ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งแท้จริง

บ่ายวันเสาร์อันผ่อนคลาย ฉันมีนัดดื่มกาแฟกับเพื่อนสาวคนสนิทที่ The Coffee Club สาขา Funan Centre ฉันไปถึงเวลานัดเกือบชั่วโมงเพราะสภาพการจราจรบนท้องถนนดีกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ฉันเลือกที่นั่งที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมในสุดของร้านที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน สั่งคาปูชิโนถ้วยโปรดมานั่งละเลียดรอเพื่อน และหยิบหนังสือที่ติดกระเป๋าถือมานั่งอ่าน

ในขณะที่ฉันกำลังท่องไปในโลกของตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้านั้นก็มีเสียงทุ้มๆดังขึ้นข้างๆ

"ขอโทษครับ" ฉันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อ่าน... ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าๆ หุ่นกำยำ ผมตัดสั้นเกรียน มีรอยสักอยู่เต็มทั้งสองแขนและต้นคอที่มองเห็นได้ ยืนอยู่ข้างๆโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ ในมือมีพวงกุญแจหลากรูปแบบ...น่ารักอยู่มากมาย

ท่าทีที่อ่อนน้อม น้ำเสียงที่เข้มขรึม กับพวงกุญแจในมือ ตัดกับรูปร่างภายนอกอย่างชัดเจน

"ผมเป็นตัวแทนจากโครงการริบบิ้นสีเหลือง ที่ให้การช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมได้อีกครั้ง วันนี้เรามีกิจกรรมที่จะขอการสนับสนุนจากประชาชน ขอให้ช่วยซื้อพวงกุญแจคู่นี้ พวงละ 10 เหรียญครับ"

"นี่คือใบอนุญาติให้ขอรับบริจาคจากโครงการครับ" เขาเอ่ยต่อ "พวงกุญแจคู่ของเรามีสามแบบ คุณจะช่วยรับแบบใดดีครับ?"

ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา แต่ฉันก็ยั้งไว้ทัน...

"คุณเป็นอาสาสมัครทำงานนี้มานานแล้วหรือ?" ฉันถาม....

"ผมเพิ่งพ้นโทษกำลังหางานทำ... ในระหว่างที่รองานจึงทำงานนี้ไปก่อน" เขาตอบ

ฉันมองพวงกุญแจแล้วนึกถึงเพื่อนสาวคนสนิทที่ชอบสะสมพวงกุญแจเป็นงานอดิเรก..

"ขอรูปหมีก็แล้วกัน" ฉันตอบ พร้อมหยิบเงินในกระเป๋าส่งให้

"ขอบคุณครับ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ" เขากล่าว

"หากคุณเพิ่งพ้นโทษมา ฉันขอเป็นกำลังใจให้ ฉันขอให้คุณอย่าท้อและหางานให้ได้เร็วๆนะ" ฉันกล่าวอย่างจริงใจ ฉันเอ่ยต่ออีกประโยคหนึ่งก่อนเขาจะเดินออกไป...

ชายหนุ่มคนนั้นเดินจากไปแล้วฉันคิดถึงเรื่องราวของผู้พ้นโทษที่เคยอ่านเจอ...

ในปี 1922 วอลเทอร์ รัตเตอร์นัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมันซึ่งเป็นชาวยิวถูกลอบสังหารจากพวกเยอรมันฝ่ายขวาหัวรุนแรง (ฝ่ายนาซี) ที่ต่อต้านชาวยิวอยู่ ผู้ร้ายทั้งสามคนถูกจับได้ สองในสามคนนั้นฆ่าตัวตาย เหลือเพียงคนเดียวทีรอฟังคำพิพากษาอยู่ ชายคนนั้นชื่อ เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ

สามวันหลังจากการลอบสังหาร มาทิลเดอร์ รัตเตอร์นัว แม่ของ วอลเทอร์ รัตเตอร์นัว เขียนจดหมายถึงแม่ของ เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ มีข้อความดังนี้

"ในความทุกข์ที่สุดจะบรรยายนี้ ฉันขอบอกกับลูกของเธอว่า ในนามของวิญญาณของคนที่ถูกฆ่า ฉันให้อภัยเขา ก่อนที่พระเจ้าจะให้อภัยเขา ก่อนที่ศาลจะะตัดสินเขา และก่อนที่สวรรค์จะลงโทษเขา หากลูกของเธอได้รู้จักคนที่เขาฆ่าดีพอ เขาจะรู้ว่าลูกของฉันเป็นคนดีแค่ไหนและเขาจะไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน ขอให้คำพูดเหล่านี้ทำให้จิตใจเธอสงบขึ้น"

