ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 คณะทันตแพทยศาสตร์ ม. ขอนแก่น

ismile
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

บันทึกนี้จัดให้สำหรับเป็นพื้นที่เล่า แลกเปลี่ยน สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากวิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันฯ ในปีการศึกษา 2553 ครับ

ทีมอาจารย์ผู้สอน

รศ.ดร.อาริยา รัตนทองคำ

ภาควิชาชีววิทยาช่องปาก

ผศ.ดร. จรินทร์  ปภังกรกิจ

ภาควิชาชีววิทยาช่องปาก

ผศ.ดร.สมเกียรติ เหลืองไพรินทร์

ภาควิชาชีววิทยาช่องปาก

อ.ดร.ฑีฆายุ พลางกูร จอร์นส

ภาควิชาชีววิทยาช่องปาก

รศ.ดร.ธีระศักดิ์ ดำรงรุ่งเรือง

ภาควิชาวินิจฉัยโรคช่องปาก

อ.อังคณา แสงปัญญา

ภาควิชาปริทันตวิทยา

อ.นวพร ด่านวิรุทัย

ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปากฯ

อ.พูนศักดิ์ ภิเศก

ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน

อ.ปิ่นพนา ทัพโยธา

ภาควิชาทันตกรรมบูรณะ

ผศ.ดร.สุวดี เอื้ออรัญโชติ

ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์

อ.ดร.ปฏิมาพร พึ่งชาญชัยกุล

ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก

อ.เหมือนฝัน วงศ์การดี

ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก

ผศ.นุสรา ภูมาศ

ภาควิชาทันตกรรมชุมชน

อ.อารยา ภิเศก

ภาควิชาทันตกรรมชุมชน

 

ไฟล์นำเสนอ "แนวคิดสุขภาพองค์รวมกับงานทันตกรรม"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน i-smile



ความเห็น (17)

ทันตกรรมบูรณะและทันตกรรมประดิษฐ์ต่างกันอย่างไรครับ

NEUroro
IP: xxx.122.37.66
เขียนเมื่อ 

ทันตกรรมบูรณะ (Operative Dentistry) สาขาหนึ่งของทันตกรรมเฉพาะทางว่าด้วยการป้องกัน การรักษาความผิดปกติของโครงสร้างฟันอันได้แก่ ผิวฟันเคลือบฟัน (Enamel) และ เนื้อฟัน (Dentine) บางส่วน ที่ไม่ต้องถึงกับการบูรณะทั้งตัวฟัน การรักษาด้านนี้จะช่วยให้สามารถบูรณะฟันให้กลับมามีรูปร่างที่เหมาะสม และการทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของช่องปาก การรักษาที่เกี่ยวข้องกับทันตกรรมบูรณะ ได้แก่ การรักษาฟันผุ ฟันที่มีการสร้างตัวผิดปกติ ทั้งในเรื่องของสี และ/หรือรูปร่าง การปรับปรุงหรือแทนที่วัสดุบูรณะเก่าที่มีความผิดปกติ

Credit:http://www.bangkokdentalhospital.com/operative_thai.html

ทันตกรรมประดิษฐ์ (Prosthodontics) คือ การบูรณะฟัน อวัยวะในช่องปาก ใบหน้าและขากรรไกร ด้วยวัสดุประเภทต่างๆที่ประดิษฐ์ขึ้น ให้คงไว้ซึ่งการทำงาน ความสะดวกสบาย และความสวยงามของช่องปาก โดยการบูรณะฟันธรรมชาติ ทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป เช่น งานครอบฟัน สะพานฟัน ฟันปลอม

Credit:http://www.silomdental.com/dental_thai/prosthodontics.html น่าจะประมาณนี้นะค่ะ ^^

NEUroro
IP: xxx.121.94.134
เขียนเมื่อ 

ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 1 เรื่อง การมองสุขภาพองค์รวม วันที่ 28 ตุลาคม 2553

                        แนวคิดสุขภาพองค์รวมและการประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรม

 Holistic ,health มีความหมายว่าสุขภาพองค์รวม

“สุขภาพองค์รวม” คืออะไร?

ตามWHO จะหมายถึง Well being

คำว่า สุขภาพ คนมักจะนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียว แต่พอเปลี่ยนเป็น สุขภาวะ มักจะไม่นึกถึงเรื่องร่างกายอย่างเดียว มักจะนึกถึงจิตใจ สังคมด้วย แต่จริงๆ คำว่าสุขภาพ หมายความว่าองค์รวมอยู่แล้ว คือภาวะที่เป็น Well being ....ความหมายเหมือนกันคือ Health = Well being = สุขภาพ และที่สำคัญคือ ดุลยภาพ

 

องค์ประกอบของสุขภาวะที่ดีได้แก่

= ดุลยภาพ ของกาย (physical) + ใจ (mental) + สังคม (social) + จิตวิญญาณ (spiritual)

 

 

ใจ (mental) กับ จิตวิญญาณ (spiritual) ต่างกันอย่างไร????

   ปัจจุบัน spiritual เรียกว่าปัญญา คือการรับรู้ การคิดได้  คิดว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างไรได้

ดังนั้นสุขภาพองค์รวมได้แก่   กาย (physical) + ใจ (mental) + สังคม (social) + จิตวิญญาณ (spiritual)

 

"เวลามองคนต้องมองหลายมิติ อย่าคิดว่าสุขภาพดีจะต้องยิ้มแย้มเสมอไป  เพราะบางคนกายไม่ดีแต่ใจดีก็ยิ้มแย้มได้เหมือนกัน    แต่บางคนสุขภาพกายดีแต่สุขภาพใจอาจจะไม่ดี  จะเห็นได้ว่าเรื่องราวหลายๆอย่างเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่นในภาพยนตร์มีการสูบบุหรี่ ซึ่งสื่อภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อคนดูในปัจจุบันมาก  ดังนั้นสื่อก็เกี่ยวกับสุขภาพได้

แต่สุขภาพองค์รวมจะสำคัญหรือไม่  ขึ้นอยู่กับการมองของเรา ถ้าเรามองแค่คนไข้มีช่องปาก มีฟันมีเหงือก เราก็จะคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเรา  แต่ถ้าเราคิดว่าคนไข้มีอย่างอื่นนอกจากช่องปาก เหงือก ฟัน  คนไข้มีสังคม ต้องใช้ชีวิต เราก็จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ"

 

สุขภาพองค์รวมมาเกี่ยวข้องกับงานทันตกรรม อย่างไร?????

ต่อไปก็จะเป็นกรณีศึกษาที่อาจารย์ได้นำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง มีตัวอย่างในไฟล์นำเสนอข้างต้น ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้นะค่ะ

ต่อไปก็จะสรุปแนวคิดจากกรณีศึกษา>>

กรณีที่หนึ่ง ป้ามาหาหมอ>> พอหมอถามแบบนี้  พอคนไข้ตอบแบบนี้ หมอก็ตัดบทไปเลย ไม่ได้รับฟังคนไข้

กรณีที่สอง เด็กน้อยฟันผุ>> แสดงให้เห็นถึงเวลาเด็กมีฟันผุ  หมอก็มักจะให้การรักษาโดยไม่ได้คำนึงว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กเกิดฟันผุ   มีอะไรมากมากที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการที่เด็กมีฟันผุ  จะเห็นว่าเกี่ยวข้องในระดับที่กว้างขึ้นๆ จนถึงระดับของนโยบายประเทศ

กรณีที่สาม ยายแก่>> แสดงให้เห็นว่าบางที หมอเองก็ต้องถูกกระตุ้นโดยคนไข้  บางทีหมอก็ให้การรักษาจนเคยชินจนลืมนึกว่าตัวเองก็มีจิตใจเหมือนกัน

จบกรณีศึกษา

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นถึงความสำคัญของงานทันตกรรมกับการรักษาแบบสุขภาพองค์รวม โดยทรงพระราชดำรัสไว้ "...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนว่า เวลาออกหน่วยฯ อย่าดูแต่เรื่องฟันอย่างเดียว ให้ดูเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น สังเกต ขาเจ็บ ตาบวม เจ็บคอ ฯลฯ เพราะทันตแพทย์ก็เป็นแพทย์เหมือนกัน เรียนมาเหมือนกัน ถ้ารักษาได้ก็ควรให้การรักษา ถ้ารักษาไม่ได้ ควรให้คำแนะนำส่งต่อไปรักษา ราษฎรจะได้รับการดูแลแต่เนิ่นๆ และต้องซักถามทุกข์สุข เรืองการทำมาหากิน ถนนหนทาง น้ำท่า เพราะถ้าน้ำไม่มี จะให้แปรงฟันวันละ 2 ครั้งได้อย่างไร ถนนไม่ดี จะให้มาพบหมอปีละ 2 ครั้งได้อย่างไร..."

เอารูปมาฝาก หลอดยาสีพระทนต์>>

 

 

 

 

ทักษะ” อะไรบ้าง ที่จะเป็นทันตแพทย์องค์รวม?????

 

การแพทย์แบบองค์รวมจะต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ cure , prevention, promotion

 

โดยส่วนของ Cure จะต้องรู้ถึง

1.Contextual concern  คือบริบท สิ่งแวดล้อม หรือความเป็นจริงสภาวะของผู้ป่วยที่เค้าประสบพบอยู่ทุกวัน

2.Cultural competency คนในแต่ละภาคก็จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

3.Communication skill  เข้าใจถึงเรื่องของการสื่อสาร  ซึ่งวิชาทันตกรรมป้องกันให้ความสำคัญ

4.Care   ควรจะใช้คำว่า careมากกว่า management  แม้ว่าวิชาชีพทางการแพทย์จะชอบใช้คำว่า management  ก็ตาม

 

ในความคิดของอาจารย์จรินทร์ สุขภาพองค์รวมจะอธิบายได้ในลักษณะการประยุกต์จากวิชา Physio

โดยอาศัยทักษะทางด้าน sensory ต้องรับรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยอย่างองค์รวม ก็คือเรื่องของ biomedical skill ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์  , Contextual concern,   Cultural competency , Communication skill  ,analytical skill   และทักษะดังกล่าวเพิ่มขึ้นเพื่อให้รับรู้ปัญหาทางด้าน กาย จิต สังคมและปัญญา ของคนไข้ได้

 

และทักษะทางด้าน motor กระทำกับผู้ป่วยอย่างองค์รวม เราจะต้องมีทักษะทางPsychomotor skills ทักษะทางทันตกรรมหรือหัตถการ,และทักษะดังต่อไปนี้เพิ่มด้วย  preventive & health promrtion skill , Empathy, Communication & negatiating skills, Skill to empower, Participation

ระดับนักศึกษาทันตแพทย์ อาจารย์จรินทร์ หวังว่าพวกเราจะใช้ทักษะทางด้าน motor ได้เป็นอย่างดี คือกระทำกับผู้อื่นเหมือนกับเป็นญาติ คนเราทุกคนมีทักษะนี้มาตั้งแต่เกิด เราถูกฝึกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าจะกระทำแบบญาติ พี่น้อง นั้นต้องกระทำแบบไหน  แต่ทักษะทางด้านsensoryนั้น ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ ว่าจะสอบถามและรับรู้จากคนไข้ได้อย่างไร

 

 

 

สุดท้ายอาจารย์จรินทร์ได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดว่า

"การที่เราเป็นทันตแพทย์แล้วรักษาฟันซี่นึงแล้วมองว่าเป็นโรคเป็นความพิการ กับการที่มองว่าฟันซี่นึงที่ผุเนี่ยเป็นเรื่องของชีวิตจิตใจของเค้า  จะทำให้เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง..............."

