาฝากค่ะเพื่อมายืนยันว่าหน้าตาเค้าดีจริงอะไรจริง


ที่นี่อิชั้นเจอผู้ชายในฝันด้วยนะคร๊า เห็นยืนเกาะรถอยู่ เหมือนมีแม่เหล็กดูดเข้าไปหาเลยคร๊า ไปถ่ายรูปเค้าซึ่งๆ หน้าเลย พี่แกก็ขอดูรูปตัวเองด้วย แล้วถามอิชั้นว่า “มากินน้ำชาเหรอ” อิชั้นก็ตอบด้วยความมึนงงว่า “ใช่ค่ะ” หนุ่มก็เลยตามมานั่งคุยด้วยที่ร้านน้ำชา กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด คุยกันได้ซักแป๊บค่ะ เลยรู้ว่าเค้าเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ค่ะ วันที่อิชั้นไปเป็นวันเสาร์ค่ะ แต่ว่าโรงเรียนเปิดเรียนค่ะ ถึงได้รู้ว่าที่แคชเมียร์เขาเรียนกันตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์แค่วันเดียว


และที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคืออิชั้นอยู่ที่นี่มาก็หลายวันแล้ว สังเกตตลอดตามตลาดหรือถนนหนทางในเมืองเนี่ย แทบจะไม่เห็นผู้หญิงกับผู้ชายเดินเคียงคู่กันเลย (นอกจากนักท่องเที่ยว) ดูเผินๆ เหมือนกับว่าเมืองนี้มีแต่ผู้ชาย ผู้หญิงอาจจะมีให้เห็นบ้างตามในรถ ตามท้องทุ่งนา และด้วยความสงสัยอิชั้นก็เลยถามอาจ๊าดเจ้าของบ้านเรือว่าผู้หญิงแคชเมียร์เขาทำอาชีพอะไรกันทำไมไม่เห็นออกมาทำงานนอกบ้านกันเลย อาจ๊าดบอกว่าผู้หญิงแคชเมียร์จะเป็นแม่บ้านกันค่ะ อิชั้นได้ถามพ่อบ้านต่อค่ะว่า “ทำไมไม่เห็นหญิงชายควงคู่เกี่ยวก้อยกันตามถนนหนทางบ้าง” พ่อบ้านบอกว่า “ผู้หญิงกับผู้ชายแตะเนื้อต้องตัวกันถือเป็นเรื่องไม่สมควรค่ะ” ตามโรงเรียนผู้หญิงกับผู้ชายก็แยกโรงเรียนกัน ถ้าเกิดว่าผู้ชายแตะต้องเนื้อตัวผู้หญิงถ้าตำรวจเห็นก็จะโทรไปถามที่บ้านเลยค่ะ ด้วยความสงสัยเข้าไปอีก เอ้ แล้วอย่างนี้เขาจะไปจีบกันตอนไหนเนี่ย งง จัง แล้วจะแต่งงานกันได้อย่างไร ก็เลยถามพ่อบ้านต่อ พ่อบ้านบอกว่า พ่อแม่ของ หญิง ชาย แต่ละฝ่ายจะนัดทั้งคู่มาเจอกันค่ะ ถ้าถูกใจก็เซย์เยส (Yes) ถ้าไม่ถูกใจก็เซย์โน (No) โห ยังมีประเพณีแบบนี้อยู่อีกหรือ แต่พ่อบ้านก็แถมท้ายมาว่าตอนนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วเพราะมีเทคโนโลยีมือถือเข้ามา ทำให้หญิงชายแอบโทรนัดกันไปเที่ยวไกลหูไกลตาพ่อแม่น่ะค่ะ
มีอีกเรื่องหนึ่งที่อิชั้นสงกะสัยเหมือนกัน อิชั้นสังเกตมาหลายวันล่ะผู้ชายที่นี่จะเดินด้วยกันเป็นกลุ่มบ้าง คู่บ้าง อันนี้ไม่สงสัย แต่มีแบบว่าเดินกอดคอกันอันนี้ก็ไม่ค่อยสงสัย แต่มีอีกแบบว่าเดินจับมือกันชักเริ่มตะหงิดๆ จับมือไม่เท่าไหร่ มีเดินเกี่ยวก้อยกันเลยคร๊า อันนี้สงสัยมากๆ ค่ะ ถ้าเป็นเมืองไทย เกย์ชัวร์ป้าบ แต่ที่นี่ก็ไม่แน่ใจ อิชั้นได้เจอหนุ่มแคชเมียร์แท้ๆ ที่สนามบินศรีนากาวันบินกลับนิวเดลีน่ะคร๊า (แกทำงานในเมืองไทย ทำงานเกี่ยวกับอิมพอร์ตเอ็กพอร์ตผ้าแคชเมียร์ไปขายที่กรุงเทพฯ) ได้มีโอกาสได้คุยกันซักครึ่งชั่วโมง อิชั้นยิงคำถามที่เก็บความสงสัยไว้เลยคร๊า ถามเค้าว่า “ชั้นมีคำถามหนึ่งคำถามอยากรู้มากเลย ที่แคชเมียร์เนี่ยมีเกย์หรือเปล่า เห็นผู้ชายเดินเกี่ยวก้อยควงคู่กันมันแปลกๆ นา” พี่แกหัวเราะร่วนเลยคร๊า เพราะพี่แกทำงานที่กรุงเทพมาสองปีแล้วก็เลยพอจะเข้าใจเรื่องกงเกย์อะไรเนี่ย แกบอกว่าก็มีนะ แต่อาจจะแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรชายน่ะค่ะ
อิชั้นว่าอิชั้นเริ่มจะพาออกทะเลแล้วล่ะค่ะ วันนี้จะพาไปเที่ยวพาฮาลแกมแต่ดันพาออกนอกเส้นทางไปเรื่อง หญิงๆ ชายๆ เกย์ๆ เอาละค่ะกลับเข้ามาค่ะ มาเดินทางต่อไปพาฮาลแกมกันเถอะ ระหว่างทางทาริคก็พาแวะธารน้ำตกค่ะ น้ำเย็นเจี๊ยบเหมือนเช่นเคยค่ะ น่ามาปิกนิกตรงนี้จัง

