โครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” หรือ “หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน” เป็นกิจกรรมที่นำพานิสิตของแต่ละคณะไปฝากตัวเป็น “ลูกฮัก” ของชาวบ้าน โดยมีกรอบกติกากว้างๆ คือการให้นิสิต หรือแม้แต่อาจารย์และบุคลากรในคณะนั้นๆ ได้จัดกิจกรรม “บริการวิชาการแก่สังคม” ผสมผสานไปกับการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ในเรื่องต่างๆ เพื่อพุ่งทะยานไปสู่ลู่แห่งการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม
เฉกเช่นกับปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สโมสรนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็นำ “นิสิตใหม่” ลงสู่ชุมชนกันอีกครั้ง และถือเป็นกิจกรรมต่อยอดจากโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” เพียงแต่ครั้งนี้ ตัวละครเปลี่ยนผ่านจาก “นิสิตรุ่นพี่” มาเป็น “นิสิตรุ่นน้อง” (น้องใหม่) แทน
กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการสานต่อภารกิจหลักที่เกี่ยวกับ
“บ้านหลังเรียน”
ที่เคยได้บุกเบิกนำร่องไปแล้วระยะหนึ่ง โดยครั้งนี้
เป็นการงานที่ต้องลงแรงกายและแรงใจมากเป็นพิเศษ
เพราะกิจกรรมต่างๆ ล้วนลงแรงอยู่กลางเปลวแดดอย่างเห็นได้ชัด
เป็นต้นว่า ปลูกต้นไม้ จัดทำหอกระจายข่าว (เสียงตามสาย)
ปรับภูมิทัศน์ที่ประกอบด้วยการปัดกวาดถนน ตัดหญ้า เก็บขยะ
รณรงค์การเลือกตั้ง และอื่นๆ อีกจิปาถะ
รวมถึงการจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้เรื่องทักษะของการ “วาดภาพ”และ “ใช้สี”ให้แก่เด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน รวมถึงการบริการวาดภาพเหมือนและภาพล้อเลียนไปในตัว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักก็ล้วนเป็นนักเรียนจากโรงเรียนบ้านใคร่นุ่นที่เป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน


และที่พิเศษที่สุดก็คือ ในครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องใน 84 พรรษา ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการ “ปลูกต้นไม้จำนวน 84 ต้น” รวมถึงการปลูกกล้วยและมะละกออย่างละ 9 ต้นไว้ใน “บ้าน วัด โรงเรียน” อันเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติตามแนวคิด “หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวย : กล้วย 9 ต้น มะละกอ 9 ต้น” (หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวน กล้วยเก้าหน่อ มะละกอเก้าต้น)
ก่อนหน้านี้นั้น ผมเข้าสู่ชุมชนพร้อมๆ กับการเรียนรู้และสอบถามถึงความต้องการในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งพบว่าชุมชนต้องการกิจกรรมในทำนอง “บ้านหลังเรียน” เพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องชุมชนตัวเองผ่านการกระตุ้นของพี่ๆ นิสิต และพอกิจกรรมดำเนินไปได้ซักระยะ ผมก็เปิดเวทีประเมินผล เพื่อหาจังหวะในการต่อยอดด้วยกิจกรรมใหม่ๆ
ครั้งนั้นผมหยิบเอาเรื่อง “ภูมิทัศน์” มาผสมผสานเป็นประเด็นของการเสวนา เพราะเห็นว่ามีพื้นที่หลายแห่งที่ถูกละเลย ปล่อยว่าง โดยเฉพาะการหยิบยกเอาเรื่องหนองน้ำสาธารณะที่ดูจะโล่งแจ้งเอามากๆ มองไปแทบไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงาเอาซะเลย จนในที่สุดชาวบ้านก็เห็นพ้องกับการที่จะปลูกต้นไม้รายรอบแหล่งน้ำตรงนั้น เพียงแต่เน้นไปในกลุ่มพันธุ์ไม้ที่ “กินได้” เช่น มะพร้าวหอม มะม่วง ขนุน ฯลฯ ซึ่งผมก็ขันอาสาพาชาวบ้านไปจัดซื้อจัดหาด้วยตัวเอง

กรณีต้นไม้นั้น ผมไม่ได้มองแค่การปลูกในพื้นที่อันเป็นสระน้ำเท่านั้น แต่ยังชักพาให้คำนึงถึงพื้นที่ใน “โรงเรียนและวัด” ไปอย่างเสร็จสรรพ ยกตัวอย่างเช่น การฝากให้ชาวบ้านได้ชักชวนให้ลูกหลานที่เป็นนักเรียนได้มาปลูกคนละต้น และให้ถือเป็นกิจกรรมที่นักเรียนต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ให้ต้นไม้เติบโตไปพร้อมกับพวกเขา และให้ถือว่าบริเวณที่ปลูกนั้น เป็นเสมือนห้องเรียนอีกห้องของโรงเรียนไปในตัว ...
และที่สุดผมก็เป็นคนประสานความร่วมมือจากโรงเรียนสู่ชุมชนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านใคร่นุ่นก็ขานรับนำนักเรียนและทีมงานเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างทรงพลัง



