เป็นกิจกรรมที่นักเรียนต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ให้ต้นไม้เติบโตไปพร้อมกับพวกเขา และให้ถือว่าบริเวณที่ปลูกนั้น เป็นเสมือนห้องเรียนอีกห้องของโรงเรียนไปในตัว

โครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” หรือ “หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน”  เป็นกิจกรรมที่นำพานิสิตของแต่ละคณะไปฝากตัวเป็น “ลูกฮัก” ของชาวบ้าน  โดยมีกรอบกติกากว้างๆ คือการให้นิสิต หรือแม้แต่อาจารย์และบุคลากรในคณะนั้นๆ ได้จัดกิจกรรม “บริการวิชาการแก่สังคม” ผสมผสานไปกับการ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้”  ในเรื่องต่างๆ  เพื่อพุ่งทะยานไปสู่ลู่แห่งการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม

 

เฉกเช่นกับปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  สโมสรนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็นำ “นิสิตใหม่” ลงสู่ชุมชนกันอีกครั้ง  และถือเป็นกิจกรรมต่อยอดจากโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน”  เพียงแต่ครั้งนี้ ตัวละครเปลี่ยนผ่านจาก “นิสิตรุ่นพี่” มาเป็น “นิสิตรุ่นน้อง” (น้องใหม่) แทน

 

Large_dsc_0298-1


กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการสานต่อภารกิจหลักที่เกี่ยวกับ “บ้านหลังเรียน” ที่เคยได้บุกเบิกนำร่องไปแล้วระยะหนึ่ง  โดยครั้งนี้ เป็นการงานที่ต้องลงแรงกายและแรงใจมากเป็นพิเศษ  เพราะกิจกรรมต่างๆ ล้วนลงแรงอยู่กลางเปลวแดดอย่างเห็นได้ชัด  เป็นต้นว่า ปลูกต้นไม้  จัดทำหอกระจายข่าว (เสียงตามสาย) ปรับภูมิทัศน์ที่ประกอบด้วยการปัดกวาดถนน ตัดหญ้า เก็บขยะ รณรงค์การเลือกตั้ง และอื่นๆ อีกจิปาถะ

 

รวมถึงการจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้เรื่องทักษะของการ “วาดภาพ”และ “ใช้สี”ให้แก่เด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน  รวมถึงการบริการวาดภาพเหมือนและภาพล้อเลียนไปในตัว  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักก็ล้วนเป็นนักเรียนจากโรงเรียนบ้านใคร่นุ่นที่เป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน

 

 

 

และที่พิเศษที่สุดก็คือ  ในครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องใน 84 พรรษา  ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการ “ปลูกต้นไม้จำนวน 84 ต้น”  รวมถึงการปลูกกล้วยและมะละกออย่างละ 9 ต้นไว้ใน “บ้าน วัด โรงเรียน”  อันเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติตามแนวคิด “หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวย : กล้วย 9 ต้น มะละกอ 9 ต้น” (หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวน กล้วยเก้าหน่อ มะละกอเก้าต้น)

 

 Large_dsc_0350-1

 

ก่อนหน้านี้นั้น  ผมเข้าสู่ชุมชนพร้อมๆ กับการเรียนรู้และสอบถามถึงความต้องการในกิจกรรมต่างๆ  ซึ่งพบว่าชุมชนต้องการกิจกรรมในทำนอง “บ้านหลังเรียน” เพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องชุมชนตัวเองผ่านการกระตุ้นของพี่ๆ นิสิต  และพอกิจกรรมดำเนินไปได้ซักระยะ  ผมก็เปิดเวทีประเมินผล เพื่อหาจังหวะในการต่อยอดด้วยกิจกรรมใหม่ๆ

 