เอาล่ะคร๊ามาถึงพาฮาลแกมแล้ว ที่นี่เราจะขี่ม้าขึ้นไปชมความงามชมวิวบนยอดเขาและป่าสนกันค่ะ ระยะทางไปกลับก็ประมาณ 4 กม. ค่ะ (ไป 2 กม. กลับ 2 กม.)ราคาม้าเหมือนเดิมค่ะคนละ 600 รูปี แต่ขอบอกว่าทางที่นี่ไม่หมูเหมือนวันที่ไปขี่ม้าที่โซนามาร์คนะคะเพราะที่นี่ทางชันมากคร๊า แล้วก็ไต่เขาไปเรื่อยๆ สูงด้วยค่ะ แล้วทางดีๆ กว้างๆ ม้ามันไม่ชอบเดินนะคะ มันชอบเดินไหล่ถนน ไหล่เขา อิชั้นและเพื่อนๆ แอบคิดในใจว่าถ้าม้ามันเกิดสะดุดแล้วตกเหวลงไปเนี่ย จะตายหรือป่าวนะ หรือแค่สลบ มีครั้งหนึ่งม้าของเพื่อนอิชั้นคนหนึ่งแตกแถวไปเดินอยู่ไหล่เขาตัวเดียวเลยคร๊า เห็นแล้วเสียวแทน เพื่อนอิชั้นบอกว่า “เธอมิได้เป็นคนควบคุมม้า แต่ม้าเป็นคนควบคุมเธอ” อิชั้นฟังแล้วก็ขำไม่หายเลย เออ จริงของมันแหะ



ระหว่างทางขึ้นเขาลงเขาก็จะเจอธารน้ำตกเรื่อยๆ ค่ะ มีตลอดทาง ธรรมชาติบริสุทธิ์มากค่ะ คนจูงม้าก็ปล่อยให้พวกเราดึ่มด่ำกับบรรยากาศ นั่งถ่ายรูปเล่นกันจนหนำใจก็ออกเดินทางต่อค่ะ