เป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมในวันนั้นทั้งวัน ดูเป็นวันพิเศษอย่างเห็นได้ชัด เนื่องเพราะเป็นกิจกรรมที่ทะลุสู่โครงสร้างแห่งการเป็น “บวร” อย่างครบถ้วน ผมเห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน มีระบบการแบ่งงานและบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม ทุกภาคส่วนขยับเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกันอย่างสนิทแน่น ดังจะเห็นได้จาก ไม่ใช่แต่เฉพาะนิสิตเท่านั้นที่ลงลุยในเนื้องานนั้นๆ แต่เจ้าบ้านที่เป็นทั้งชาวบ้านและโรงเรียนก็ลงมาลุยด้วยกันอย่างไม่อิดออด
เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมที่น่าประทับใจ และเหมาะต่อการเรียนรู้ร่วมกันเป็นยิ่งนัก

เหนือสิ่งอื่นใด ผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ผมมองว่าเป็นอานิสงส์ของการต่อยอดจากกิจกรรมที่เคยได้บุกเบิกนำร่องไปแล้ว อีกทั้งยังถือเป็นความสำเร็จของการลงประสานงานในชุมชนอย่างถี่ครั้งนั่นเอง บางส่วน ผมถือโอกาสลงลุยประสานเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง พร้อมๆ กับการถ่ายทอดวิถีปฏิบัติให้กับแกนนำนิสิตอย่างจริงๆ จังๆ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้นิสิตเกิดแรงบันดาลใจที่จะก้าวออกไปเรียนรู้เรื่องราวชีวิต “นอกห้องเรียน” ...ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้นิสิตเกิดความตระหนักในเรื่อง “จิตสาธารณะ” อันเป็นคุณธรรมหลักที่มหาวิทยาลัยได้ประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๔
และที่แน่ๆ ถัดจากนี้ไป ผมและทีมงาน หรือแม้แต่นิสิตก็ชัดเจนแล้วว่า เราจะยังกลับไปที่นั่นอีกครั้งอย่างแน่นอน เป็นการหวนกลับไปเยี่ยมชมผลงาน และต่อยอดในสิ่งเดิมๆ ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
ครับ...เร็วๆ นี้ ผมและทีมงานจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง....
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๔
บ้านใคร่นุ่น,จังหวัดมหาสารคาม
ภาพ : งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ
กองกิจการนิสิต มมส