 

 

 

 

 

spuzz
IP: xxx.12.97.125
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนิวมากนะที่เอาความรู้มาแบ่งปันกัน

ชอบที่อาจารย์เปรียบเทียบสุขภาพองค์รวมกับวิชา physio

ทำให้เรานึกภาพออกเลยว่าจะเอาไปใช้จริงได้ยังไง

LolliPoP
IP: xxx.12.97.122
เขียนเมื่อ 

ชอบๆ สรุปดี อ่านเข้าใจง่าย

........เป็นทันตแพทย์ที่มองคนไข้ด้านจิตใจด้วย คนไข้ก็รู้สึกดีกับหมอ

เราเองยังชอบแบบนั้น คนไข้ก็คงรู้สึกชอบแบบนั้นเช่นกัน

NEUroro
IP: xxx.122.206.170
เขียนเมื่อ 

เหอะๆ เล่นเองตอบเอง อัพได้แล้ววววววว LAB 2 อ่ะ

littleangle
IP: xxx.164.169.52
เขียนเมื่อ 

มีคนเคยบอกเราว่า บางทีนะ เเค่หมอยิ้มจับมือคนไข้แล้วถามว่า "เจ็บตรงไหนคะ มีอะไรให้หมอช่วยมั๊ย" แค่นี้คนไข้บางคนก็หายป่วยไปตั้งครึ่งหนึ่งแล้ว เราก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้นะ คนอื่นว่ายังไงบ้างคะ

เจริญพร
IP: xxx.12.97.125
เขียนเมื่อ 

เราเข้าใจ แล้วแต่ว่าในชีวิตจริง ในโรงพยาบาลของรัฐ คนไข้จำนวนมาก เทียบกับเวลาที่มี มันจะสามารถทำได้เต็มที่แค่ไหน

เราคิดว่าในแง่ความคิด ให้เราคำนึงถึงสุขภาพองค์รวมของคนไข้น่ะถูกต้อง แต่จะต้องลงมือปฏิบัติเองกับคนไข้ทุกๆรายคงเป็นไปได้ยาก เราน่าจะเป็นผู้เริ่มต้นแล้ว ควรจะมีกลุ่มบุคคลในชุมชนช่วยกันดูแลกันเองด้วย คือเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

(code)=>[02.13.19.33]...??? ^-^
IP: xxx.12.97.122
เขียนเมื่อ 

ผมเองไม่ค่อยมีความรู้ด้านทันตกรรม แค่แวะเข้ามาดูหาความรู้ในศาสตร์ใหม่ๆนอกเหนือจากวิชาที่กำลังเรียน รู้สึกว่าเป็นบล๊อกที่สร้างสรรค์ดี ผมชอบหลอดยาสีพระทนต์นะ ละผมก็จะพยายามใช้ให้ได้อย่างพระองค์ท่าน ขอบคุณที่นำความรู้และเรื่องราวดี ๆ มาแบ่งปันกันคับ ^-^

อาจารย์อ๊อด
IP: xxx.12.97.122
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนักศึกษากลุ่ม 1 มากครับที่ช่วยเผื่อแผ่ความรู้ครับ

ขอเสริมเพิ่มเติมว่า "ปัญญา" ก็คือ "การรู้แจ้ง" แบบ Eureka!!

"สุขภาพทางปัญญา" จึงน่าจะหมายถึง การที่คนหนึ่งมี "อิสระ" และ "ความสามารถ" ที่จะคิดและศรัทธาในเชิงบวก ทำให้เขาเป็นผู้มีสุขภาวะที่สมบูรณ์

IP: xxx.121.215.90
เขียนเมื่อ 

ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 4 เรื่อง ทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553

Communication skills

         ในยุคปัจจุบันมีการกล่าวถึงการสื่อสารทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คงมีเหตุเนื่องจากการสื่อสารได้สร้างปัญหามากมายให้กับวงการแพทย์และนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ ความสับสน หรือถึงขั้นเกิดการร้องเรียนหรือการฟ้องร้องขึ้น หลายฝ่ายเริ่มเห็นความสำคัญของการสื่อสารทางการแพทย์และเห็นควรสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ทำหน้าที่สื่อสารควรมีความเข้าใจในกระบวนการสื่อสารและวิธีการสื่อสารให้ถ่องแท้ เพื่อให้การสื่อสารกับผู้ที่อยู่ตรงหน้ามีประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดด้านการสื่อสารควรได้รับการดัดแปลงจากแนวคิดของต่างประเทศเพื่อให้เหมาะสมสำหรับบริบทของสังคมไทย (ชิษณุ พันธุ์เจริญ)

 

 

ทำไมทันตแพทย์จะมีทักษะการสื่อสาร"Communication skills"

 

 

« Dentist-patient relationship = สัมพันธภาพระหว่างทันตแพทย์กับผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้กระบวนการสื่อสารประสบความสำเร็จ หากเริ่มต้นได้ด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีแล้ว มักทำให้กระบวนการสื่อสารที่จะตามมามีความไหลลื่นได้ ผู้สื่อสารควรเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพด้วยการทักทาย แนะนำตนเอง ตกลงบริการ และพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป (small talk) ก่อนทำการเปิดประเด็นเพื่อเข้าสู่เรื่องราวสำคัญในการสนทนาต่อไป

 