ครั้งนั้นผมหยิบเอาเรื่อง “ภูมิทัศน์” มาผสมผสานเป็นประเด็นของการเสวนา  เพราะเห็นว่ามีพื้นที่หลายแห่งที่ถูกละเลย ปล่อยว่าง  โดยเฉพาะการหยิบยกเอาเรื่องหนองน้ำสาธารณะที่ดูจะโล่งแจ้งเอามากๆ  มองไปแทบไม่มีต้นไม้ให้ร่มเงาเอาซะเลย จนในที่สุดชาวบ้านก็เห็นพ้องกับการที่จะปลูกต้นไม้รายรอบแหล่งน้ำตรงนั้น  เพียงแต่เน้นไปในกลุ่มพันธุ์ไม้ที่ “กินได้”  เช่น  มะพร้าวหอม  มะม่วง  ขนุน ฯลฯ ซึ่งผมก็ขันอาสาพาชาวบ้านไปจัดซื้อจัดหาด้วยตัวเอง

 

 

กรณีต้นไม้นั้น  ผมไม่ได้มองแค่การปลูกในพื้นที่อันเป็นสระน้ำเท่านั้น  แต่ยังชักพาให้คำนึงถึงพื้นที่ใน “โรงเรียนและวัด”  ไปอย่างเสร็จสรรพ ยกตัวอย่างเช่น  การฝากให้ชาวบ้านได้ชักชวนให้ลูกหลานที่เป็นนักเรียนได้มาปลูกคนละต้น และให้ถือเป็นกิจกรรมที่นักเรียนต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ให้ต้นไม้เติบโตไปพร้อมกับพวกเขา  และให้ถือว่าบริเวณที่ปลูกนั้น เป็นเสมือนห้องเรียนอีกห้องของโรงเรียนไปในตัว ...

 

และที่สุดผมก็เป็นคนประสานความร่วมมือจากโรงเรียนสู่ชุมชนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านใคร่นุ่นก็ขานรับนำนักเรียนและทีมงานเข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างทรงพลัง

 

 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า  กิจกรรมในวันนั้นทั้งวัน ดูเป็นวันพิเศษอย่างเห็นได้ชัด  เนื่องเพราะเป็นกิจกรรมที่ทะลุสู่โครงสร้างแห่งการเป็น “บวร” อย่างครบถ้วน  ผมเห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน มีระบบการแบ่งงานและบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม   ทุกภาคส่วนขยับเข้ามามีส่วนร่วมด้วยกันอย่างสนิทแน่น  ดังจะเห็นได้จาก ไม่ใช่แต่เฉพาะนิสิตเท่านั้นที่ลงลุยในเนื้องานนั้นๆ  แต่เจ้าบ้านที่เป็นทั้งชาวบ้านและโรงเรียนก็ลงมาลุยด้วยกันอย่างไม่อิดออด 

เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมที่น่าประทับใจ และเหมาะต่อการเรียนรู้ร่วมกันเป็นยิ่งนัก  

 

 

 

เหนือสิ่งอื่นใด   ผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น  ผมมองว่าเป็นอานิสงส์ของการต่อยอดจากกิจกรรมที่เคยได้บุกเบิกนำร่องไปแล้ว  อีกทั้งยังถือเป็นความสำเร็จของการลงประสานงานในชุมชนอย่างถี่ครั้งนั่นเอง  บางส่วน ผมถือโอกาสลงลุยประสานเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง พร้อมๆ กับการถ่ายทอดวิถีปฏิบัติให้กับแกนนำนิสิตอย่างจริงๆ จังๆ  ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้นิสิตเกิดแรงบันดาลใจที่จะก้าวออกไปเรียนรู้เรื่องราวชีวิต “นอกห้องเรียน” ...ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังให้นิสิตเกิดความตระหนักในเรื่อง “จิตสาธารณะ”  อันเป็นคุณธรรมหลักที่มหาวิทยาลัยได้ประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๔

 

และที่แน่ๆ ถัดจากนี้ไป  ผมและทีมงาน หรือแม้แต่นิสิตก็ชัดเจนแล้วว่า เราจะยังกลับไปที่นั่นอีกครั้งอย่างแน่นอน  เป็นการหวนกลับไปเยี่ยมชมผลงาน และต่อยอดในสิ่งเดิมๆ ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น 

 

ครับ...เร็วๆ นี้  ผมและทีมงานจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง....

 

 

๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๔
บ้านใคร่นุ่น,จังหวัดมหาสารคาม

ภาพ : งานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ
กองกิจการนิสิต มมส