มาร่วมชื่นชมกิจกรรมเทิดพระเกียรติที่เป็นแบบอย่างเช่นนี้ค่ะ
พี่พนัสคะ
มาติดตามกิจกรรมดีๆ ของ มมส. ค่ะ^_^
เป็นกิจกรรมที่ดีมากเลยค่ะพี่
อยากเข้าร่วมด้วยจัง ทำให้หวนนึกถึงตอนเป็น นศ.อีกครั้งค่ะ
สวัสดีครับ พี่นงนาท สนธิสุวรรณ
ปีการศึกษา 2554 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยประกาศให้เป็นปีขับเคลื่อนเรื่อง "จิตสำนึกสาธารณะ" เป็นประเด็นหลัก กิจกรรมกับชุมชนรอบมหาวิทยาลัย จึงเป็นกลยุทธที่ทุกฝ่ายพยายามขับเคลื่อนช่วยกัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ มะปรางเปรี้ยว
ต้นเดือนกันยายนนี้ ตั้งใจจะจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องจิตสาธารณะกับหลายๆ สถาบัน มีโอกาสก็ได้แชร์ร่วมกันนะครับ
สวัสดีครับ น้องอาร์ม
อดีต-วันวานของเรา คือจุดยืนของวันนี้ครับ..
กิจกรรมในรั้วอุดมศึกษา ก็คือทุนชีวิตอันดีงามของเราเหมือนกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่สิงห์ ป่าสัก
ไม่ได้เจอกันนานมากเลยครับ
วันนี้เป็นอีกวันเหมือนกันครับ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ และนิสิตชมรมนอกหน้าต่างก็ไปทอดเทียนพรรษาที่วัดในชุมชนกุดหัวช้าง ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดในโครงการ "มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน" เหมือนกัน
พี่พนัสคะ
น่าสนใจมากค่ะ รบกวนพี่แจ้งให้ทราบด้วยนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่นัส
เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆเลยค่ะ เป็นการบูรณาการร่วมกันได้อย่างลงตัว ทั้งบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชนรายรอบมหาลัย สร้างแหล่งการเรียนรู้แก่นิสิต ทั้งยังเป็นการทำความดีถวายพ่อหลวงไปในตัวด้วย ด้วยคอนเซ็ปที่ว่า "หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวน กล้วยเก้าหน่อ มะละกอเก้าต้น"
หน้าบ้านสวย = ด้วยกิจกรรมที่ชาวบ้านและนิสิตทำความสะอาดถนนในหมู่บ้าน ตกแต่งบริเวณบ้านให้สะอาดน่าอยู่
หลังบ้านสวน= ด้วยกิจกรรมการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ประดับ รั้วบ้านทานได้
กล้วยเก้าหน่อ = ด้วยกิจกรรมปลูกกล้วยซึ่งเป็นพืชผลไม้ไทยๆที่มีไว้ในบ้านสำหรับทำอาหาร ขนมต่างๆ เป็นผลไม้ไทยๆด้วย ทำไมต้องปลูกเก้าหน่อ เพื่อถวายแด่ในหลวงรัชการที่เก้าของเราซึ่งถือว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล
มะละกอเก้าต้น = ด้วยกิจกรรมปลูกต้นมะละกอ ซึ่งเป็นพืชผักสวนครัวของคนไทยเรา ตามวีถีอีสาน ที่มักมีต้นมะละกออยู่ในบริเวณบ้าน เพื่อทำเป็นอาหารที่คนอีสานชอบทานกัน ทั้งเป็นผลไม้ได้ด้วยเมื่อยามสุก และปลูกเก้าต้นเพราะถือว่าเลขเก้าเป็นเลขมงคลของคนไทย
ในวันนั้นนอกจากจะมีกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการสร้างหอกระจายข่าวชุมชน เพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆให้ชาวบ้านได้รับรู้รับทราบอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการสอนเด็กวาดรูปพ่อหลวงของเรา โดยนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์และเครือข่ายนิสิต ชาวบ้าน หน่ายงานราชการ วัด โรงเรียน ร่วมแรงร่วมใจกันทำความดีถวายพ่อหลวง
น่าชื่นชมกับกิจกรรมแบบนี้จิงๆค่ะ
ดีจังเลยครับ ได้ปลูกทั้งกล้วยและมะละกอ เข้าใจว่าชาวบ้านต้องใช้ทั้งสองอย่าง ชอบกิจกรรมแบบนี้จังเลยครับ...
สวัสดีครับ น้องมะปรางเปรี้ยว
ปีการศึกษา 2554 ที่ "มมส" ประกาศวาระ "จิตสำนึกสาธารณะ" กิจกรรมหนึ่งคณะหนึ่งหมู่บ้านนำร่องไปก่อนใครตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 ถัดจากนั้นท่านอธิการบดี ประกาศวาระชุมชนเข้มแข็ง หนึ่งคณะหนึ่งชุมชน โดยกำหนดให้แต่ละคณะไปจัดกิจกรรม/วิจัยในชุมชนจังหวัดมหาสารคามกันทุกคณะ และวันนี้ก็เป็นการติดตามความคืบหน้า ซึ่งพี่ก็มานั่งฟังด้วยเหมือนกัน
สวัสดีครับ นุ้ยcsmsu
พี่ชอบวาทกรรมนี้มาก "หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวน กล้วยเก้าหน่อ มะละกอเก้าต้น"
เป็นความโชคดีที่เรามีเครือข่ายที่มากน้ำใจ ส่งผลให้เราได้รับคำแนะนำที่ดีในการจัดกิจกรรม ถึงแม้รูปแบบจะไม่เต็มสูบทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเราเริ่มต้นได้ดี และในมุมของนิสิตนั้นไม่ใช่มืออาชีพในเรื่องเหล่านี้ พวกเขายังแค่ "เรียนรู้" และพยายามที่จะเรียนรู้การเป็น "ผู้ให้" ผ่าน "ทักษะความรู้" ของตัวเอง
ขอบคุณที่พาทีมงานไปช่วยเหลือนะครับ
ถ้าเป็นไปได้ คัดภาพสวยๆ ไว้ทำโปสการ์ดหน่อยนะครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
กล้วย...และ มะละกอ ถือเป็นพืชผักพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยมาก และยังร้อยรัดอยู่กับวิถีทางวัฒนธรรมหลายอย่าง ทั้งขนม,ข้าวปลาอาหาร...และยึดโยงสู่ประเพณีต่างๆ ก็ได้ใช้อย่างมหาศาล
แต่เฉพาะกล้วยนั้น ผมคุ้นชินกับวิถีม้าก้านกล้วย ควบเล่นสนุกมาก และคุ้นชินกับข้าวต้มมัดในงานบุญต่างๆ อิ่มหนำสำราญ...
ส่วนมะละกอนั้น คงไม่ผิดเพี้ยนครับเพราะลูกข้าวเหนียวต้องหลงรัก "ส้มตำ" กันทั้งนั้น
ขอบคุณครับ
กล้วยเก้าหน่อ = ด้วยกิจกรรมปลูกกล้วยซึ่งเป็นพืชผลไม้ไทยๆที่มีไว้ในบ้านสำหรับทำอาหาร ขนมต่างๆ เป็นผลไม้ไทยๆด้วย ทำไมต้องปลูกเก้าหน่อ เพื่อถวายแด่ในหลวงรัชการที่เก้าของเราซึ่งถือว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล