หนังสือเกี่ยวกับเบาหวานเล่มที่สองที่ผู้เขียนได้มีส่วนร่วมเป็นผู้เรียบเรียงเนื้อหา

ปกนอก 

หนังสือเล่มนี้ เพิ่งเสร็จมาได้ราวสองเดือน จึงขอนำมาบอกกล่าว เผื่อว่าใครสนใจอยากใช้ประโยชน์จะได้ส่งไปให้ หรือ ประสานงานจัดส่งไปให้ได้ค่ะ

 ปกใน

คำนำ 

ผู้เขียนไม่ได้มีพื้นฐานการศึกษามาทางการแพทย์หรือด้านสุขภาพ แต่อาจด้วยบุญกุศลของคุณพ่อซึ่งป่วยเป็นเบาหวานจนเสียชีวิตเมื่อราวสามสิบปีมาแล้วในขณะที่ไม่มีความรู้เกียวกับโรคเบาหวานเผยแพร่กว้างขวางเท่าทุกวันนี้ ได้ส่งให้ผู้เขียนเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการเบาหวานครั้งแรกด้วยการเขียนหนังสือชื่อ มหัศจรรย์ KM เบาหวาน เสนอเรื่องราวตัวอย่างจากการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานในระบบปฐมภูมิ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อผู้ป่วยเป็นรายบุคคลในแนวทาง การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และ เอื้อให้การดูแลสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ เบ่งบาน โดยนำ การจัดการความรู้ Knowledge Management – KM มาใช้เป็นเครื่องมือและยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานของ หน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลพุทธชินราช

ครั้งนี้เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ธรรมะจัดสรรให้ได้พบและสนทนากับ แพทย์หญิงรุจิรา มังคละศิริ หรือ คุณหมอตุ๊ แห่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ผู้เขียนได้ฟังอีกแนวทางหนึ่งในความพยายามที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ป่วยเบาหวานในการดูแลตนเองอย่างมีความสุขได้โดยนำ ธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ การเจริญสติ ตระหนักรู้ปัจจุบันขณะ เข้ามาเสริมสร้างกำลังใจและความเข้มแข็งในการดูแลตนเอง ผู้เขียนมองเห็นว่าแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และน่าจะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อ โดยการมีส่วนที่ในการเผยแพร่ให้เห็นตัวอย่างที่ดีเลิศนี้เช่นกัน จึงเป็นที่มาของหนังสือ มิติแห่งใจ... ไขความลับเบาหวาน: ใช้ยาใจ ไม่ใช้ยากิน ที่ท่านถืออยู่ในมือ

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงวิธีการ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในการผสมผสาน บูรณาการความรู้ทางการแพทย์ที่เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับ การใช้มิติแห่งจิตใจที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นวิทยาศาตร์เช่นกัน แต่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พิสูจน์ได้จากการปฏิบัติ และยังมีความรู้เกี่ยวกับเบาหวานประเด็นสำคัญๆที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนมุมมองของผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้ป่วยและผู้รักษา เช่น

  • เบาหวานไม่ใช่โรคเรื้อรังที่เป็นแล้วไม่หาย – เบาหวานรักษาหายขาดได้ ถ้าสร้างเหตุปัจจัยต่างๆที่เหมาะสม มีบทความวิชาการหลายเรื่องของ นายแพทย์วิศาล เยาวพงศ์ศิริ และ แพทย์หญิง สกาวเดือน นำแสงกุล ที่ท่านค้นคว้าข้อมูลรวมถึงได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดผล นำมาอธิบายไว้อย่างชัดเจน

 

  • การให้ยาโดยแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่เนื่องจากคนไข้มากจึงมักมีโอกาสพิจารณาจากค่าตัวเลขบ่งชี้ระดับน้ำตาลในเลือด ยิ่งสูง ก็ยิ่งให้ยาโดสสูง หากสูงอยู่เรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นยาฉีด แต่ปรากฏว่ายิ่งได้รับยามาก คนไข้ยิ่งมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ จนต้องกินหวานเพิ่มเข้าไปให้หายอาการใจสั่นหน้ามืดจะเป็นลม

 

ในโรงพยาบาลใหญ่ๆมีคนไข้จำนวนมาก แม้แพทย์จะพยายามทำความเข้าใจคนไข้เป็นรายบุคคลแต่ก็มีข้อจำกัดทางเวลา จึงยากที่มองลงลึกถึงมิติทางวัฒนธรรมของชุมชนและมิติทางจิตใจ

 

ในการดูแลรักษาคนไข้ของระบบปฐมภูมิ ทำให้ได้ใกล้ชิด มีเวลาร่วมกันมากขึ้น เมื่อมีการนำ การเจริญสติ ตระหนักรู้ปัจจุบันขณะ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ใน ค่ายเบาหวานโคราช:ใช้ยาใจ ไม่ใช้ยากิน  ทำให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ตนเอง เข้าใจภาวะของร่างกายและจิตใจ สามารถนำกลับไปปฏิบัติโดยมีแพทย์และพยาบาลปฐมภูมิคอยดูแล ก็ค่อยๆปรับลดการใช้ยา จนถึงไม่ใช้ยาเลย เป็นที่มาของวลี “ใช้ยาใจ ไม่ใช้ยากิน”

 

ผู้เขียนเชื่อว่าเพียงแค่สองประเด็นใหญ่ๆนี้ก็มีคุณค่ามหาศาลในการเรียนรู้ และในหนังสือเล่มนี้ท่านผู้อ่านยังจะได้พบกับความงาม ความเบิกบานจากเรื่องเล่าจากผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่งที่ผ่านการเข้าค่ายเบาหวานและมีการติดตามผลในระยะสองปี รวมทั้งเข้าไปเจาะลึกดูว่า ค่ายเบาหวานโคราช “ใช้ยาใจ ไม่ใช้ยากิน” ที่เป็นค่ายต้นแบบนี้มีกระบวนการอย่างไร โดย คุณสิริกุล ปุสุรินทร์คำ

 

หวังว่าหนังสือเล่มนี้คงจะสามารถส่งผ่านความรู้ต่างๆและความตั้งใจของคุณหมอตุ๊ ที่จะแบ่งปันเรื่องราวดีๆให้เหล่าแพทย์ พยาบาลของระบบปฐมภูมิ เพื่อให้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและแนวทางในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้มีความสุขทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การรักษาดูแล

 

ดร.ยุวนุช ทินนะลักษณ์