จดหมายฉบับนี้ถูกอ่านในระหว่างการภิพากษา และกว่ายี่สิบปีจากนั้นมา เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ ได้บอกกับญาติของ มาทิลเดอร์ รัตเตอร์นัว ว่า "จดหมายฉบับนี้คือสิ่งที่มีค่ายิ่งสุดในชีวิตของผมเพราะจดหมายฉบับนี้ได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับผม"

ในระหว่างอยู่ที่เรือนจำแห่งนั้นเขาเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวยิว เขาเรียนรู้ภาษาฮีบริวจนเชี่ยวชาญ เขาศึกษาศาสนายิวอย่างถ่องแท้ และเข้าใจหัวอกของการถูกพวกหัวรุนแรงฝ่ายขวาที่เขาเคยเข้าร่วมต่อต้านเป็นอย่างดี

ถึงแม้จะถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี แต่ เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ ก็ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำหลังจากถูกกักขังได้ประมาณ 5 ปีเพราะเขามีความประพฤติดีจึงได้รับการลดหย่อนโทษ ในปี ค ศ 1940 เมื่อฝรั่งเศสยินยอมให้แก่ฝ่ายนาซีของเยอรมันนี เอิร์น เวอร์เนอร์   เทคโฮ ได้เห็นโอกาสที่จะได้ตอบแทนบุญคุณของการให้อภัยของแม่ของ วอลเทอร์ รัตเตอร์นัว เขาลักลอบเข้าไปในเมืองมาเซย์ของฝรั่งเศส และเริ่มช่วยเหลือชาวยิวให้หนีออกจากเงื้อมือของพวกนาซี เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ สามารถซื้อหรือปลอมแปลงวีซ่าเพื่ออนุญาติให้ยาวยิวหนีออกจากฝรั่งเศสไปอยู่ในสเปนอย่างปลอดภัย เขามองหาโอกาสที่จะช่วยชาวยิวเสมอ ไม่ว่าชาวยิวเหล่านั้นจะมีเงินหรือไม่ก็ตาม ไม่มีชาวยิวคนใดที่ไปหาเขาแล้วเขาจะไม่ช่วย เขาเก็บเงินจากชาวยิวที่พอจะมีกินแล้วใช้เงินนั้นช่วยคนที่ไม่มี

โดยรวมแล้ว เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ สามารถช่วยเหลือชาวยิวได้กว่า 700 คน ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวที่มั่งมีหรือยากจน ทุกคนได้รับการบริการอย่างดีจากเขา เอิร์น เวอร์เนอร์ เทคโฮ บอกว่าที่เขาเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเองจากฝ่ายที่ต่อต้านชาวยิวหัวรุนแรงมาให้ความรักความเห็นใจและการช่วยเหลือต่อชาวยิวก็เนื่องด้วยจดหมายที่บ่งบอกถึงการให้อภัยของ มาทิลเดอร์ รัตเตอร์นัว เขากล่าวว่า "ดั่งที่ มาทิลเดอร์ รัตเตอร์นัว เอาชนะความโกรธ และความทุกข์ด้วยการเขียนจดหมายให้อภัยแก่ผม ผมจึงพยายามที่จะทำให้ดีที่สุดที่จะหาโอกาสได้แก้ไขในสิ่งที่ผมเคยทำผิดพลาดมา"

การให้อภัยเป็นการแสดงออกซึ่งความเห็นใจ ซึ่งมันมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราและคนที่เราให้อภัยด้วย การให้อภัยช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ความขื่นขม ความโกรธ และแม้แต่ความเกลียด

ที่สำคัญการให้อภัยนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ ดังที่มหาตมะคานธีเคยกล่าวเอาไว้ "The weak can never forgive. Forgiveness is the attribute of the strong - ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งแท้จริง"

และการให้อภัยจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเรามีปัญญามากขึ้น..

ฉันไม่รู้ว่าชายคนนั้นไปทำผิดอะไรมา ฉันหวังว่าเขาจะได้รับการให้อภัย เขาจะให้อภัยตัวเอง และพยายามต่อไปที่จะคอยแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดให้ดีขึ้น...

เพื่อนสาวของฉันมีความสุขกับพวงกุญแจคู่ที่ฉันซื้อให้เป็นอย่างมาก...พวงกุญแจคู่เดียว สร้างรอยยิ้มให้คนสองคน...เมื่อวานนี้