ผมในฐานะผู้สอนวิชาเทคโนโลยีการศึกษา กระบวนการเรียนการสอนและกิจกรรมตลอดภาคเรียนเป็นเรื่องของการให้นักศึกษาได้มีโอกาสได้ลงมือปฎิบัติจริง อันนักศึกษาเหล่านี้ เขาคือ นักศึกษาฝึกหัดครู ปีที่ ๑ และ ๒

พื้นฐานหัวใจความเป็นคนและความเป็นครูนั้นยังไม่มีความแข็งแกร่งเท่าไหร่ หากออกไปสู่โลกภาคนอกมีหวังถูกเหยียบจากสังคม จากคนที่เลวร้ายอย่างแน่นอน

ดังนั้นการสร้างความแข็งแกร่งทั้งในด้านทักษะที่ควรมีและการมีวิธีคิด ทัศนคติที่สร้างตนเองให้มีคุณค่า เหมาะสมที่จะเป็นต้นแบบครูที่ดีต่อไปในอนาคต

ชิ้นงานจึงหนักตามความรู้สึกของพวกเขา คนที่ไม่เคยเรียนด้วยวิธีการแบบนี้มาก่อนจากผม ผมฝึกพวกเขาหนัก พร้อมสร้างแรงกดดันอยู่ตลอด 4 เดือน เพื่อให้เขาแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจมากขึ้น

 

 

ตัวอย่างชิ้นงานที่นักศึกษาต้องลงมือทำในรายวิชาที่ผมรับผิดชอบนี้

 

 

 

ชิ้นงานกองนี้ คือ การเขียนตัวอักษรด้วยปากกาสปีดบอล เล่มละ 1 คน เป็นงานเดี่ยว ไม่ใช่งานกลุ่ม

 

 

 

ส่วนกองนี้ คือ การผนึกภาพด้วยกาวยางน้ำ พร้อมการเก็บรักษาทนน้ำ ทนฝน คนละ 2 มัด

 

 

ผมแจ้งให้นักศึกษาทราบตั้งแต่คาบแรกแล้วว่า หากจะตัดสินใจเรียนกับครูต่อไป เธอจะต้องทำงานลักษณะนี้ส่งตลอดภาคเรียน ใครคิดว่า ไม่ไหวให้รีบไปดร็อป หรือไม่ก็ย้ายไปเรียนกับอาจารย์ท่านอื่น

ผมไม่แคร์นักศึกษาที่ขี้ขลาด ตาขาว ใจไม่รู้ ชอบอะไรง่าย ๆ ชอบเกรดง่าย ๆ แต่ไม่ทำงาน

ค่าของคนมันอยู่ที่ผลของงาน และ

กรรม คือ ผลของการกระทำ

ผมต้องการสอนเรื่องนี้กำลังนักศึกษาฝึกหัดครูเหล่านี้

 

นักศึกษาที่ตัดสินใจเรียนไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ผมเชื่อลึก ๆ ว่า เขามีหัวใจที่เป็นนักสู้มากพอสมควร และพอที่จะออกไปเป็นครูที่แข็งแกร่งและอดทนต่อสิ่งแวดล้อมแย่ ๆ ในหลาย ๆ ที่ที่เราพอได้ยินข่าวอยู่บ้างในความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย

 

หลังจากผ่านมา ๔ เดือน หรือ ๑ ภาคเรียน ผมรู้ว่า คนที่อยู่รอดมาจนถึงตรงนี้ได้ ไม่ถอน ไม่ดร็อปไปก่อน คือ คนที่มีอะไรดีบางอย่าง

ดังนั้น กระบวนการสุดท้ายที่ผมจะกระทำต่อพวกเขา คือ

 

The Last Lecture ที่ผมยืมชื่อมาจากหนังสือขายดีเล่มหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อเมริกา ที่รู้ตัวว่า เป็นมะเร็งและจะอยู่รอดไม่เกิน 2 ปี (แต่ผมไม่เป็นไรนะครับ ยังสบายดีอยู่)

ผมเลือกสรุปเหตุผลของกิจกรรมทั้งหมดตลอดภาคเรียนให้พวกเขาได้เข้าใจในวิธีการคิดของผมที่ผมเลือกที่จะให้เขาได้เรียน ได้ทำ ได้ลงมือปฏิบัติ

ไม่มีกิจกรรมใดที่เลือกมาเพราะอารมณ์หรือความรู้สึก แต่ทุกอย่างมีเหตุและมีผลในตัวเอง

คุณต้องเข้าใจว่า วุฒิภาวะของเด็ก ๆ เหล่านี้ยังไม่ถึงวัยผู้ใหญ่มากนัก ดังนั้น พวกเขาไม่เข้าใจในกระบวนการเหล่านี้มากนัก หรือบางคนเข้าใจ ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด

การปิดคอร์สด้วยการบอกเหตุผลจึงเป็นวิธีการที่คนเป็นครูสมควรทำมากที่สุด

อย่าละเลยคาบสุดท้ายของการเรียนเลย

พวกเขาจะเข้าใจความคิดของครูอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจนมากขึ้น

สำหรับนักศึกษาฝึกหัดครู นี่คือ การสอนจากของจริง จากคนเป็นครูจริง ๆ การหล่อหลอมวิธีคิดและสร้างแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผม

 

The Last Lecture ดำเนินไป ภาคเรียนมีการใช้วีดิทัศน์ "สามเกลอจากมอชอ" สะท้อนให้เห็นถึงคำว่า "โอกาส" โอกาสที่เขาได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ก็ต้องใช้มันให้เต็มที่ ไม่ใช่ ทิ้งโอกาสไปง่าย ๆ คนที่เขาไม่พร้อม เขายังอยากจะเรียนเลย

วีดีทัศน์ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจทั้งหมด แต่ครูผู้สอนต่างหาก คือ ผู้ที่ตอกย้ำความคิดและความเชื่อมั่นในเรื่อง "โอกาส" ให้มิดหัวใจของพวกเขา

 

ผมบอกพวกเขาว่า ...

