ขอขอบคุณ คุณครูภาทิพ ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาเรื่องโคลงสี่สุภาพ และได้แนะนำสั่งสอน,ตลอดถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ได้อาศัยศึกษาผลงาน จากหนังสือต่างๆ

 

 

 

 

โรคกายที่ว่าร้าย                    รุนแรง
 ยังอาจหายสำแดง                    เดชได้
 โรคกรรมยากเปลี่ยนแปลง      เปลื้องปลด
 ประมาทสองสิ่งไซร้                  อาจสิ้นชีวี
 

กรรมดีผิก่อไว้                       วันวาน
 กรรมจักเป็นแก่นสาร              สวัสดิ์พร้อม
 กรรมชั่วชั่วสามานย์                มีมาก มายนา
 กรรมจักตามแวดล้อม             เร่งเร้าเราเอง


  กลัวเกรงกรรมชั่วช้า            ชิดเชย
 กรรมบ่ห่อนล่วงเลย                 ละเว้น
 กรรมนั้นจักคอยเผย               ผลผลิต
 ตามส่งตามหนุนเน้น               ผู้กระทำ
 ....................................................
  ๒๑.๑๑ น. : ๓๑ ส.ค. ๕๔

 ๐ เรียมเองหาใช่เชื้อ               ชาติบัว
 บ่หวั่นหวาดเกรงกลัว              กลัดกลุ้ม
 เพียงเพราะมั่นใจตัว                เต็มที่
 ถึงบ่มาโอบอุ้ม                         ออดอ้อนก็ตาม

 ๐ พยายามเลือกเฟ้น             ฝากใจ
 เลือกมากคงคลาไคล             คลาดแคล้ว
 อดชมพักตร์พิสมัย                สมพาส
 บุญบ่สมควรแก้ว                   เกี่ยวข้องเคียงเขนย๚ ๛
 ................................................................
 "...ตีความจากสาร..." ๑๙.๒๖ น. : ๑๐ ก.ย. ๕๔

 

๐ หลงใหลลายลักษณ์แล้ว             เลยลอง
 กลอนกาพย์กลกลั่นกรอง            กล่าวแกล้ง
 ร้อยรักษ์ร่ายเรืองรอง                  เริงรื่น
 ซึ้งซาบสุดเสแสร้ง                       สร่างสิ้นโศกศัลย์๚๛
 ............................................................................
 ๙.๒๓ น. : ๑๒ ก.ย.๕๔

 

 ๐ เพียงพากเพียรเพริศแพร้ว          พรรณราย
 กลอนกาพย์โคลงคลี่คลาย              ขัดข้อง
 ขาดขยันขาดมุ่งหมาย                     มนสิ -การนา
 คงบ่พาพจน์พร้อง                           เพราะพริ้งพึงใจ๚๛
 

๐ ลองถูกลองผิดพลั้ง                    ไปพลาง
 แรกแรกย่อมหลงทาง                  เที่ยงแท้
 สนใจไป่ปล่อยวาง                        วิวัฒ -นานอ
 วันหนึ่งจักเลิศแล้                         และแล้วงดงาม๚๛
..................................................................................
 ๑๑.๔๘ น. : ๑๒ ก.ย.๕๔

 

๐ ก่อนตัดไป่ยับยั้ง                     ห้ามปราม
เขาตัดค่อยไล่ตาม                      จับบ้าง
ฝากคำฝากความถาม                ถึงท่าน
ฤาปล่อยให้มล้าง                        ลอบเอื้ออำนวย

๐ เอออวยแอบร่วมด้วย               หรือไร
มีเอี่ยวกับเขาไหม                       มิรู้
หูตาบ่กว้างไกล                          เกินเหตุ
ฤาท่านมัวมาอู้                            แอบลี้หลบงาน๚๛
..........................................................

๑๒.๔๑ น. : ๒๐ ก.ย.๕๔

 

 ๐ บางสิ่งในโลกล้วน                      ลวงเรา
ขาดสติมักมัวเมา                           มืดแท้
ครวญคิดใคร่ขัดเกลา                   กรองอาต -มาแฮ
อย่าอยู่อย่างผู้แพ้                         เพลี่ยงพล้ำมารยา๚๛

.........................................................