« Dentist as a service provider = ทันตแพทย์เป็นผู้ให้บริการทางสาธารณสุข « Patient as a partner in treatment decisions = ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการรักษา หรือกล่าวได้ว่าเป็นการยึด“ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” ผู้ป่วยและญาติควรมีสิทธิ์ในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับเขา เราไม่ควรตัดสินใจหรือเลือกแนวทางให้ผู้ป่วยหากไม่จำเป็น แต่ควรทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่มากเพียงพอและมีความชัดเจน ซึ่งจะทำให้ผู้ปวยสามารถตัดสินใจได้้ด้วยตนเอง และต้องเคารพในความคิดเห็นและการตัดสินใจของผู้ป่วยเสมอ

 

« “Difficult” patient = ผู้ป่วยที่ยาก(ไม่ร่วมมือ)ในการรักษามักมีความคิด,มีข้อมูลความรู้ที่ search จาก internet หรือความเชื่อต่างๆส่วนตัวเกี่ยวกับสุขภาพและโรค ที่กำลังเจ็บป่วย สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ป่วยกับทันตแพทย์เสียก่อน ซึ่งก็คงจะไม่เฉพาะผู้ป่วยกลุ่มนี้เท่านั้น ทันตแพทย์ควรสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยทุกคนเพราะไม่มีสิ่งบ่งชี้ใดๆ สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่าผู้ป่วยคนใดจะไม่ร่วมมือในการรักษา

 

 

 

เอารูปมาฝาก เมื่อหมอเจอคนไข้แบบ “Difficult” patient ฮาๆ

 

 ------------------------------------------------------------------------------

 

 

Communication is at the heart of all patient care. Without “real” communication clinical competency alone may not be adequate to ensure quality care and patient satisfaction.

 

จากประโยคข้างบนก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะการสื่อสาร การสื่อสารเป็นหัวใจของการดูแลผู้ป่วย ทันตแพทย์จะต้องประมวลเอาวิชาการความรู้มาใช้ร่วมกับทักษะสื่อสารระหว่างทันตแพทย์และคนไข้ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากต้องทำควบคู่กันเพื่อที่การรักษาผู้ป่วยสำเร็จตามวัตถุประสงค์และนำมาซึ่งความพึงพอใจของผู้ป่วย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันซึ่งจะเน้นความพึงพอใจของผู้รับบริการในฐานะของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

-------------------------------------------------------------

คดีฟ้องร้องทันตแพทย์ที่ส่งมายังทันตแพทยสภา2539 – 2550

- 130 คดี (เฉลี่ย ปีละ 10 คดี)

 - ทันตแพทย์ ถูกฟ้องร้องทั้งสิ้น 141 คน

- ร้อยละ 1.42 ของจำนวนทันตแพทย์ทั้งหมด

 

 

 

 -------------------------------------------------------------

จำนวนคดีร้องเรียนด้านจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพ

 

 

-------------------------------------------------------------

 

ทันตแพทย์ชายหรือทันตแพทย์หญิงถูกฟ้องร้องมากกว่ากัน

- ถูกฟ้องร้อง 141 คน; ชาย 99 คน หญิง 42 คน

- 2.3 : 1

- ทันตแพทย์ทั้งหมด เป็นชาย 3,607 คน หญิง 6,308 คน

ทันตแพทย์ชายถูกฟ้องร้องมากกว่าทันตแพทย์หญิง 4.6 เท่า ทันตแพทย์ชายถูกฟ้องร้องมากกว่าทันตแพทย์ผู้หญิง บางคนเขาให้เหตุผลว่า เพราะผู้ชายกล้าทำมากกว่าผู้หญิงโอกาสผิดพลาดจึงมากกว่า, ผู้ชายพูดน้อยกว่าคือ ทำอย่างเดียว ไม่ค่อยพูด ก็หลากหลายคนต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

 

 

 

 ----------------------------------------------------------

ทันตแพทย์ที่ถูกฟ้องร้อง อายุเฉลี่ยเท่าไร ?

« 27 – 72 ปี

« เฉลี่ย 47 ปี

« ช่วงอายุที่ถูกฟ้องมากที่สุดคือ 35-45 ปี

นั่นคือ มีอายุการทำงานระหว่าง 10 -20 ปี หลังสำเร็จการศึกษา เพราะทันตแพทย์กล้าทำมากขึ้น กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำตอนเรียน จนบางครั้งลืมที่จะพูดหรืออธิบายให้คนไข้ได้ฟัง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น

 

 

----------------------------------------------------------

ข้อกล่าวหาทันตแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องมากที่สุดคือ

 « รักษาไม่ได้มาตรฐาน 62

 « พูดจาไม่ดี ไม่สุภาพ ไม่มีน้ำใจ พฤติกรรมไม่เหมาะสม 16

« ให้ผู้อื่นประกอบวิชาชีพในคลินิกเอง 14

« โฆษณาชวนเชื่อ 10

« จูงใจหรือชักชวนคนไข้ให้มารักษากับตนเอง 7

« ละทิ้งผู้ป่วย 3

« พูดจาทับถมให้ร้ายเพื่อนทันตแพทย์ 3 (ให้ร้ายเพราะคนก่อนทำไม่ดี)

 

 

----------------------------------------------------------

งานอะไรของทันตแพทย์ที่ถูกฟ้องร้องมากที่สุด ?

