
สองวันมานี่ผมได้เห็นสื่อรายงานภาพเณรที่ทำตัวตุ้งติ้งเต้นส่ายตามเพลงผ่าน Youtube ก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่ที่รู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหวก็ตอนที่สื่อทั้งหลายพากันพร้อมใจเสนอข่าวและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน ยิ่งใน social media เปิดไปที่ไหนเป็นต้องเจอ ส่วนใหญ่จะพูดกันถึงความไม่เหมาะสม ว่ากันเรื่อยเปื่อยไปจนถึงบอกว่าพุทธศาสนากำลัง "เสื่อม"


โยนความผิดไปให้คนโน้น คนนี้ คนนั้น ยกเว้น..ตัวเอง ! แนะให้ออกกฎหมาย สร้างองค์กรมาควบคุมดูแล กำหนดวิธีปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ
...และ กำหนดโทษ..
โดยมีชาวไซเบอร์ร่วมเป็น "ขุนพลอยพยัก" อุ่นหนาฝาคั่ง

อันที่จริงพุทธศาสนาดำรงคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันเกือบ 2600 ปีแล้วก็ต้องผ่านอุปสรรค ผ่านความเจริญรุ่งเรือง ความเสื่อมมานับครั้งไม่ถ้วน การที่ยังมีผู้คนจำนวนมาก (แม้จะไม่มากที่สุด) บนโลกนี้ให้การยอมรับนับถือก็ย่อมแสดงว่าสามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจเป็นแนวทางในการยึดถือเพื่อการอยู่ร่วมในสังคมของมวลมนุษย์ที่ดีได้

ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ มีพิธีกรรมเป็นสื่อเพื่อเข้าถึงหลักการ ผู้ที่นับถือย่อมต้องมีศรัทธาและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ศรัทธาเหล่านี้เสื่อมสูญลง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าแม้จะมีการบีบบังคับด้วยกำลัง ด้วยอาวุธ หรือสงครามก็ไม่สามารถลบล้างความศรัทธาเหล่านั้นได้เลย ความเสื่อมของศาสนาจึงเกิดจากความเสื่อมศรัทธาของกลุ่มผู้นับถือนั่นเอง ไม่จำเป็นต้องมีใครมาบ่อนทำลายแต่อย่างใด
แต่หากจะมีผู้ที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงก็คงมาจากสามกลุ่มนี้เท่านั้น
1. แหล่งที่มาหรือต้นตอ (source) คือผู้ที่กระทำ(การอันไม่เหมาะสม) สำหรับศาสนาพุธก็คือพุทธบริษัท4 อันหมายถึงภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา หมายถึงพุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และร่วมกันรักษาพุทธศาสนาไว้ (*)
หากพุทธบริษัทคนใดไม่ทำหน้าที่ของตน ทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน หรือเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น ความเสื่อมก็จะเกิด พระเณรไม่ทำหน้าที่ ไม่ประพฤติอยู่ในพระธรรมวินัย อุบาสกอุบาสิกาก้าวก่ายสงฆ์หากินกับศาสนา มันก็เสื่อม พระมีองค์กรอื่นมาควบคุม มียศฐาบรรดาศักดิ์ ก็เหมือนมี office มีเครื่องแบบ แล้วเป็นไงครับ ที่เห็นชัดๆภิกษุณีหายไปแล้วจากพุทธศาสนาเวอร์ชั่นภาษาไทยไปเรียบร้อยแล้ว
...ต่อไปนี้พุทธบริษัท 4 คืออะไรล่ะครับ ? หรือจะต้องเปลี่ยนเป็นพุทธบริษัท 3 ซะเยาวชนจะได้ไม่สับสน
นี่ยังไม่นับเรื่องเข้าไปมั่วนิ่มกับการเมืองขอแก้รัฐธรรมนูญยกตนขึ้นเป็นศาสนาแห่งชาติอีก (อัตตา?)
(แล้วยังคิดจะเสาะแสวงหากฏเกณฑ์อันใดมาครอบ มาขังกันไว้อีกล่ะครับ..!)


2. สื่อ (media) ความหมายจริงๆมันน่าจะเป็นแค่ตัวกลางที่ส่งผ่านสารจากต้นตอไปยังผู้รับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อสื่อมีจำนวนมากขึ้น มีพัฒนาการสูงขึ้น ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นในสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือด การเอาตัวให้รอดด้วยการส่งผ่านสารอย่างเดียวคงเหลือเข็น หากสิ้นไร้เสียซึ่งการปรุงแต่งบ้างคงอยู่ได้ไม่นาน
ปัจจุบันสื่อเป็นองค์กรธุรกิจ แน่นอนว่ามุ่งหวังกำไร ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย อย่างสื่อที่ต้องใหญ่ ต้องระดมทุน เมื่อเข้าไปสู่ตลาดทุนก็ต้องเอาใจผู้ถือหุ้น
วันนี้ยังเป็นของเจ้าของผู้รักอุดมการณ์ แต่ใครจะไปรู้ล่ะครับว่าพรุ่งนี้มันจะไปอยู่ในมืออาแปะทุนใหญ่ที่ไร้อุดมการณ์หรือเปล่า ?
ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่กระทบกับจิตใจคนจำนวนมหาศาล
..ยิ่งเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ก็ยิ่งทำกำไรใช่ไหมครับ ?
แม้สื่อจะไม่ใช่ผู้ที่จะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมได้โดยตรง แต่ก็เป็นตัวช่วยโหมไฟ (catalyst) ที่มีประสิทธิภาพที่สุดมิใช่หรือ ?

3. ผู้รับสาร (audience, receiver) จริงๆก็คือผู้บริโภคนั่นเอง กลุ่มนี้มีผลโดยตรงต่อสองกลุ่มแรก เพราะจะเป็นผู้ที่ทำให้ทั้งกลุ่มพุทธบริษัทดำเนินไปให้อยู่กับร่องกับรอยมากน้อยเพียงใด เพราะคนในกลุ่มนี้ก็คือหนึ่งในพุทธบริษัทนั่นเอง อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดการดำรงอยู่ได้ หรือไม่ได้ของสื่ออีกด้วย
ถ้าคนกลุ่มนี้ช่วยกันสอดส่องดูแล ช่วยกันสนับสนุนพระเณรที่ดี สนับสนุนกิจการพระศาสนาอย่างถูกต้อง
ติติง ต่อต้าน รวมทั้งไม่ให้การสนับสนุนสื่อที่ไม่ดี สื่อมีมารยา
พระพุทธศาสนาก็จะดำรงอยู่และสามารถสืบทอดไปได้อีกยาวนาน สื่อไม่ดีก็จะอยู่ไม่ได้ไปเอง
แต่ถ้าวัดวาไม่เคยเข้า พระเณรไม่เคยได้ร่วมบำรุง จะเป็นจะตายอย่างไรก็ช่าง จะมีพวกนอกศาสนาเข้ามาบ่อนทำลายก็ไม่สนใจ
พอมีข่าวที่ไม่ดีก็เฮโลช่วยกันกระพือ ช่วยออกความเห็น(บื้อๆ) ช่วยสร้าง demand ให้สื่อเลว
..ตัวการสร้างความเสื่อมให้พระพุทธศาสนาก็กลุ่มนี้แหละครับ !
การออกกฎหมาย การตั้งองค์กรนอกศาสนาเอาเข้าไปควบคุมสงฆ์ ควบคุมกิจกรรมทางศาสนา
ก็คือการเอาสิ่งแปลกปลอม เอา "Aliens" ไปยัดไว้ในวัดมันไม่ได้สร้างเสริมศรัทธาให้เกิดขึ้นมาได้เลย เพราะกฏเกณฑ์ กฎหมายหรือองค์กรที่คอยควบคุมเหล่านี้ เกิดจากอำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกับกฏเกณฑ์ทางพระธรรมวินัยซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ..
..ที่มีอยู่เดิมก็น่าจะเต็มกลืนแล้วนะครับ !

Photo by Pairoj Rujiraweroj
กมฺมุนา วตฺตตี โลโก.ให้มันเป็นไปตามกรรมเถอะครับ ทุกอย่างมันมีวิธีปรับตัวของมันเอง
ก็คงแบบเดียวกับทฤษฎีฝรั่ง demand & supply ที่พวกเราขี้ข้าในชุดสูททั้งหลายรับมาใช้อยู่ทุกวันนี่ไงครับ 
ขอขอบคุณ
http://mphila.multiply.com/journal/item/3 (*)
และภาพจาก Internet
บทความนี้ผมได้ post ในบล็อก OK Nation ก่อนหน้าแล้วครับ
...การออกกฎหมาย การตั้งองค์กรนอกศาสนาเอาเข้าไปควบคุมสงฆ์ ควบคุมกิจกรรมทางศาสนา ก็คือการเอาสิ่งแปลกปลอม เอา "aliens" ไปยัดไว้ในวัดมันไม่ได้สร้างเสริมศรัทธาให้เกิดขึ้นมาได้เลย...
It is the duty and responsibility of the 'sangha' to regulate the Buddhists' sangha. The tipitaka:Vinaya describes the fundamental and various methods for regulation.
One major problem of Buddhists sangha is 'the pretenders' (กาฝาก) within are given 'power' of regulation. And it seems that many powerful regulators have no or little understanding of the "vinaya".
สนิมเกิดจากเนื้อใน มองไปให้ลึกตรึกหา
อากาศบวกน้ำทำ'กิริยา เหล็กพล่าสลายในตัว
ภัยภายในไม่ใช่เหล็กกล้า ภัยภายนอกฉาบทาสลัว
พุทธไทยไม่รู้สึกนึกกลัว ทำตัวประมาทกันเลย
ถอดพุทธทำลายไทยแยก คนแตกแปลกไปไทยเฉย
วัสการพราห์มทำลายง่ายเลย โธ่เอ๋ย!!..ไทยแยกแตกสามััคคี
ร้อยเล่ห์หมื่นเพทุบาย โยนใส่ไทยเป็นเช่นนี้
พุทธศาสน์ประจำชาติไม่มี สิ่งนี้ที่เริ่มยึดไทย
สถาบันศาสน์ เขาตัดฟัดก่อน ตามถอนศีลธรรมซ้ำหาย
ตามแยกแตกความเป็นไทย ยัดไส้ทำลายสถาบัน
พุทธไทยไม่เป็นศาสน์ชาติ เริ่มกาลวิบัติหนึ่งนั่น
สร้างสถานการณ์ปลุกปั่น นาลันทาใครฆ่าพระเอย?
สวัสดีค่ะ