หกสิงหาคม ประชุมเครือข่ายคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (คสข.) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่อำเภอเมือง เสร็จผมก็ขับรถจะกลับบ้าน ที่อำเภอปางมะผ้า ระหว่างทางก็ผ่านป้อมยามที่หน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา เห็นตำรวจ และหนุ่มสาวอีกสองคนกำลังโบกรถ ผมก็เลยจอดดูว่าเผื่อมีอะไรจะให้ช่วย ก็ได้ความว่าหนุ่มสาววัยยี่สิบกว่าๆทั้งสองคนจากบริษัทแห่งหนึ่งในชลบุรีเพื่อมาติดตั้งกล้องและอุปกรณ์อิเลคทอนิคส์ให้กับหน่วยราชการหลายแห่ง และกำลังจะหารถเดินทางไปยังอำเภอปาย ผมบอกว่าผมไปถึงแค่อำเภอปางมะผ้า ถ้าจะต่อรถจากปางมะผ้าไปอำเภอปายต้องไปต่ออีกสี่สิบกว่ากิโล สองคนบอกไม่เป็นไร ถึงปางมะผ้าแล้วค่อยหารถไปอีกทีเพราะนี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ผมตอบโอเค งั้นก็เอาของเก็บท้ายรถ แล้วไปด้วยกัน…………………………………………………. น้องทั้งสองคนเพิ่งเรียนจบปริญญามาได้ไม่นาน ฝ่ายชายจบมาทางวิศวะ ฝ่ายหญิงจบมาทางนิเทศ ส่วนสารถีบังเอิญอย่างผมจบพัฒนาสังคม เมื่อวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์มาบรรจบกันบนถนนสายมิตรภาพ บูรณาการศาสตร์ก็เปิดประตูโดยไม่ต้องเชื้อเชิญ……………………………………………………… ระหว่างการเดินทางชั่วโมงกว่าๆบนถนนที่ฉ่ำละอองฝนและสายหมอก การสนทนาที่ออกจากใจและประเด็นที่ขุดคุ้ยถึง “แก่น” ก็ดำเนินไปอย่างมีรสชาติ การได้รับรู้ถึงชีวิตของหนุ่มสาวทั้งสอง ที่ตกอยู่ในวังวนของคำถามหลายๆอย่างของชีวิตที่ยังไขคำตอบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพการงาน ความรัก ทัศนคติต่อชนกลุ่มน้อย เฉกเช่นหนุ่มสาวปัญญาชนทั่วไป ทำให้ผมย้อนนึกถึงสมัยที่ตนเองยังเป็นนักศึกษา ไปไหนมาไหนก็บิดมอเตอร์ไซต์เอาแฟนสาวซ้อนท้าย เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยเฉพาะตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ถ้าตกรถเราก็โบกเอา เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต แม้ว่าเธอคนนั้นจะแยกจากไป แต่ความทรงจำที่ดีก็ยังแจ่มใส เหมือนกับวัยเยาว์เหล่านั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นาน……………………………………………………………………….. ถ้าชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทาง มันก็คงเป็นการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด จนกว่าเราจะหมดลมหายใจ ความตายจึงเป็นจุดสุดท้ายของการเดินทางที่ทุกคนต้องไปถึง แม้ว่าจะปฏิเสธมันอย่างไรก็ตาม…………………………………………………………………….. จุดสุดท้ายในการเดินทางของทุกชีวิตจึงเป็นสิ่งที่แน่ชัดอยู่แล้ว ก็คือความตาย อันนี้คงไม่ต้องแสวงหาคำตอบอะไรกันอีก แต่การเรียนรู้ระหว่างการเดินทางต่างหาก ที่เป็นสิ่งสร้างแต่ละคนมีแบบฉบับของตัวเอง และเลียนแบบกันไม่ได้ แต่อาจบรรลุด้วยการแสวงหาอย่างยืดหยุ่นและไม่หยุดนิ่ง ถึงกระนั้น ก็มีคนจำนวนมาก ที่สร้างจุดหมายปลอมๆขึ้นไว้ “ดัก”ตัวเองระหว่างทางให้จมลงไปกับความทุกข์ที่ตนเองแบกอยู่…………………………………………………………………….. ในการสนทนาที่จริงใจ คุณค่าของมันหาได้มีเพียงแค่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หากแต่มันได้ถ่ายเทอารมณ์ความรู้สึกและพลังจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน การได้สนทนากับผู้เยาว์ ทำให้จิตวิญญาณนักแสวงหาในตัวพวกเขาถ่ายเทเข้ามาในตัวผม และนี่เอง ได้ปลุกให้ผมย้อนกลับมาแลกเปลี่ยนกับพวกเขาถึงประสบการณ์การแสวงหาจากวัยเยาว์จนถึงปัจจุบันกาลของผมที่เผยให้เห็นสาระบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขาบ้างไม่มากก็น้อย………………………………………………………………. หลังส่งพวกเขาที่ท่ารถปางมะผ้า ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะเลือกเดินทางไปเพื่อ “แสวงหา” สิ่งใดๆต่อ ก็ขออวยพรให้โชคดี กับการค้นพบตัวเองและเข้าใจ “ธรรมชาติ” ของชีวิตที่ล้วนสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง
สาวนักโบก หนุ่มนักบิด จิตวิญญาณนักแสวงหา
จุดสุดท้ายในการเดินทางของทุกชีวิตจึงเป็นสิ่งที่แน่ชัดอยู่แล้ว ก็คือความตาย อันนี้คงไม่ต้องแสวงหาคำตอบอะไรกันอีก แต่การเรียนรู้ระหว่างการเดินทางต่างหาก ที่เป็นสิ่งสร้างแต่ละคนมีแบบฉบับของตัวเอง และเลียนแบบกันไม่ได้ แต่อาจบรรลุด้วยการแสวงหาอย่างยืดหยุ่นและไม่หยุดนิ่ง ถึงกระนั้น ก็มีคนจำนวนมาก ที่สร้างจุดหมายปลอมๆขึ้นไว้ “ดัก”ตัวเองระหว่างทางให้จมลงไปกับความทุกข์ที่ตนเองแบกอยู่
ตามชื่อเรื่องมาคะ...มาแล้วก็มาเจอเพื่อนที่แสนดีล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ชอบ...ชื่อเรื่องพอมาอ่านเรื่องข้างในยิ่งชอบ..ใหญ่เลยคะ....
........
โดยส่วนตน...ก็ชอบเดินทาง...
ตามหา...ความฝัน...
และลมหายใจที่มีอยู่...
โบยบิน...ไปสู่นภา...
ขอบคุณสำหรับคำติชมของทุกท่านครับ แต่ถ้าจะขอบคุณอะไรกับผมละก็ คงต้องยกความดีไปให้ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวอันเป็นบริบทที่มาของข้อเขียนดังกล่าว โดยเฉพาะตัวเอกของเรื่องคือหนุ่มสาวสองคนนั้น…………………………………………….
“ตายก่อนตาย” เป็นวลีที่ตรงใจใครหลายคนนะครับ แต่ทางเซนสอนว่า ทุกสรรพสิ่งมีแต่ความว่างเปล่า (สุญญตา) แล้วจะมีเกิด มีตายได้อย่างไร การเกิดและการแตกดับ จึงเป็นสิ่งปรุงแต่ง นี่ก็น่าคิดนะครับ …………………………………………………….. ข้อคิดของผมก็ธรรมดา ข้อคิดอย่างนี้ล้วนมีอยู่ในตัวเราท่านทุกคนอยู่แล้วในทุกอณูชีวิต แต่ “มือที่มองไม่เห็น” มักจะ “ไขลาน” ให้เราไปหลงไหลไปกับความรู้จากภายนอกจนลืมการ “ตื่นจากภายใน”ที่สำคัญไม่แพ้กันเลย หรืออาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำนะครับ
ติดตามอ่านอยู่ค่ะ เพราะอ่านบันทึกของคุณยอดดอยแล้วคิดถึงสมัยทำงานที่ รพ.ชุมชน ช่วงนั้นสนิทกับเพื่อนๆ NGOหลายคน พวกเราเป็นหนุ่มสาวนักแสวงหาคำตอบของชีวิต ได้ ลปรร.ถึงคุณค่าที่มากมาย กาลเวลาก็แยกย้ายกันไปตามเหตุ ปัจจัย เพื่อนหลายคนยังทำงานNGO อยู่บางคนก็เป็นGOประเภทนอกกรอบ(จึงไม่ค่อยก้าวหน้า) อ่านแล้วก็คิดถึงเพื่อนๆค่ะ และก็ได้ต่อเติมบางส่วนที่ขาดหายไปในชีวิต
ดีใจครับที่บันทึกของผมมีส่วนช่วยคุณพัชราให้คิดถึงเพื่อนๆ
ผมเองถ้าใจไม่นิ่ง ใจก็มักจะวิ่งค้นหาแต่เรื่องของตัวเอง จนลืมคิดถึงเพื่อนๆ
"ความคิดถึง" เป็นปัจจัยที่จำเป็นที่เติมเต็มความเป็นมนุษย์นะครับ สังคมยุค "โลกูภิวัฒน์" (แปลว่าโลกของตัวกู ของกู ก้าวหน้า) สร้างให้เราไม่ชอบคิดถึงใคร หรือไม่มีใครให้คิดถึง ในสายตาผม นี่อันตรายกว่าไข้หวัดนกตั้งเยอะครับ
ขอบคุณที่คุณพัชราทำให้ผมฉุกคิดว่า ควรจะแบ่งเวลาไปคิดถึงเพื่อนให้มากขึ้นครับ
Gobalization = ก่อบรรลัยใส่ฉัน
คำจาก...เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์