ระหว่างทางพวกเราเจอยิปซีอีกแล้วค่ะ ยิปซีเยอะจริงๆ เจอตลอดเลย กำลังย้ายบ้านไปไหนกันก็ไม่รู้ค่ะ คนจูงม้าให้เราหยุดถ่ายรูปกันอีกค่ะ ตรงนี้สวยมากๆ เลยจะมีดอกไม้ดอกเล็กๆ ขึ้นแซมกับหญ้าเขียวๆ สวยมากเลยค่ะ ระหว่างทางกลับอิชั้นก็งัดเอาไอพอดที่พกมาด้วยมาเปิดฟังเพลงเพราะๆ ตอนขี่ม้าลงเขาค่ะ สุขเหลือเกิน ไม่มีสุขใดจะเท่าแล้วที่ได้ฟังเพลงบนหลังม้าท่ามกลางทุ่งหญ้าและป่าสน



พวกเราให้ทิปคนจูงม้าสองคนคนละ 200 รูปีค่ะ อิชั้นอยากจะให้ทิปส่วนตัวกับคนจูงม้าเพิ่มอีก แต่ก็ไม่ได้ให้ค่ะ เพราะพี่แกเทคแคร์ดูแลอิชั้นดีเหลือเกิน คอยจับ คอยจูง ตอนขึ้นลงเขาตลอดทาง ประทับใจจริงๆ

ระหว่างทางกลับที่พักทาริคแวะที่ตลาดซื้อขนมให้พวกเราค่ะ เป็นขนมปังกรอบๆ แกบอกว่าอร่อยมาก อิชั้นว่ามันกรอบแห้งๆ เกินไปค่ะ กินแล้วติดคอ พวกเราก็เลยกินได้แค่คนละครึ่ง เพื่อนอิชั้นก็เริ่มเลื้อยๆ ไปหยิบถุงมาแล้วก็แอบทิ้ง อิชั้นเห็นก็เลยแอบเลื้อยไปทิ้งอีกเหมือนกัน เพื่อนอีกคนเห็นก็เลยทำตามบ้าง เกรงใจคนซื้อให้นะค่ะ รสชาติมันก็โอเคอยู่นะ แต่มันแห้งไปหน่อย

ว้าวววววววววววว พระอาทิตย์กำลังตกสวยได้ที่ ทาริคเห็นพวกเราแชะรูปไม่หยุดก็เลยจอดรถให้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกแป๊บนึงค่ะ

ต่อจากนั้นก็ตามที่ทาริคบอกไว้ตั้งแต่ขาไปว่าขากลับจะพาแวะซื้อชา Saffron ค่ะ ที่นี่จะมีชาให้ทดลองดื่ม ในแก้วผสมเยอะค่ะ มีแซฟฟรอน ซินนามอน เม็ดอัลมอนด์ (คิดว่านะ) ถั่วอะไรอีกไม่รู้ รสชาติจะหวานๆ อร่อยดีค่ะ นอกจากนั้นก็จะมีวอลนัท แอพพริคอทตากแห้ง อื่นๆ อีกจิปาถะมาให้ลองชิม พวกเราก็ชิมกันทุกอย่างล่ะ แล้วก็ได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านจากที่นี่กันค่ะ ขอบอกว่าชาแซฟฟรอน แพงมากค่ะกรัมละ 200 รูปีนั่นก็หมายถึงว่ากิโลกรัมละ 20000 รูปี แพงทีเดียว พวกเราซื้อมาลองกันคนละ 1 กรัมเองค่ะ แต่ก็ชงได้หลายแก้วอยู่ พ่อค้าบอกว่าหนึ่งแก้วใส่ชาไปแค่ 5 กลีบก็พอค่ะ


