ผู้เขียนมีสมบัติเป็นต้นมะตูมอยู่ต้นหนึ่ง ได้เป็นเจ้าของด้วยเหตุผลที่ออกจะแปลก คือ เจ้ามะตูม ต้นนี้เป็นของชาวบ้านอยู่ก่อนถึงบ้านเรา วันหนึ่งเขาลุกขึ้นมาถาง ฟันต้นไม้ในที่ของเขา และกำลังจะฟันต้นมะตูมทิ้ง คนข้างกายเห็นเลยไปถามไถ่ เจ้าของเขาบอกว่าเกะกะรกที่ เราเลยขอซื้อทั้งต้น เขาขอหนึ่งพันห้าร้อยบาทโดยเราขอให้ต้นยังคงอยู่ในที่เดิม ไม่ต้องตัด ไม่ต้องย้าย ชาวบ้านส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ชอบตัดต้นไม้ ชอบที่โล่งๆ แปลกมากค่ะ

คงไม่ค่อยมีคนทราบว่า มะตูม เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดชัยนาท ปลูกเพื่อเป็นศิริมงคล ยิ่งกว่านั้นยังเป็นได้ทั้งอาหารและยา

สมัยผู้เขียนเป็นเด็กจำได้ว่าเวลาไปบ้านสวนแก่งคอย มีต้นมะตูมหลายต้น คุณปู่ท่านชอบทานผลมะตูมสุก โดยทุบให้แตกออกและตักเนื้อทานเป็นผลไม้ ส่วนมากคนสมัยนี้คุ้นกับ ชามะตูม น้ำมะตูม กันมากกว่า

สมัยก่อนยอดมะตูมก็เป็นผักจิ้มน้ำพริกเหมือนยอดมะกอก ยอดมะม่วง เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปหาซื้อเลย เพราะคงไม่พบง่ายๆ ไม่เป็นที่นิยม ไม่มีใครรู้จัก กระทั่งมะตูมเชื่อมก็ยังมีขายเป็นบางแหล่งเท่านั้น เด็กสมัยนี้อาจทานไม่เป็นด้วยซ้ำ (คนยุคใหม่อาจจะรู้จักแต่ เค้กมะตูม)

มะตูมนั้นเป็นพืชที่มีถิ่นฐานมาจากอินเดีย ชื่อภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นหูเราก็คือ Bael fruit จะให้คุ้นขึ้นมาหน่อยก็ต้องเทียบกับผลไม้ที่รู้จักกันทั่วไป มะตูมจึงมีชื่ออื่นๆในภาษาอังกฤษตามลักษณะของผลที่มีเปลือกแข็งหนาค่ะ คือ Stone Apple และ Wood Apple ลักษณะต้นมะตูมก็มักจะสูงๆเรียวๆอย่างนี้แหละค่ะ ตำราว่าสูงได้ถึงสิบแปดเมตร

มะตูมถือว่าเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ชาวฮินดูจะใช้ใบมะตูมบูชาพระศิวะ

(อ่านข้อมูลมาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Bael)

เคยทราบมาว่ากำลังมีการวิจัยพืชผัก ผลไม้ไทยที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ มะตูมก็เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีค่าดัชนีต้านอนุมูลอิสระสูง

ในตำราอายุรเวทของอินเดียใช้ มะตูม รักษาโรคหลายอย่าง ที่เด่นมากคือใช้รักษาโรคท้องผูก

จากบทความเผยแพร่ทางวิทยุของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่ มีรายละเอียดมาก ตามไปอ่านกันได้ที่

 http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio46-47/46-470007.htm

ขอยกส่วนที่เป็นวิชาการมาให้อ่านแค่นี้ค่ะ

"มะตูม" มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ประกอบด้วย สารเพคติน (pectin) สารเมือก (mucilage) และสารแทนนินซึ่งให้รสฝาด นอกจากนี้ยังมีสารขมต่างๆ ได้แก่ สารคูมาริน (coumarin) และมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) อีกด้วย ดังนั้นจึงมีสรรพคุณแก้ท้องเสีย แก้บิด ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ยางของผลดิบใช้ผสมสีทากระดาษแทนกาวได้ เปลือกของผลให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้า เนื้อในเชื่อมทำของหวาน หรือนำมาตากแห้งใช้ทำเครื่องดื่ม ช่วยย่อยอาหาร รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร แก้ท้องเสีย ส่วนผลมะตูมสุกใช้เป็นยาระบาย

