คณะผลิตครูได้ตัดสินใจเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู รุ่นที่ ๒ รหัส ๕๒ ซึ่งห่างหายไปจากสารบนมานานหลายปี เนื่องจากหลักสูตรเดิมนั้นยังไม่มีใครปรับปรุงและหลักสูตรที่พัฒนาใหม่ต้องรอฟังเสียงของคุรุสภาว่า หลักสูตรนั้นผ่านการรับรองจากคุรุสภาแล้ว

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า บุคคลที่มีความต้องการจะปรับเปลี่ยนตัวเองมาเป็นครูจะคับคั่งเกินกว่าจะรับได้ไหว ซึ่งในรุ่นที่ ๒ วิทยาเขตเชียงใหม่นี้ ต้องเปิดหมู่เรียนถึง ๘ หมู่เรียน ๆ ละ ๖๐ คนเป็นอย่างน้อย (เป็นโครงการพิเศษ สควค. อีก ๑ หมู่เรียน) วิทยาเขตแม่สะเรียงอีก ๒ หมู่เรียน และวิทยาเขตแม่ฮ่องสอนอีก ๒ หมู่เรียน

ขณะนี้นักศึกษา ป.บัณฑิตฯ เหล่านี้ได้เดินทางมาถึงเวลาที่จะต้องจบหลักสูตรเต็มที เพราะฝึกประสบการณ์วิชาชีพอยู่ในโรงเรียนเป็นภาคเรียนที่ ๒ พร้อมยังต้องลงทะเบียนเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

การที่ให้นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนจบวิชาชีพครู ให้มาเรียนครู ๑ ปี แล้วจะเป็นครูที่ดีได้เลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ขนาดคนที่เรียนจบครู ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้างยังเป็นครูที่ไร้ศรัทธาตั้งเยอะตั้งแยะ ทำให้ทางผู้บริหารหลักสูตรของคณะผลิตครูเล็งเห็นว่า นอกจากเนื้อหา ตำราเรียนที่เรามอบความรู้ไว้ให้พวกเขาแล้ว เราควรจะมอบทักษะอื่น ๆ ให้กับเขาไปด้วย ก่อนที่เขาจะจบหลักสูตร

 

แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดเป็นโครงการย่อย ๆ ทั้งหมดประมาณ ๓ โครงการ ได้แก่

  • โครงการ "แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข"
  • โครงการ เกี่ยวกับ "คุณธรรม จริยธรรมความเป็นครู"
  • โครงการ เกี่ยวกับ "การนำความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดมานำเสนอเป็นนิทรรศการ"

ซึ่งอย่าเพิ่งตกใจกับชื่อที่ไม่แน่นอน เพราะผมก็จำชื่อไม่แม่นยำนัก แต่ได้ให้แต่ความคิดรวบยอดเอาไว้ก่อนนะครับ

 

ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองโชคดีหรือโชคไม่ดีที่มีโอกาสไปรวมคิดกับทีมงานหลักของคณะที่ให้ความไว้วางใจในสิ่งที่ผมมี สิ่งที่ผมคิด และสิ่งที่ผมเป็น

 

 

 

 

โครงการ "แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข" เป็นชื่อที่ผมเป็นตั้งก่อนว่า "โรงเรียนแห่งความสุข" แล้วค่อยมาเพิ่มคำหน้าทีหลังโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการ

"โรงเรียนแห่งความสุข" เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ผมนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองที่ครั้งหนึ่ง เคยมีโอกาสแนะนำโรงเรียนแห่งความสุขให้กับผู้ค้นหาข้อมูล คือ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ที่ทำให้กับมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในการค้นหาโรงเรียนต้นแบบทั่วประเทศที่สอนนักเรียนแล้ว นักเรียนมีความสุข ไม่ใช่ เดินตามระบบกระแสหลักของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมในหลาย ๆ เรื่อง

 

โรงเรียนที่ผมเสนอไป คือ "โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก" อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กทำนา

จากบันทึก "โรงเรียนเล็ก ๆ แต่หัวใจไม่เล็ก" (โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก โรงเรียนสอนเด็กทำนา)

ทำให้คุณเอกเดินทางมาเชียงใหม่ เพื่อให้ผมได้นำพาไปโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็กด้วยตัวเอง และนั่นคือ โอกาสแรกที่ผมได้ทำงานร่วมกับคุณเอก จตุพร และในโอกาสต่ออีกมากมายอย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากนั้น คุณเอกก็ได้เดินทางไปทั่วประเทศ และได้มีการต่อยอดความรู้ ประสบการณ์ในเรื่องมากมาย

 

ซึ่งเหตุผลเริ่มต้นดังกล่าว โครงการ "แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข" จึงเกิดขึ้น ผมเสนอเข้าที่ประชุมแล้วได้รับการตอบรับอย่างดี ทุกคนเห็นด้วยกับคำว่า "ความสุข" ของคนที่เป็นครู

 

 

ผมอยากให้นักศึกษา ป.บัณฑิตฯ ได้รับประสบการณ์และรู้จักความสุขจากคุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

เมื่อผมเสนอไป คุณเอกสนใจมาก ขณะที่ปรารถว่า "อาจารย์ไม่ต้องให้ค่าตอบแทนผมก็ได้นะ ผมจะไปให้ฟรี ไปด้วยใจ"

คุณเอก เชื่อว่า โครงการนี้คือโครงการที่มีคุณค่าในการสร้างคน สร้างคนที่กำลังจะออกไปเป็นครูในอนาคตอันใกล้ ซึ่งผมเองก็เชื่อเช่นนั้น

ซึ่งคุณเอกใช้เวลาตัดสินใจไม่นานก็ตอบตกลงกลับ แต่ขอให้ผมเชิญวิทยากรร่วมอีก ๒ ท่าน ได้แก่

ท่านอาจารย์แผ่นดิน แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ

ท่านอาจารย์พิศมัย เทวาพิทักษ์ แห่งโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

 

คุณเอก แจ้งกลับมาว่า "หากโครงการไม่ค่อยมีเงินมากนัก จะให้ค่าวิทยากรผมน้อย ๆ ก็ได้ แล้วแบ่งให้กับท่านอาจารย์อีกสองท่านด้วย"

ผมตอบกลับไปว่า ถึงแม้โครงการผมจะงบประมาณไม่มากนัก แต่สำหรับเรื่องนี้ผมคงยอมเช่นนั้นไม่ได้ครับ ทุกท่านให้เกียรติมา ผมและทีมงานก็ต้องให้เกียรติกลับไปครับ

ตอนนี้เราจึงได้วิทยากรถึง ๓ ท่าน ดังที่เห็นครับ

 

 

 

เนื่องจากผมเป็นผู้เสนอโครงการนี้ เสนอวิทยากร ผมจึงกลายเป็น "ผู้ประสานงานโครงการ" โดยปริยาย ซึ่งผมก็ยินดีที่จะทำหน้าที่ด้วยความเต็มใจ เพราะผมรู้สึกถึงความเป็นกัลยาณมิตรอย่างจริงใจ หัวใจพองโต และสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีการสั่งการ

คุณเอก ยังแซวเลยว่า โครงการนี้น่าจะชื่อว่า "วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยผลิตครูไม่ได้สอน" ล้อตามที่หนังสือขายดี

ผมก็ว่าจริง ๆ ด้วย ;)

ผมต้องการแบบนั้นจริง ๆ ไม่ต้องเอาสิ่งที่เรียนในห้องแล้วมาให้เรียนรู้อีก มันควรจะเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อนสำหรับการเป็นครู

"ความสุข" จึงเป็นเป้าหมายสำคัญครับ

 

 

ไม่ว่าโครงการจะดีหรือไม่ดีแค่ไหน เราไม่อาจจะคาดหวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตของครูเหล่านี้ ดังนั้น ผมบอกทีมงานทุกคนว่า เราจะทำหน้าที่ผู้ให้ ผู้นำสิ่งดี ๆ มามอบให้เขาให้ดีที่สุด ส่วนเขาจะรับหรือไม่รับนั้น เป็นเรื่องของตัวเขาเอง

เราเลือกที่จะมอบโอกาสดี ๆ กับวิทยากรที่จิตใจที่ดีเหล่านี้แล้ว เขาต่างหากต้องเป็นคนตัดสินใจว่า จะทำอย่างไร

 

นี่คือ เรื่องเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ "แนวทางการพัฒนาโรงเรียนแห่งความสุข" ให้ทุก ๆ ท่านได้ฟังครับ ;)

 

ส่วนวันเวลาและสถานที่ที่ผมต้องเชิญวิทยากรร่วมเดินทางไปกับผม มี ๒ ช่วงเวลา คือ เราจะเดินทางไปที่วิทยาเขตแม่สะเรียง (๙๐ คน) ก่อน แล้วตามด้วยวิทยาเขตแม่ฮ่องสอน (๙๗ คน) ซึ่งงานนี้ผมพาวิทยากรไปหานับโค้ง ๑,๘๖๔ โค้งวงรอบพอดีครับ

อีกช่วงหนึ่งคือ เราจะกลับมาที่วิทยาเขตเชียงใหม่ (๓๗๙ คน) ซึ่งจะใช้พื้นที่โรงแรมใหญ่หน่อยเพราะปริมาณนักศึกษาค่อนข้างเยอะ

 

 

 

 

หากมีประเด็นอื่น ๆ ต่อไป จะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ ;)

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)

 

 

 

.............................................................................................................

 

บันทึกที่เกี่ยวข้องกัน ...

 

บันทึก โดย คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

 

บันทึก โดย คุณ แผ่นดิน แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

บันทึก โดย ผมเอง