..ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเขียน..เพราะเคยมีปัญหามาแล้ว..

 

 

 

.

ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการให้ลูกไปค้างบ้านอื่น

ไม่ใช่จะไปคัดง้างอะไรกับพ่อแม่ที่ให้นะคะ

เพราะแต่ละบ้าน..ก็มีแนวทางฝึกอบรมลูกต่างกัน

แต่ที่ยกประเด็นนี้มาเขียน..เพราะเคยมีปัญหามาแล้ว

ลูกยังเล็กๆ แค่อยู่ประถม ๒-๓ เพื่อนก็เป็นผู้หญิงด้วย

จะเอาลูกขึ้นรถเขาไปค้างที่บ้าน

ผู้ใหญ่ไม่คิด ลูกหลานจะเอาก็ตามใจ

เดือดร้อนครูต้องโทรมาถามแม่ก่อน

ซึ่งแม่ก็บอกว่าไม่อนุญาติ

แม่รอลูกกลับรถโรงเรียนอยู่ที่บ้าน

เรื่องอะไรจะไปค้างบ้านคนอื่น

แม้ทางโน้นเข้าใจผิดๆ ว่าเด็กๆอยากเล่นกัน

และลูกสาวเขาก็มีน้องผู้ชายด้วย

แต่ก็ต้องเห็นพ้องต้องกันทั้งสองบ้าน ไม่ใช่ข้างเดียว

หลังจากนั้น..ทางฝ่ายโน้นก็ไม่พอใจบ้านเรา

มาแกล้งเอาใจลูก ให้ขนมให้อะไร

เป็นเรื่องเป็นราวแจ้งความลงบันทึกไว้

เพราะไม่ยอมมาพูดกับเราต่อหน้าครูที่โรงเรียน

ดิฉันตัดสินใจเอาลูกออกจากโรงเรียนนั้น

เพราะกลัวจะพาลลูก เนื่องจากแม่ไม่สะดวกไปรับเอง

จึงแจ้งความเอาไว้ เป็นครั้งแรกที่ลูกโดนละเมิด

จากครอบครัวเพื่อนในโรงเรียน

..

.

ดิฉันเคารพแนวทางการเลี้ยงดูลูกของแต่ละบ้าน

เมื่อ ๒-๓ วันมานี้ พ่อแม่คุยกันก็เห็นด้วย

กับการที่ลูกไปค้างบ้านเพื่อนในกรณีที่เหมาะสม

บางคนก็เห็นว่า..ฝึกค้างที่อื่นเอาไว้

เดี๋ยวโตแล้ว..มีตัวอย่างไปค่ายบังคับร้องไห้คิดถึงบ้าน

แต่สำหรับดิฉันยังไม่ให้ลูกไปค้างบ้านไหนทั้งนั้นค่ะ

เพราะลูกเป็นเด็กพิเศษอ่อนๆ

ไม่สมควรไปค้างที่อื่นโดยไม่มีแม่ดูแล

และบอกไม่ได้ว่า..เมื่อไหร่ได้..ต้องดูอาการไปเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องไปค่ายที่จำเป็นต้องไป

จะร้องไห้คิดถึงแม่ก็ร้องไปเถอะค่ะ

ที่จริง..เป็นเรื่องดีนะคะ แสดงว่าเด็กรักบ้าน รักครอบครัว 

เขาก็ค่อยๆปรับตัวไปเอง นานๆค้างที

ดีกว่าเด็กที่ไม่อยากอยู่บ้าน 

ได้ออกจากบ้าน จากพ่อแม่ ลิงโลดหลั่นล้าเหลือเกิน

ดิฉันไม่ค่อยชอบ การเลี้ยงดูแบบนั้นเลยค่ะ..ลูกไม่รักบ้าน

ซึ่งคุณหมอท่านหนึ่งเล่าว่า

มีปัญหาขั้นวิกฤติในต่างจังหวัดภาคอีสาน

ลูกๆเกลียดพ่อแม่ ไม่รักบ้านเลย คุณหมอลงไปแก้ไขกัน

..

.

สรุปว่า..ทางสายกลางดีที่สุดค่ะ

พ่อแม่แต่ละบ้านทราบดีว่า ควรทำอย่างไรจึงเหมาะกับลูก

ที่สำคัญ..ต้องไม่ละเมิด ก้าวก่ายเพื่อนลูกที่เขาไม่ได้

จะได้ไม่มีปัญหาอย่างที่บ้านดิฉันเจอมาแล้วนั่นเอง

..