แนวโน้มการศึกษาเมืองพะเยาในอนาคตนั้น ยังมีพื้นที่อีกมากมายในการศึกษาค้นคว้าวิจัย เท่าที่ผ่านมานักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างก็ได้พยายามศึกษาในหลากหลายแง่มุม รูปแบบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ให้ถึงรากเหง้าของเมืองพะเยาเท่าใดนัก เดิมนั้นการศึกษาเมืองพะเยาจะเน้นไปที่องค์ประกอบ ๔ รูปแบบเป็นหลัก
แนวโน้มการศึกษาเมืองพะเยาในอนาคตนั้น ยังมีพื้นที่อีกมากมายในการศึกษาค้นคว้าวิจัย เท่าที่ผ่านมานักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างก็ได้พยายามศึกษาในหลากหลายแง่มุม รูปแบบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ให้ถึงรากเหง้าของเมืองพะเยาเท่าใดนัก เดิมนั้นการศึกษาเมืองพะเยาจะเน้นไปที่องค์ประกอบ ๔ รูปแบบเป็นหลัก คือ
๑.จากการบันทึก เรื่องราวความเป็นมา โดยมากจะเป็นการบันทึกจากพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา ปรมาจารย์แห่งการบันทึก ตลอดถึงฝรังต่างชาติไม่กี่ท่าน
๒.จากการปริวรรต เป็นการถ่ายแบบจากอักษรล้านนาสู่ภาษาไทย โดยมากจะได้รับอิทธิพลจากพระเดชพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ปราชญ์ท้องถิ่นเมืองพะเยาที่ได้มีความวิริยะในการทำงานตลอดกว่า ๕๐ ปีของท่าน
๓.จากการพิสูจน์หลักฐาน เช่น พงศาวดาร หลักศิลาจารึก หลักฐานที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลือปรากฏอยู่ ซึ่งนำโดยอาจารย์สุจิตต์ วงศ์เทศ และอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม
๔.จากการรวบรวมเรียบเรียง ซึ่งมีนักวิชาการรุ่นหลัง ๆ ได้พยายามพิสูจน์และประติดประต่ออยู่บ้างแล้ว แม้จะเป็นเรื่องต้องถกเถียงกันนานในเรื่องอายุ เวลา พ.ศ. ฯลฯ ก็ต้องยอมเพราะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความแม่ยำต่อไปในอนาคต
แต่การศึกษาค้นคว้าที่ผ่านยังถือว่ายังไม่เพียงพอ หรือครอบคลุมทั้งหมดทุกแง่ทุกมุม เพราะยังมีแง่มุมที่ต้องการให้ศึกษาค้นคว้าอีกมาก ในทัศนะของผู้เขียนเอง การจะศึกษาเมืองพะเยาในอนาคตต้องมี ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑.เน้นกระบวนการเรียนรู้เป็นหลัก ในวิถีชีวิตประจำวันของคนพะเยายังไม่ได้เรียนรู้อะไรเท่าที่ควร เช่น วิถีชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย คนพะเยา ชื่อ-ความหมาย วัด เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้ต้องมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต
๒.เน้นกระบวนวิถีธรรมเป็นหลัก กล่าวคือต้องเข้าใจในรูปแบบทางวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น วรรณกรรม ทัศนะคติ ภาษา พฤติกรรม ฯลฯ ของคนเมืองพะเยาให้ได้ เพื่อจัดรูปแบบให้เหมาะสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง
๓.เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม การศึกษาค้นคว้าในอนาคตจำเป็นแสวงหาเครือข่ายและความร่วมมือในมิติต่าง ๆ จนเกิดการบูรณาการในแง่มุมต่าง ๆ พะเยาในเชิงรัฐศาสตร์ พะเยาในเชิงสังคมวิทยา พะเยาในเชิงสาธารณสุข พะเยาในเชิงนิเวศวิทยา เป็นต้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคนในท้องถิ่นไม่ช่วยกันดำรงรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องของตนเอง เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปอาจเสียใจเพียงเพราะไม่ได้จดจำในสิ่งที่มีค่าเอาไว้ แม้แต่จะบอกลูกหลานของตนเองว่า ปู่ของปู่เป็นใครและมาจากไหนด้วยซ้ำไป
นมัสการพระคุณเจ้าครับ
ตอนนี้พะเยาเรามีมหาวิทยาลัยซึ่งมีนักวิชาการเก่งๆมากมาย เชื่อว่าต่อไปทุกๆอย่างจะปรากฏชัดเจนขึ้นครับผม
เจริญพรอาจารย์หนานวัฒน์ พะเยามีความโชคดีตรงที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น นับจากพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา ผู้สร้างตำนานการบันทึกให้กับเมืองพะเยา(ยุค ร.๔-ร.๕) สู่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) ก็เป็นนักปริวรรตที่สุดยอด (ยุคปัจจุบัน) ต่อไปนี้ก็เป็นรุ่นพวกเราที่ต้องช่วยกันละอาจารย์
"...ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคนในท้องถิ่นไม่ช่วยกันดำรงรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องของตนเอง เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปอาจเสียใจเพียงเพราะไม่ได้จดจำในสิ่งที่มีค่าเอาไว้ แม้แต่จะบอกลูกหลานของตนเองว่า ปู่ของปู่เป็นใครและมาจากไหนด้วยซ้ำไป"
เมื่อสอบถามเรื่องราวในชุมชนความเป็นมาจากคนที่คิดว่าน่าจะให้ข้อมูลได้บ้าง มักได้คำตอบให้ไปหาที่โน่น ที่นั่น คนนั้น คนโน้น หรือไม่ก็ไปหาเอาจากบันทึกที่มีอยู่ตามศาลากลางบ้าน อะไรทำนองนี้แหละ
ยุคก่อนความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ เหตุการณ์เรื่องราวนั้นๆ จะมีคนหลายคนมีความทรงจำเรื่องราวต่างๆนั้นได้
แต่ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงของสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ถ้าสังคมไม่ให้ความสำคัญ ลืมง่าย ก็จะยิ่งหาตัวตนไม่เจอ ชุมชนก็จะมีแต่ความว่างเปล่า
อ่านหนังสือชื่อบ้าน-ภูมิเมืองพะเยาแล้ว
ได้เห็นตัวตน ภูมิหลังของชุมชนต่างๆทั่วทั้งจังหวัดเลย
กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มแรกๆของบ้านเมืองไทยเรา ที่มีบันทึกได้ครบทุกชุมชน
นับเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นของชุมชนที่ดีมากครับ(แม้จะขาดข้อมูลไปหลายๆมิติก็ตาม)
ขอบคุณครับที่ติชม การทำงานด้านท้องถิ่นต้องใจรัก ใช้เวลา และความอดทนครับ
เนื่องจากหลายครั้งที่เราเดินทางไป-กลับเกือน ๒๐๐ กิโลฯ แต่ไม่ได้อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่หมู่บ้านตำบล
มีผู้สูงอายุ ผู้นำ พระ ครู บ้างครั้ง-เขาก็ไม่ได้คุณเหมือนเรา ไม่ทราบแม้แต่ข้อมูลพื้นฐาน
เขาอยู่ในชุมชนได้อย่างไร หรือสนใจแต่กิน-นอน-ทำงาน เท่านั้น มันสื่อถึงการศึกษาไทยที่ล้มเหลว (ในบางจุด) ครับ