๒๕ ก.ย. ๕๔

 

 ๐ น้ำท่วมจงอย่าแล้ง                     น้ำใจ

น้ำจิตคิดแผ่ไป                            โอบเอื้อ

 น้ำป่าที่รินไหล                            ฤาจะ สู้แฮ

 น้ำจิตคิดหนุนเกื้อ                         กอบกู้น้ำตา

 

 ๐ ฝนฟ้าธรรมชาติสร้าง             สรรมา

 ฝนตกสายธารา                          หลั่งล้น

 ฝนแล้งย่อมเรียกหา                   ห่อนหยุด ยั้งนอ

 ฝนที่ตกท่วมท้น                          ที่แท้มนุษย์ทำ

 

 ๐ กรรมเกิดเพราะมอดไม้              ทั้งมวล

 บุกรุกป่าสงวน                               โง่แท้

 บ่พินิจใคร่ครวญ                            คราก่อน ทำนา

 เหตุเกิดบ่คิดแก้                             ก็ไร้ความหมาย

 

๐ ความตายจึงเยี่ยมเย้า                    ยังชน

 ทุกข์ยากสุดจักทน                            รับได้

 แท้จริงเพราะมือคน                           ลิขิต

 เพียงเพราะเพียรแผ้วไม้                  หมดสิ้นสมดุล๚๛

 ..........................​..........................

 ๐๘.๕๔ น. : ๒๘ ก.ย.๕๔ เหย้า,เย้า,

 

 ๐"วัสสานต์"ยังมิสร่างสิ้น                    สลายไป

 "เหมันต์"ค่อยเคลื่อนคลาไคล           เยี่ยมเหย้า

 ธรรมชาติเปลี่ยนแปรไว                    วันหนึ่ง เร็วแล

 มัวแต่หมองหม่นเศร้า                       หมดสิ้นสุขศานติ์๚๛

 ..............................​..............................​

๑๖.๑๔ น. : ๓ ต.ค.๕๔  วัสสานต์ เขียนตามบาลี

 

 ๐ ความคิดมีอยู่แล้ว                   เลือกสรร ศัพท์แฮ

 ค่อยคิดค่อยประพันธ์                เพราะพร้อง

 คำโคลงจักอนันต์                      อนรรฆค่า

 ดีกว่ารีบร่ำร้อง                         ลิขิตแล้วเลือนราง๚๛

 .............................​................................

 ๒๑.๓๒ น. : ๓ ต.ค. ๕๔

 

 ๐  หนักแน่นมิตอบโต้                    ต่อยคืน

 ลมพัดก็หยัดยืน                           อยู่ได้

 ทุกข์ราษฎร์ที่กล้ำกลืน                  ก็รีบ แก้แฮ

 ดีกว่าวางวากย์ไว้                        วิวาทเว้นวิวัฒนาฯ

 ..........................​..........................​.

 ๐๖.๐๓ น. : ๔ ต.ค.๕๔

 

 ๐ เขาบ่เก่งเรื่องถ้อย                      วาที

 ซื่อซื่อบ่เสียดสี                            ใส่ร้าย

 ยิ้มรับกับขันตี                              เติมแต่ง ใจนา

 ดีกว่าผู้แปดป้าย                          ปดโป้ป่วยการฯ

  

๐ กาสิโนสิยั่วเย้า                        ยวนใจ

 ถูกผิดพินิจไป                           ประจักษ์แจ้ง

 "ทุ่งกุลา"สิไฉไล                       ฤาร่อ แร่นา

 ครวญใคร่คิดโต้แย้ง               ยับยั้งฤายิน๚๛

 ..............................​.............................

 ๑๐.๑๔ น. : ๔ ต.ค.๕๔

 

 ๐ ขอบคุณที่ชี้แนะ                      แนวทาง

 รีบเร่งเลยหลงวาง                     วากย์พลั้ง

 สอดส่องมิอำพราง                   พจน์พร่ำ เตือนนา

 มีมิตรมาเหนี่ยวรั้ง                   รอดพ้นพลาดพรรณน์๚๛ (พลัน)

 ..............................​............................