 Prosth 25

Ortho 24

Surgery 19

Endo 7

Operative 6

Implant 5

Pedo 2

----------------------------------------------------------

 

       จะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันผู้ป่วยมีความคาดหวังสูงกับแพทย์และผลของการรักษาพยาบาล สัมพันธภาพของแพทย์และผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เป็นผลให้มีกรณีร้องเรียนและฟ้องร้องเป็นจำนวนมากในยุคปัจจุบัน “การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ” น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับปัญหาและความกังวลของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและญาติ ปรัชญาหรือแนวคิดของการสื่อสารทางการแพทย์ พอสรุปหลักสำคัญเป็นข้อๆ ได้ดังนี้(อ้างอิงจาก : ชิษณุ พันธุ์เจริญ)

1.“ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” แพทย์ส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมให้มีกรอบความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือข้อมูลที่มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน จนลืมที่จะคำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ การปฏิบัติต่อผู้รับบริการจึงเข้าลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมากจนเกินไป ทำให้แพทย์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายพูด แนะนำ และให้ข้อมูล มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายรับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้ป่วยและญาติ

 

2.“เป็นผู้รับฟังที่ดี” การสื่อสารมิได้หมายความถึงการพูดแต่เพียงเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการเป็นผู้ฟังที่ดี รู้จักใช้ภาษาท่าทาง สีหน้า และการสบตา การรับฟังที่ดีหมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติได้พูดและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนความเชื่อและความรู้ที่มีมาแต่เดิม นอกจากนี้ควรให้ความใส่ใจในเรื่องราวที่ผู้ป่วยและญาติเล่า โดยใช้ทักษะต่างๆ และแสดงทีท่าที่แสดงว่าเรากำลังตั้งใจฟังและให้ความสำคัญในสิ่งที่เขาพูด

 

3.“การสื่อสารแบบสองทาง” การพูดคุยกับผู้ป่วยและญาติควรมีลักษณะสองทางในรูปแบบการสนทนาให้เกิดความเข้าใจปัญหาและความรู้สึกกังวลใจของผู้ป่วยและญาติที่ชัดเจน ไม่ควรใช้ลักษณะการโต้ตอบแบบถามตอบในลักษณะของการซักประวัติทั่วไป ควรใช้คำถามปลายเปิดและคำพูดที่ไม่มีลักษณะชี้นำหรือสรุปเอาเอง แต่ควรเป็นการใช้คำถามปลายเปิดที่จะส่งเสริมให้ผู้ป่วยเล่าเรื่องราวด้วยตนเอง

 

4.ให้ความสำคัญของ “ความรู้สึกของผู้ป่วย” อาจเริ่มการสนทนาด้วยคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกก่อน ซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยสามารถเล่าเรื่องราวหรือให้ข้อมูลได้ง่ายกว่าการเริ่มต้นด้วยปัญหาของผู้ป่วย การสะท้อนอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้ป่วยจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีคนให้ความสนใจและยินดีที่จะช่วยแก้ไขปัญหา

 

5. “สร้างสัมพันธภาพที่ดี” แพทย์ควรเริ่มต้นจากการทักทายอย่างเป็นกันเอง แนะนำตนเอง พูดคุยเรื่องทั่วไป หรือเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ป่วยก่อนที่จะเข้าใจปัญหาหรือความกังวลใจของเขาต่อไป

 

6.“ระวังคำพูดที่ไม่เกิดประโยชน์” แพทย์ต้องระมัดระวังที่จะไม่ใช้คำพูดที่แสดงการข่มขู่ ต่อว่า เสียดสี ดุด่า หรืออบรมสั่งสอน โดยหวังว่าผู้ป่วยจะปฏิบัติตนดีขึ้น หรือใช้คำพูดปลอบโยนที่ไม่เหมาะสม ควรเลี่ยงมาใช้คำพูดที่แสดงความห่วงใย ความหวังดี และให้กำลังใจกับผู้ป่วย

 

7.“ทำความเข้าใจกับปัญหาและความกังวลใจ” แพทย์ส่วนใหญ่ยังไม่ทำความเข้าใจกับปัญหาและความกังวลใจของผู้ป่วยและญาติให้ชัดเจน ก็ทำการด่วนสรุป ชี้แจง ให้ข้อมูลและเสนอแนวทางแก้ไข

 

8.“ส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยตนเอง” แพทย์มักบอกแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วย ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ยอมปฏิบัติตาม การกระตุ้นให้ผู้ป่วยหาแนวทางของตนเองจะช่วยให้โอกาสให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไปได้มากขึ้น ส่วนแพทย์ทำหน้าที่ชมเชยในสิ่งที่เห็นด้วยและแก้ไขในสิ่งที่ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนไป

 

สรุป>>การสื่อสารเพื่อลดโอกาสถูกร้องเรียนหรือฟ้องร้องต้องอาศัยทักษะการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยและญาติ การรับฟังและทาความเข้าใจกับปัญหาและความกังวลของผู้ป่วย และช่วยเหลือในการแก้ปัญหา หากถูกร้องเรียนหรือฟ้องร้องแล้วต้องไม่หลีกเลี่ยงปัญหา ปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือกล่าวโทษผู้อื่น ควรรีบเข้าไปแก้ปัญหาและแสดงความรับผิดชอบโดยเร็วและแจ้งขอความช่วยเหลือจากผู้รับผิดชอบและผู้บริหารของสถานพยาบาล

NEUroro
IP: xxx.121.215.90
เขียนเมื่อ 

UPDATE !!!!!! By NEUroro Dent'29

 

 

ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 4 เรื่อง ทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วย

อาจารย์อ๊อด
IP: xxx.113.30.3
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนิวสำหรับการสรุปครับ

อยากเสริมว่า ความสำคัญของการสื่อสารที่ดี คงไม่ได้เพื่อป้องกันการฟ้องร้องเป็นหลัก

แต่ทักษะการสื่อสารที่ดี จะช่วยให้ทันตแพทย์ กับผู้ป่วยปฏิบัติตัวต่อกัน โดย "เคารพความเป็นมนุษย์" ของอีกฝ่ายหนึ่ง

เมื่อเราเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ก็ย่อมเกิดความ "ไว้ใจ" และ "เข้าใจ" กันครับ

