สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการ AAR ในครั้งนี้ ทำให้เข้าใจดีถึงประโยคที่ว่า “กระทบแต่ ไม่กระเทือน” นั้นเป็นเช่นไร
            ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งต่างๆ คงจะเข้ามา “กระทบเรา” ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย(สัมผัส) หรือทางใจก็ตาม . . เมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่ สคส. ทำ AAR หลังเสร็จสิ้นงานมหกรรม KM . .  “เม้ (วนิดา)” ได้สะท้อนออกมาตอนหนึ่งว่า “เนื่องจากประจำอยู่ที่จุดแก้ปัญหา ก็เลยเป็นด่านแรกที่รับคำด่ามาเต็มๆ . . ผู้เข้าร่วมงานบางคนหน้าตาสวย แต่งตัวดี แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากปากแต่ละคำ ฟังแทบไม่ได้เลย คือด่าแบบไม่ยั้ง ฟังแทบจะไม่ทัน คุณเธอปล่อยอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ ดูแล้วน่าเกลียดสิ้นดี หลังจากเหตุการณ์นี้ตัวเองคงไม่กล้าโกรธใส่ใครอีกต่อไป . . ”


            ผมฟังแล้วรู้สึกชื่นชมที่ “เม้” สะท้อนออกมาอย่างจริงใจ และได้ธรรมะไปใช้ สงสัยนี่คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์พูดว่า “ปัญหามา ปํญญาเกิด” นั่นเอง ชื่นชมที่เม้ไม่ได้ไปตอบโต้หรือพยายามอธิบายเหตุผลใดๆ เพราะคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังมีอารมณ์โกรธขนาดนั้น ผมเชื่อว่าคงจะไม่พร้อมที่จะเปิดใจรับฟังเป็นแน่ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งมากก็คือ “เม้” สามารถ “ปล่อยวางอัตตาของตนลงได้” ไม่ปล่อยให้คำพูดนั้นๆ มาทำร้ายมาทำให้ใจต้องกระเทือน การพูดเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าถ้าเช่นนั้นเราก็ควรปิดหูปิดตาไม่ต้องฟังลูกค้าบ่นว่า (complain) หรือไม่รับฟังว่าปัญหาของเขาคืออะไร การฟังทำให้เรารู้ว่าควรจะแก้ปัญหาที่จุดไหนหรือควรจะต้องปรับปรุงในครั้งต่อไปอย่างไรบ้าง แต่อย่าลืมว่า "ต้องเป็นการฟังอย่างไม่ติดอัตตาตัวตนเท่านั้น จึงจะเกิดผลอย่างแท้จริง"


            สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการ AAR ในครั้งนี้ ทำให้เข้าใจประโยคที่ว่า “กระทบแต่ไม่กระเทือน” นั้นว่าเป็นเช่นใด แต่ปัญหาใหญ่ของพวกเราก็คือ ยิ่งวันเวลาผ่านไป ยิ่งวัยวุฒิคุณวุฒิสูงขึ้น อัตตาตัวตนมันก็พอกพูนขึ้นไปตามลำดับ พอกพูนไปชั้นแล้วชั้นเล่า พอถึงคราวที่จะเอามันทิ้งไป จึงไม่ง่ายเท่าไหร่ สงสัยคงต้องใช้วิธี “ปอกหัวหอม” ค่อยๆ ลอกออกไปทีละชั้นๆ ลอกไป น้ำตาไหลไป เพราะเสียดายอัตตาตัวตนที่อุตส่าห์สะสมมาตั้งหลายปี !