ตอนใกล้จะถึงที่พักทาริคเห็นพวกเราเอาผ้าพันคอมาห่อตัวก็เลยถามว่า “หนาวมั๊ย” อิชั้นก็เลยตอบว่า “หนาวนิ๊ดนึง แต่เบาแอร์ลงซักนิดก็ดีนะคะ” แต่ทาริคปิดแอร์เลยคร๊า แล้วก็เปิดฮีทเตอร์ในรถแทน บัดที่นี้มันก็ร้อนซิคร๊า เพื่อนอิชั้นบอกว่า “เหมือนอยู่ในซาวน่าเลยทีเดียว” อิชั้นก็เลยอ้อมแอ้มบอกทาริคว่า “ร้อนไปนิ๊ดนึง เปิดแอร์ดีกว่านะ แต่เปิดนิ๊ดเดียวก็พอ” ทาริคก็เปิดแอร์ให้ค่ะ แต่แค่นิ๊ดเดียวจริงๆ แต่อิชั้นไม่กล้าเรื่องมากแล้วอ่ะค่ะ ก็เลยทนร้อนกันไปจนถึงท่าเรือ
พอกลับมาถึงบ้านเรือ พวกเราก็หนีไม่พ้นพ่อค้าขายเปเปอร์มาเช่ เพราะบังแกเพียรเฝ้าพวกเรามาหลายวันแล้ว วันนี้พวกเราจึงต้องมาฟังอาบังพรีเซ็นต์สินค้าค่ะ เพื่อนอิชั้นจากที่ไม่อยากได้ กลับอยากได้ขึ้นมาเลยค่ะ แสดงให้เห็นว่าถ้ามีโอกาสในการพรีเซ้นต์สินค้าเมื่อไหร่ เมื่อนั้นโอกาสในการขายก็จะเพิ่มมากขึ้นค่ะ เท่าที่อิชั้นหาข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ตคนที่เคยไปมาแล้วบอกว่าให้ต่อราคาลง 50-70เปอร์เซ็นต์ไปเลยเพราะมาขายถึงที่แบบนี้จะอัพราคาสูงมาก อิชั้นก็ต่อเลยค่ะครึ่งราคา แต่พี่แกทำหน้ายังกะว่า Impossible มันเป็นไม่ด๊ายยยยยยยยยยยย แล้วพี่แกก็ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ บลาๆ จนพวกเรายอมเชื่อ เลยต่อราคาลงไปได้แค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์



อันนี้เอามาเล่าต่อเพื่อให้ต่อเนื่องกัน วันต่อมาพวกเราได้มีโอกาสไปเดินดูของในตลาด เจอเปเปอร์มาเช่ เหมือนกันกับที่เราซื้อเลย ถามพ่อค้าว่าเท่าไหร่ พ่อค้าตอบว่า “80 รูปี” พวกเราร้อง “ห๊า (ลากเสียงยาว)” กันโดยมิได้นัดหมาย นึกว่าฟังผิด เลยถามอีกครั้งก็ได้คำตอบมาเหมือนเดิมว่า “80 รูปี” พ่อค้าที่บ้านเรือขายพวกเราอยู่ที่ราคา “550 รูปี” คร๊า บวกลบคูณหารกันเอาเองนะคะว่าอัพราคาเพิ่มขึ้นเป็นกี่เท่า นึกในใจว่า “อย่าให้ตูเจออีกนะเมิงงงงงงงงงงงง แม่จะเผ่นกะบาลให้เลย” รูปเปเปอร์มาเช่กองแรกค่ะซื้อที่มาขายที่บ้านเรือราคาทั้งกอง 1000 รูปีค่ะ ส่วนรูปจากกองที่สองซื้อจากตลาดค่ะราคาทั้งกองแค่ 400 รูปีเองคร๊า เจ็บใจเลยต้องซื้อมาเพิ่มให้หายแค้น


วันนี้แค่นี้ก่อนนะคร๊า แล้วมาต่อกันกับตอนที่ 6 เร็วๆ นี้ค่ะ
ดีครับ ผมเองรู้สึกว่า ได้ไปอยู่ที่ตรงนั้นด้วย พี่มีเรื่องราวมากมายจริงๆ และน้าสนใจ และน่าค้นหามาก แต่ที่น่าสนใจกว่าคือเรีองงานอ๊อฟชอร์ของพี่น่าสนใจกว่า มีอะไรเท่าไหร่แนะนำผมทั้งหมดเลยครับ