สองคำนี้เป็นกุญแจสำคัญของ good care และยังมีผลขยายต่อไปถึง good society

spuzz
IP: xxx.12.97.120
เขียนเมื่อ 

น่าสงสัยว่าทำไมสาขาด้านทันตกรรมประดิษฐ์(Prosth)ถึงถูกฟ้องมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ที่มีอายุมากแล้ว ในขณะที่ทันตกรรมสำหรับเด็ก(Pedo)ถูกฟ้องน้อยที่สุดทั้งๆที่การควบคุมเด็กขณะทำฟันน่าจะยากกว่า เกิดความผิดพลาดง่ายกว่าและผู้ปกครองน่าจะยังมีความรักและทะนุถนอมเด็กมากกว่า

spuzz
IP: xxx.12.97.123
เขียนเมื่อ 

ยาสีฟัน

ยาสีฟันที่ใช้ควรมีส่วนผสมของสารยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย และสารต้านการอักเสบ เช่น CPC : Cetyl Pyridinium Chloride, Triclosan

แปรงสีฟันและเทคนิคการแปรงฟัน

ในช่วง 1-2 วันแรกหลังรับการผ่าตัด ที่ไม่สามารถแปรงฟันได้ ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของChlorhexidineแทนการแปรงฟัน

เมื่อเริ่มแปรงฟันได้ ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบCharter’s และใช้ผ้าก็อซชุบน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของChlorhexidineเช็ดบริเวณตัวฟัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน

น้ำยาบ้วนปาก

ควรใช้ชนิดAntiplaque ซึ่งมีส่วนผสมของChlorhexidine 0.12-0.2%

อุปกรณ์เพิ่มเติม

                ควรใช้อุปกรณ์ที่ไม่ทำการกระทบกระเทือนต่อเหงือกของคนไข้ ได้แก่


·        ไม้จิ้มฟันปลายทู่

·        Tongue scraper ใช้ขูดลิ้นกำจัดคราบplaque

ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 2 เรื่อง การวิเคราะห์การควบคุมคราบจุลินทรีย์ทางกลและทางเคมี วันที่ 4 พ.ย. 2553

แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย

ผู้ป่วยรายที่ 1   

ผู้ป่วยชายไทยอายุ 53 ปี มาพบทันตแพทย์ด้วยอาการเสียวที่คอฟัน จากการตรวจฟันพบว่าผู้ป่วยมีฟันสึกที่คอฟันทั้งปาก ไม่มีฟันผุ มีแผ่นคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายเล็กน้อยถึงปานกลางทั้งปาก

ยาสีฟัน 

ควรใช้ยาสีฟันที่ลดอาการเสียวฟัน ซึ่งส่วนผสมที่สำคัญในยาสีฟันประเภทนี้ ได้แก่

  • Stannous fluoride โดยจะเข้าไปอุดท่อเนื้อฟัน ทำให้ลดอาการเสียวฟันได้
  • Potassium nitrate จะลดการนำกระแสประสาทบริเวณปลายประสาทฟัน โดยลดการเกิดaction potential จากPotassiumซึ่งทำให้เกิดHyperpolarization
  • Strontium chloride โดยจะเข้าไปอุดท่อเนื้อฟัน ทำให้ลดอาการเสียวฟันได้

แปรงสีฟันและเทคนิคการแปรงฟัน

ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบModified Stillman’s โดยวางขนแปรงติดกับเหงือก กดขนแปรงลงและค่อยๆขับลงจากเหงือกสู่ฟัน จะเป็นการนวดเหงือกไปในตัว และจังหวะสุดท้ายคือ การปัดแปรงเมื่อแปรงมาถึงบริเวณตัวฟัน

อุปกรณ์เพิ่มเติม

  • Proxabrush ทำความสะอาดซอกฟันที่มีเหงือกร่น

หมายเหตุ หากผู้ป่วยใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมเหล่านี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปาก เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายแก่คนไข้

ผู้ป่วยรายที่ 2

ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 24 ปี มาพบทันตแพทย์เนื่องจากที่ฟันมีรอยฝ้าขาวแทบทุกซี่ โดยให้ประวัติว่าได้รับการจัดฟันมาประมาณ 3 ปี


ยาสีฟัน

ควรใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของLiquid calcium (Liquid calcium คือ แคลเซียมที่อยู่ในรูปของสารละลายน้ำได้ และ สามารถแตกตัวได้สารละลายแคลเซียม 0.19% W/W)

หรือยาสีฟันที่มีส่วนผสมของamorphous calcium เช่น CPP-ACP(Casein phosphopeptide-amorphous calcium phosphate) ซึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างโครงร่าง และผลิตผลึกแคลเซียม กับฟอสเฟต ที่เป็นส่วนประกอบของฟัน กลับมาหาตัวฟันได้

แปรงสีฟันและเทคนิคการแปรงฟัน

ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม ขอบสูง ลักษณะคล้ายตัวV และใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบCharter’s method ซึ่งตรงข้ามกับmodified Bass techniqueโดยแปรงบริเวณซอกbracket แล้วใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบModified Bass techniqueแปรงที่ตัวฟัน. จากนั้นใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบScrub technique ที่bracket

น้ำยาบ้วนปาก

                ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของFluoride หรือใช้น้ำยาบ้วนปากสำหรับคนไข้จัดฟัน

อุปกรณ์เพิ่มเติม

  • Superfloss ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
    • ส่วนปลายที่แข็งใช้สอดผ่านซอกฟันที่ใส่bracketไว้
    • ส่วนที่เป็นฟองน้ำมาโอบแนบด้านข้างของฟันโดยใช้นิ้วบังคับขัด
    • ส่วนเส้นใยที่เหลือใช้ทำความสะอาดซอกฟันเช่นเดียวกับไหมขัดฟันปกติ

