ในรอบปีที่ผ่านมาได้ร่วมทำงานกับบริษัทเอกชน งานในส่วนของผมเป็น ส่วนของงานวิชาการในการถอดบทเรียนและสังเคราะห์งานเพื่อประเมินผล กระบวนการ CSR ของบริษัท ในกิจกรรมในโครงการส่งเสริมโภชนาการในเขต จังหวัดหนองคายและอุดรธานี ถือว่าเป็นเขตพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงงานด้วย
งานชิ้นนี้ถือว่าเป็นงานที่ผมได้เรียนรู้ค่อนข้างเยอะและมีความสุขในการเข้าร่วมทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับทีมงานสองสามทีมที่ประสานงานกัน เพื่อทำงานชิ้นเดียวกัน คือ ทีมนักวิชาการจากกรมหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลเรื่องเกณฑ์มาตรฐานงานโภชนาการในเด็กนักเรียน พร้อมทั้งให้คำปรึกษา ส่วนบริษัทเอกชนอีกทีมหนึ่งที่เป็นทีมงาน Organizer ที่ดูแลงานสร้างสรรค์ (Creative) และงาน School Program ที่เน้นกิจกรรมสุขศึกษา Edutainment การส่งเสริมให้เด็กมีสุขนิสัย พฤติกรรมนิสัยที่ดีทางด้านโภชนาการ
ปีที่สองที่ผมและทีมงานทำหน้าที่วิเคราะห์โจทย์ ทำกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมให้กับโครงการ โดยมุ่งเป้าหมายในการสร้างเวทีเรียนรู้ให้กับครู โรงเรียนที่อยู่ในโครงการ ผมได้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในระบบการศึกษาหลายประเด็นด้วยกัน ทั้งในระดับปัจเจกซึ่งเป็นตัวครูเอง ทั้งในระดับองค์กร คือ โรงเรียน ชุมชน และภาคที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือแม้กระทั่งหน่วยงานระดับนโยบายของทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงสาธารณสุข
ระบบการมอบนโยบายจากข้างบนกับ ความเป็นจริงของพื้นที่ ที่บางครั้งก็ดูว่าเชื่อมต่อกันยาก นโยบายหลักๆที่มอบให้ ทั้ง กรม กอง และส่วนอื่นๆระดับประเทศ ทั้งหมดพุ่งลงมาเป็นกระสวย กระจุกลงที่โรงเรียนที่เดียว เมื่อเป็นแบบนี้คุณครูไหนจะสอน-กล่อมเกลา เด็ก (ซึ่งภาระหนักอึ้งอยู่แล้ว) ต้องมารับภาระนโยบายใหม่ๆ (ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา) จากข้างบนอีก น่าเห็นใจคุณครูจริงๆ
บางครั้งไปพบและเรียนรู้กับครู ถามครูว่า “ครูครับวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง สุขทุกข์อย่างไร” หลายครั้ง เราก็ได้เห็นรอยยิ้มที่เเห้งเเล้ง และเสียงหัวเราะที่ขมขื่น “อะไรๆก็ครู”
ผมคิดว่ากรณีนี้ไม่ต่างกับ สถานีอนามัย หรือ ที่ยกระดับเป็น รพ.สต. (เหล้าเก่า ในขวดใหม่) เวลานี้ ที่ต้องแบกรับภาระที่หนักมากขึ้น กับรูปโฉมโนมพรรณที่เปลี่ยนไป
ทั้งกรณีครูและสถานีอนามัย(รพ.สต.ปัจจุบัน) อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดบางอย่างเสียใหม่ ...เพราะหากเดินซ้ำรอยเดิม ไม่มีการถอดบทเรียน ไม่มีการมองฉากทัศน์อนาคต ผมคิดว่าไม่นาน ทั้งครูและหมออนามัย ย่ำแย่ เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายกันทั้งหมด
แต่ในบันทึกของผมบันทึกนี้ไม่บังอาจในการให้ข้อเสนอแนะนะครับ เพียงแต่ชี้ชวนมองและเข้าใจผู้ปฏิบัติที่เป็นทหารเสือปลายสุดของแท่งการบังคับบัญชา
ว่าจะเขียนเรื่องราวการทำงาน CSR ร่วมกับ บริษัทเอกชน กลับกลายมาเป็นสะท้อนเรื่องราวที่เห็นออกมาก่อน ซึ่งผมคิดว่า เราในฐานะ “คนนอก” อาจต้องเข้าใจ คนปฏิบัติงานให้มากขึ้น หากเอาแต่มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินเขา โดยไม่คำนึงหรือเข้าใจบริบทที่เขาอยู่ แทนที่จะส่งเสริมกันกลายเป็นทำลายกันไปเลย
การประเมินผล ในฐานะที่ผมเป็นทีมประเมิน สิ่งที่ผมต้องเรียนรู้ และตระหนักมากที่สุดคือ “ความเข้าใจ” เมื่อเราเข้าใจเป็นเบื้องต้น เราจะสะท้อนบทเรียนออกมาอย่างเป็นจริง และเป็น “บทเรียน”ที่สร้างสรรค์เพื่อสิ่งใหม่ๆ ทุกฝ่ายยอมรับบนพื้นฐานของความจริง
“เข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา” นี่หละครับ สูตรในการเข้าไปร่วมเรียนรู้และพัฒนา ใช้ได้เสมอ สิ่งหนึ่งที่อยากฝากนักพัฒนาไว้ก็คือ ให้เวลามากๆสำหรับการทำความเข้าใจกันและกัน (ที่เพียงพอ) ก่อนที่จะนั่งลงคุยกันเพื่อสร้างสรรค์งานใหม่ๆร่วมกัน
ความเข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกัน จะนำไปสู่ผลลัพธ์ของงานที่ดีเยี่ยม สามารถทะลุตัวปัญหาที่มีอยู่ได้ และในกระบวนการพัฒนานอกจากเกิดบรรยากาศการเรียนรู้ตลอดเวลาแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น ผลงานที่มีคุณค่า แม้ไม่สำเร็จหรือสำเร็จเพียงระดับหนึ่ง ทุกคนก็ยืดอกรับผลลัพธ์อย่างภาคภูมิใจ
การทำงานไม่ยากหรอกครับ ยากตรงที่ให้ใจกันนี่หละ
ให้กำลังใจคนทำงานทุกท่านครับ
มารับกำลังใจครับน้องเอก ตอนนี้หมอบอกว่าเป็นคนใจใหญ่ (หัวใจโต)ให้เพลาๆงานลงบ้าง แต่ทุกครั้งที่ได้ทำงานคือความสุข
แวะเข้ามาเรียนรู้ด้วยนะครับ