๙.๐๓ น. : ๕ ต.ค. ๕๔

 

 ๐ หลายแรงรวมเร่งเร้า                  ลงพาย

 เรือแข่งคงเฉิดฉาย                        ชนะได้

 หลายกลวิธีมากมาย                      มาต่อ เติมนา

 หลายทรัพย์จับจ่ายไซร้                ส่งให้เรือเร็ว

 

 ๐ เรือเหลวเพราะทรัพย์น้อย           นั่นเอง

 คู่แข่งจึงข่มเหง                                หื่นหั้น

 ฝีพายหวาดหวั่นเกรง                     เกินกว่า เหตุนา

 ชัยชนะขาดสะบั้น                           บอกร้ายแสลงเรือ

 

 ๐ เขาเหนือกว่าเก่งกล้า                  เกินเรา

 ซ้อมหนักมิดูเบา                              เบื่อซ้อม

 เราสินั่งหงอยเหงา                        หงุดหงิด

 แพ้พ่ายรายรุมล้อม                        รบเร้าราวี

 

 ๐ อยากมีชัยน่านน้ำ                      แนะวิธี

 อ่านออกบอกตนมี                        เหลี่ยมพร้อม

 ออกเรือออกให้ดี                          ดุจดั่ง ม้านา

 แลหมั่นขยันซ้อม                          สะท้านสะเทือนชล๚๛

๑๙.๔๖ น. : ๗ ต.ค.๕๔

 

 ๐ ใจหนึ่งรักโลภเลี้ยว                    ลวงเรา

 ใจหนึ่งนั่นขลาดเขลา                   ขัดข้อง

 ใจหนึ่งขาดขัดเกลา                      กุมโกรธ

 ใจจดจ่อหอห้อง                          แห่งห้วงอเวจีฯ

 ..............................​..............................​.....

๒๒.๓๔ น. : ๗ ต.ค.๕๔

 

 ๐ คำโคลงให้คล่องคล้าย                  คำคม

 สลักเสกสร้างสาสม                          สลักไซร้

 คลายเศร้าโศกขื่นขม                       คลายขัด ข้องนา

 สืบส่งดำรงไว้                                   สืบสร้างสถาพรฯ

 

 ๐ แพงพวยผุดผ่องแผ้ว                    เพียงแข

 บานเบ่งภู่ผึ้งแล                                ลูบไล้

 โรยราร่วงหล่นแปร                          เป็นเหี่ยว เฉานา

 ผึ้งภู่สมสู่ไซร้                                    สร่างสิ้นสัมพันธ์๚๛

 

 ๐ แพงพวยงามเพริศแพร้ว               เพียงแข

 บานเบ่งภู่ผึ้งแล                                 ลูบไล้

 โรยราร่วงหล่นแปร                           เปลี่ยนกลีบ

 ผึ้งภู่เคยกรายใกล้                            กลับเร้นเลือนหาย๚๛

 ..............................​..............................

 ๑๒.๓๘ น. : ๘ ต.ค.๕๔

 

 ๐ เทียนหยดงามหยดย้อย                ยียวน

 ไร้กลิ่นไร้หอมหวน                          ยั่วเย้า

 ภู่ผึ่งจึ่งเรรวน                                  หลบหลีก

 ไร้ซึ่งสิ่งคลึงเคล้า                           ไป่แคล้วโรยรา

 ..............................​...............

๑๓.๒๙ น. : ๘ ต.ค.๕๔

 

 ๐ เฟื่องฟ้าชื่ออยู่ฟ้า                      ฟากโพยม

 โดดเด่นดุจดั่งโฉม                        เฉิดหล้า

พระพายพัดกระหน่ำโหม              หาญหัก ร่วงแล

ถึงจะงามระย้า                               หยุดยั้งยืนยงฯ

 ..............................​..............................

 ๑๗.๑๗ น. : ๘ ต.ค.๕๔

 

 ๐ วัยรุ่นมักเลือดร้อน                     รุนแรง

 หัวต่อหัวเลี้ยวแปลง                      ปีกกล้า

 อวดโ่อ่อวดสำแดง                        เดชฤทธิ์

 ชอบตื่นเต้นทายท้า                      ทอดทิ้งธุระตนฯ

 ..............................​..............................​.....

 ๑๘.๑๐ น. : ๘ ต.ค.๕๔

      โคลงสี่สุภาพข้างต้นนี้แต่งในวันเวลา และเรื่องราวที่ต่างกัน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเรื่องโคลง เพื่อเป็นคติเตือนใจสำหรับตนเอง และเพื่อสะท้อนเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม บางทีก็เป็นเรื่องการเมือง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากทำดีก็ยกย่อง ทำไม่ดีก็สะกิดให้มีสติ และมุ่งหวังความสามัคคีในสังคม ความเจริญของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

     ขอขอบคุณผู้มาเยือนทุกท่าน

     พระมหาวินัย