ผู้ป่วยรายที่ 3

ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 72 ปี มาพบทันตแพทย์เนื่องจากคอฟันมีสีดำและเสียวเวลาดื่มน้ำเย็น จากการตรวจพบว่ามีเหงือกร่น โดยทั่วไปและมีฟันผุที่รากฟันหลายซี่ทั่วทั้งปาก


ยาสีฟัน

ควรใช้ยาสีฟันที่ลดอาการเหงือกอักเสบ และเสริมสร้างสุขภาพเหงือกให้แข็งแรง โดยมีส่วนผสมของเกลือและวิตามินซี ซึ่งเกลือจะช่วยลดการสะสมของคราบแบคทีเรีย และวิตามินซีจะเสริมสร้างเส้นเลือดและเหงือก โดยการเสริมสร้างcollagen fiber

แปรงสีฟันและเทคนิคการแปรงฟัน

ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบModified Stillman’s ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจไม่สามารถจับแปรงสีฟันได้แน่นเพียงพอ ดังนั้นจึงอาจพิจารณาให้ใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าในการแปรงฟันแทนแปรงสีฟันธรรมดา

น้ำยาบ้วนปาก

ควรใช้ที่มีส่วนผสมของFluorideเพื่อป้องกันฟันผุ และมีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดอาการเสียวฟัน

อุปกรณ์เพิ่มเติม

  • Proxabrush
  • Floss ชนิดtapeที่ผสมfluoride(Dental tape with fluoride)

ผู้ป่วยรายที่ 4

ผู้ป่วยหญิงอายุ 45 ปี เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังและทำการรักษาโดยการขูดหินปูนและเกลารากฟันเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้มาพบทันตแพทย์ทำศัลยกรรมปริทันต์


ยาสีฟัน

ยาสีฟันที่ใช้ควรมีส่วนผสมของสารยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย และสารต้านการอักเสบ เช่น CPC : Cetyl Pyridinium Chloride, Triclosan

แปรงสีฟันและเทคนิคการแปรงฟัน

ในช่วง 1-2 วันแรกหลังรับการผ่าตัด ที่ไม่สามารถแปรงฟันได้ ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของChlorhexidineแทนการแปรงฟัน

เมื่อเริ่มแปรงฟันได้ ควรใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และใช้เทคนิคการแปรงฟันแบบCharter’s และใช้ผ้าก็อซชุบน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของChlorhexidineเช็ดบริเวณตัวฟัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน

น้ำยาบ้วนปาก

ควรใช้ชนิดAntiplaque ซึ่งมีส่วนผสมของChlorhexidine 0.12-0.2%

อุปกรณ์เพิ่มเติม

                ควรใช้อุปกรณ์ที่ไม่ทำการกระทบกระเทือนต่อเหงือกของคนไข้ ได้แก่


  • ไม้จิ้มฟันปลายทู่
  • Tongue scraper ใช้ขูดลิ้นกำจัดคราบplaque


        จากตัวอย่างผู้ป่วย 4 รายข้างต้น นอกจากทันตแพทย์จะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมให้ผู้ป่วยเลือกใช้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงตัวผู้ป่วยด้วยว่าเค้ามีความพร้อมที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนบ้าง ทั้งนี้เพราะผลิตภัณฑ์ทุกอย่างมีข้อจำกัดเรื่องคุณสมบัติ ราคา ความสามารถและเวลาของผู้ป่วยที่จะใช้ผลิตภัณฑ์

         จะเห็นได้ว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะสม  นอกจากจะช่วยทำให้อาการของโรคที่เกิดขึ้นในช่องปากผู้ป่วยทุเลาลงและดีขึ้นแล้ว ผลที่ได้ทางอ้อมคือ ผู้ป่วยยังสามารถนำความรู้ที่ได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไปและอาจจะยังสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปแนะนำให้ผู้อื่นได้อีกด้วย

ทิ้งท้าย  เคยได้วลีนี้มั้ยคะ  "อัตตานัง อุปมัง กะเร"  ก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากคนในสังคมได้รู้จักคำนี้และนึกขึ้นได้ในใจอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง ความขัดแย้งหลายๆอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในสังคมน่าจะลดน้อยลงหรือบรรเทาลง อย่างน้อยก็ความเข้มข้นของสีที่เกิดขึ้นในสังคมก็น่าจะดูสบายตามากขึ้น คนๆหนึ่งยิ้มมากขึ้นวันละหนึ่งครั้งก็คงจะดี…

                                                                                        

                                                         สมเด็จพระราชบิดาและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

lollipop
IP: xxx.12.97.121
เขียนเมื่อ 

ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 5 เรื่อง การควบคุมโรคฟันผุด้วยฟลูออไรด์แบบต่างๆ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553

เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ฟลูออไรด์ไม่ได้แก้ฟันผุแต่ช่วยป้องกันฟันผุ” โดยช่วยจัดการกับแบคทีเรีย,ช่วยจัดการกับโครงสร้างของฟันโดยเข้าไปสะสมในตัวฟัน หรือเปลี่ยนโครงสร้างของฟัน

เราจะใช้ฟลูออไรด์เมื่อ..