 "ให้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองเอาไปใช้ในอนาคตของพวกเรา สิ่งใดที่คิดว่าไม่ดี ก็ไม่ต้องเอาไป ให้ละทิ้งไว้ที่นี่"

 

 

และผมยังตอกย้ำปณิธานของตัวผมเองว่า ...

"ผมยอมให้ลูกศิษย์ของตัวเองเกลียดในตอนนี้ แต่หากสิ่งที่ผมสอนพวกเขามีประโยชน์ต่อพวกเขาในอนาคต ผมก็ยอม ... แล้วเมื่อสิ่งที่ผมสอนแล้ว พวกเขาได้นำไปใช้จริงและทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาขอบคุณผม ก็ยังไม่สาย"

 

 

เมื่อผม The Last Lecture จบ ผมได้มอบกระดาษที่เป็นรูปหัวใจให้กับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้เขียนถึงผม เขียนถึงสิ่งที่ผ่านมาในรอบ 4 เดือนนี้ว่า ตัวเขาได้อะไรบ้าง เขียนได้เต็มที่ เพราะผมไม่ได้เก็บคะแนนอีกต่อไปแล้ว ผมจะเก็บหัวใจเหล่านี้เอาไว้เป็นที่ระลึก

ผมเปิดเพลง "ฉันดีใจที่มีเธอ" แบบเบา ๆ ให้หมุนวนอยู่อย่างนั้น จนพวกเขาเขียนเสร็จ

หลังจากนั้น ก็ให้เพื่อนนำถุงผ้าให้คนที่เขียนเสร็จแล้วหย่อนหัวใจลงมา โดยป้องกันความเขินอายเพื่อนที่เขาเขียนความในใจออกมาถึงผม ถึงวิธีการสอนของผม

 

และนี่คือ รางวัลของคนเป็นครู ที่ไม่ใช่ ยศฐาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สินเงินทองที่ครูหลาย ๆ คนอยากได้ อยากมี อยากเป็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมไม่ได้บอกว่า ตัวเองเป็นครูที่ดี หรือเป็นครูที่สอนดีอะไร

เป้าหมายของผม ไม่ใช่ สอนให้นักศึกษาได้เกรดสูง ๆ ได้รับเกียรตินิยม

เป้าหมายของผม คือ การสร้างลูกที่ดี คนที่ดี และครูที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่างหาก

 

ผมไม่ใช่ครูดีเด่น ครูต้นแบบ หรือครูในฝัน

เป็นแค่คนที่เป็นครูด้วยหัวใจตัวเองเท่านั้น

ผมไม่ต้องการให้ใครเอาไม้บรรทัดมาวัดว่า ผมถึงเกณฑ์แค่ไหน

เพราะหัวใจกระดาษเหล่านี้น่าจะบอกได้โดยไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดมาวัดแล้วล่ะ

 

 

คุณรู้ไหมว่า งานรายบุคคลกองนี้ ถูกแขวะแล้วถูกแขวะอีกจากอาจารย์ด้วยกัน

เช่น

มีอาจารย์ท่านหนึ่ง เขาไปบอกลูกศิษย์ของตัวเองว่า "เธอเขียนตัวอักษรไม่กี่หน้าเธอมาทำเป็นบ่น เธอลองไปดูงานกองนี้ ของอาจารย์ท่านนี้ดูสิ แล้วเธอจะรู้ว่า งานครูมันกระจ่อยร่อยมาก ๆ"

ดูเหมือนพูดดีใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้วเขาเจตนาจะบอกผมว่า สั่งงานอะไรหนักหนา แต่ผมไม่สนใจหรอก เพราะอาจารย์คนนี้หัวใจความเป็นครูต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก

ลูกศิษย์ ไม่ใช่ ลูกน้อง ... ชอบยกตัวเองเป็นลูกพี่ ใช้เด็กไปซื้อโน้น ซื้อนั่น ซื้อนี่

คนเป็นครูไม่ควรทำครับ ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของ "จิตอาสา" จะดีกว่า

 

หรือไม่ก็มีคำพูดว่า "ให้งานเด็กเยอะ ๆ ไปทำไม ให้มันผ่าน ๆ ไปเหอะ สงสารเด็ก"

ผมเองก็ไม่รู้ว่า คนที่พูดแบบนี้ คือ คนที่หวังดีกับเด็ก หรือ ให้ยาพิษเด็กกันแน่

ไม่สอนแล้วยังมายกหางตัวเองอีก

เขาแค่เป็นครูที่อยากให้เด็กรัก ให้เด็กยอมรับเท่านั้นครับ

สำหรับเด็กที่ขี้เกียจ ไม่ชอบทำอะไรยาก ๆ เขาเหล่านี้แหละ คือ เทวดา นางฟ้า ในสายตาเด็กเลยครับ

แล้วระบบอุปถัมภ์เลว ๆ แบบนี้ก็จะกระจายตัวไปในสังคม

สังคมก็มีแต่คนที่ทำอะไรไม่เป็น เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

น่าสังเวชใจกับครูพวกนี้จริง ๆ

 

 

"รางวัลของคนเป็นครู" มีเพียงเท่านี้แหละครับ

หัวใจกระดาษจากเด็ก ๆ ยังไงล่ะ

 

บุญรักษา ครูดีทุกท่านนะครับ ;)