คนไทยโบราณรู้ดีถึงสรรพคุณของมะตูมว่า ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้บิด แก้ร้อนใน ขับลม แก้โรคลำไส้

  • น้ำมะตูมนั้นมีสรรพคุณเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ลดเสมหะ ทำให้ชุ่ม
    คอ รักษาโรคหอบหืด และป้องกันโรคท้องเสีย
  • ใบมะตูมนั้น มีสรรพคุณในการช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย รักษาอาการท้องเดิน
  • ส่วนรากมะตูมมีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ไอ และขับเสมหะ
  • ได้ทราบจากการคุยกับคนข้างกายว่า ชาวบ้านรู้ดีว่าผลมะตูมมีสรรพคุณพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เหมาะแก่การจัดทำเป็นน้ำมะตูมให้ผู้ถือศีลเช่นพระภิกษุสามเณรได้ดื่มเป็นน้ำปานะ เพราะมีฤทธิ์ลดความกำหนัด ทำให้สงบผ่อนคลาย เป็นภูมิปัญญาที่น่าทึ่ง

หากจะว่ากันด้วยคุณสมบัติทางจิตใจ ความเชื่อ ซึ่งคนไทยได้รับอิทธิพลมาจากทางอินเดีย เห็นได้จากในพิธีการ ใบมะตูม ถือเป็นใบไม้แห่งสิริมงคล ใช้ ทัดหู ในพิธีพราหมณ์ และใช้ประพรมน้ำมนต์ ขับไล่เสนียดจัญไรและขับภูตผีปีศาจ

เล่ามายาว กลับมาที่บ้านปากท่ากันค่ะ หลังจากผู้เขียนสำรวจพืชพรรณไม้ที่รอดชีวิตจากน้ำท่วม พบว่าต้นมะตูม ที่ช่วยชีวิตไว้แข็งแรงดี แถมปีนี้ออกลูกดกมาก ทว่าต้นสูงชะลูด เก็บยากมาก

จะได้เนื้อจาก ผลมะตูมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้มีดหรือค้อนทุบกันเลยล่ะคะ เพราะเปลือกแข็งมาก ข้างในเนื้อเป็นสีเหลืองเป็นเส้นใยที่หอมหวาน เม็ดนั้นจะมีปุยซึ่งมีเยื่อเมือกหุ้มอยู่ เวลาเราจะต้มน้ำมะตูม ล้างผลให้สะอาด ทุบให้พอแตกแล้วต้มทั้งลูกเลยค่ะ ต้มใส่น้ำตาลชิมเสร็จ จึงค่อยกรองแล้วเก็บน้ำแช่ตู้เย็นไว้ดื่มได้สองสามวัน

ได้ทดลองต้มน้ำมะตูมสด ทุบให้แตกแล้วต้ม ใส่น้ำตาลพอหวานน้อยๆ กรอง แช่ตู้เย็น เวลาจะดื่มก็ใส่น้ำแข็งสักสองสามก้อน หอมชื่นใจ แตกต่างจาก ชามะตูม หรือน้ำมะตูมที่ต้มจาก มะตูมตากแห้ง

วรรณ เจ้าของเดิมต้นมะตูมเดินมาคุยด้วย เขามีอาชีพทำนา เห็นพี่น้อยแม่บ้านผู้เขียนต้ม น้ำมะตูม อยู่ เขาแนะนำว่าหากจะให้หอมยิ่งขึ้นให้ทุบพอแยกน้อยๆแล้วเอาไปย่างไฟก่อนค่อยเอาไปต้ม ได้ลองทำแบบหลังนี้แล้ว พบว่าไม่ต้องย่างก็อร่อย หอมกว่า แต่มะตูมจะต้องแก่จัดจริงๆจึงจะหอม ซึ่งอาจเป็นรสนิยมส่วนตัว ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้นก็แล้วกันค่ะ

ดีใจที่มีเครื่องดื่มพิเศษคลายร้อน น้ำมะตูมกลิ่นหอมๆเฉพาะตัว จะดื่มอุ่นๆ หรือ ใส่น้ำแข็งทุบ ก็หอมเย็นชื่นใจ ดีกับสุขภาพด้วย ปีนี้คงได้ดื่มไปอีกกว่าสิบครั้งและอาจได้ทำเลี้ยงแขกด้วย หากเจ้ากระรอกไม่แย่งแทะลูกแก่จัดคาต้นจนไส้กลวงก่อนเราจะเก็บ