1.Fluorosis คือ ฟันตกกระ เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปตอนเด็กๆ ขณะที่ร่างกายยังมีการสร้างฟัน แต่คนที่เป็น fluorosis ก็ยังต้องใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันเหมือนคนปกติและต้องการฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่เพื่อป้องกันฟันผุ

2.Heavy plaque : มีคราบพลัคเยอะมาก เป็นแหล่งสะสมฟลูออไรด์(Reservoir)ได้ กรณีนี้ควรให้คนไข้แปรงฟันและขูดหินปูนให้คนไข้ก่อน แล้วแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

3.Severe enamel defect : enamel หลุดร่อนไปบางส่วน เหลือแต่ dentine ทำให้เสียวฟันและมีฟันผุมากขึ้น ควรใช้ฟลูออไรด์เสริม

4.ฟันที่ตัว crown สึกกร่อนไปหมดแล้ว : ก็ยังสามารถใช้ฟลูออไรด์ได้ เช่น สังเกตดูว่าบริเวณใดของฟันมี white spot lesion อยู่ก็สามารถทา varnish ได้

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

1) ชนิดที่คนไข้สามารถใช้เองที่บ้านได้ เช่น

- ยาสีฟัน : มีทั้งชนิดที่ผสมและไม่ผสมฟลูออไรด์ ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 1000 ppm (สำหรับผู้ใหญ่) และ 500 ppm (สำหรับเด็ก) ในเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มใช้ 1000 ppm เหมือนผู้ใหญ่ได้

- น้ำยาบ้วนปาก : พบความเข้มข้นของฟลูออไรด์ ดังนี้ 241ppm , 100 ppm , 1000 ppm

2) ชนิดที่ให้โดยทันตแพทย์ : จะมีความเข้มข้นฟลูออไรด์มากกว่า เช่น

-Fluoride gel

-APF gel

-Prophy paste : ที่ขัดฟันผสมฟลูออไรด์แต่ไม่เยอะนัก

-Fluoride varnish

-สารประกอบแคลเซียมฟอสเฟตและฟลูออไรด์ : เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องสั่งโดยทันตแพทย์ไม่มีขายตามท้องตลาด ราคาแพง เด่นในการ remineralization

-Silver amine fluoride : อาจทำให้ฟันดำ

หลักในการจ่ายฟลูออไรด์ให้คนไข้

ความเสี่ยงในการเกิดฟันผุของคนไข้ ข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย ราคา อายุของคนไข้ ปริมาณฟลูออไรด์ที่เหมาะสม รสชาติของผลิตภัณฑ์มีผลต่อการให้ความร่วมมือในการรักษา …ตัวอย่าง case ของคนไข้กับการเลือกใช้ฟลูออไรด์ที่เหมาะสม…

CASE 1 : คนไข้เด็กอายุ 3 ปี 8 เดือน มีรอยฟันผุอยู่ในชั้น dentine และ enamel มี white spot lesion

จากกรณีนี้ควรแนะนำให้ผู้ปกครองของเด็กซื้อยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ 500 ppm มาให้ใช้ แต่น้ำยาบ้วนปากไม่แนะนำให้ใช้เพราะเด็กจะกลืนได้ หรือมาพบทันตแพทย์เพื่อใช้ fluoride varnish สำหรับใช้ทาที่ฟัน

CASE 2 : ที่ตำบลแห่งหนึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูกจึงพาไปฝาก เลี้ยงที่สถานพัฒนาเด็กอ่อนตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ ควรมีโครงการอะไรเพื่อป้องกันฟันผุให้กับเด็กวัยนี้

ตอบ - ให้แปรงฟันเพิ่มหลังมื้อกลางวัน โดยครูต้องเป็นคนบีบยาสีฟันให้เพราะเด็กอาจบีบมาใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หากเด็กกลืนลงไปจะก่อให้เกิดอันตรายได้

- เคลือบฟลูออไรด์ให้

ฝากไว้เตือนใจ ………คำสอนของพระราชบิดา……

" ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นหมอเพียงประการเดียว แต่ต้องการให้เธอเป็นหมอที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ด้วย "

อาจารย์อ๊อด
IP: xxx.53.173.204
เขียนเมื่อ 

เรื่องฟลูออไรด์ เหมือนเป็นนิยายเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เชื่อไหมว่ามีอะไรที่เรายังตอบอย่างมั่นใจไม่ได้อีกมาก เช่น 1. ควรให้บ้วนน้ำยาฟลูออไรด์หลังแปรงฟันก่อนนอนหรือไม่ เพราะเพิ่งได้รับฟลูออไรด์จากยาสีฟัน หรือควรไปบ้วนในช่วงกลางวันที่ฟันขาดการสัมผัสกับฟลูออไรด์จะดีกว่า 2. การแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ควรบ้วนน้ำทิ้ิงจนสะอาดหรือไม่ หรือควรบ้วนแต่เพียงนำ้ลายออก เพื่อจะได้มีฟลูออไรด์หลงเหลือในปากได้นานๆ 3. ฟลูออไรด์ 500, 1000 ppm ในยาสีฟัน เมื่ออยู่ในช่องปากขณะแปรงฟัน จะเหลือความเข้มข้นสักเท่าไร 4. เราควรแนะนำให้ผู้ป่วยแปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์นานอย่างน้อยเท่าไรดี 5. ถ้าจะเลือก sealant ควรเป็นแบบ glass ionomer หรือแบบเรซินดีกว่ากัน 6. การอุดฟันน้ำนมด้วย glass ionomer จะมีผลทำให้เกิดผลเสียหรือไม่ เพราะเด็กกลืนนำ้ลายตลอดเวลา 7. ผู้ที่ไม่สามารถเลิกนิสัยทานขนมหวานเป็นประจำ เราแนะนำให้แปรงฟันด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ทันทีทุกครั้ง จะดีหรือไม่ 8. เราสามารถป้ายยาสีฟันฟลูออไรด์ไว้ที่ฟัน เพื่อให้เกิด slow release ของฟลูออไรด์ได้หรือไม่ เพราะน่าจะเป็นวิธีการที่ประหยัดมากๆ ฯลฯ ฯลฯ