ประสบการณ์วิชาปฏิบัติการทันตกรรมป้องกันปีการศึกษา 2553 ครั้งที่ 1 เรื่อง การมองสุขภาพองค์รวม วันที่ 28 ตุลาคม 2553
แนวคิดสุขภาพองค์รวมและการประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรม
Holistic ,health มีความหมายว่าสุขภาพองค์รวม
“สุขภาพองค์รวม” คืออะไร?
ตามWHO จะหมายถึง Well being
คำว่า สุขภาพ คนมักจะนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียว แต่พอเปลี่ยนเป็น สุขภาวะ มักจะไม่นึกถึงเรื่องร่างกายอย่างเดียว มักจะนึกถึงจิตใจ สังคมด้วย แต่จริงๆ คำว่าสุขภาพ หมายความว่าองค์รวมอยู่แล้ว คือภาวะที่เป็น Well being ....ความหมายเหมือนกันคือ Health = Well being = สุขภาพ และที่สำคัญคือ ดุลยภาพ
องค์ประกอบของสุขภาวะที่ดีได้แก่
= ดุลยภาพ ของกาย (physical)+ ใจ (mental)+ สังคม (social)+ จิตวิญญาณ (spiritual)
ใจ (mental) กับ จิตวิญญาณ (spiritual) ต่างกันอย่างไร????
ปัจจุบัน spiritual เรียกว่าปัญญา คือการรับรู้ การคิดได้ คิดว่าสิ่งต่างๆเป็นอย่างไรได้
ดังนั้นสุขภาพองค์รวมได้แก่ กาย (physical) + ใจ (mental) + สังคม (social) + จิตวิญญาณ (spiritual)
"เวลามองคนต้องมองหลายมิติ อย่าคิดว่าสุขภาพดีจะต้องยิ้มแย้มเสมอไป เพราะบางคนกายไม่ดีแต่ใจดีก็ยิ้มแย้มได้เหมือนกัน แต่บางคนสุขภาพกายดีแต่สุขภาพใจอาจจะไม่ดี จะเห็นได้ว่าเรื่องราวหลายๆอย่างเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่นในภาพยนตร์มีการสูบบุหรี่ ซึ่งสื่อภาพยนตร์มีอิทธิพลต่อคนดูในปัจจุบันมาก ดังนั้นสื่อก็เกี่ยวกับสุขภาพได้
แต่สุขภาพองค์รวมจะสำคัญหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการมองของเรา ถ้าเรามองแค่คนไข้มีช่องปาก มีฟันมีเหงือก เราก็จะคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเราคิดว่าคนไข้มีอย่างอื่นนอกจากช่องปาก เหงือก ฟัน คนไข้มีสังคม ต้องใช้ชีวิต เราก็จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ"
สุขภาพองค์รวมมาเกี่ยวข้องกับงานทันตกรรม อย่างไร?????
ต่อไปก็จะเป็นกรณีศึกษาที่อาจารย์ได้นำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง มีตัวอย่างในไฟล์นำเสนอข้างต้น ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปอ่านได้นะค่ะ
ต่อไปก็จะสรุปแนวคิดจากกรณีศึกษา>>
กรณีที่หนึ่ง ป้ามาหาหมอ>> พอหมอถามแบบนี้ พอคนไข้ตอบแบบนี้ หมอก็ตัดบทไปเลย ไม่ได้รับฟังคนไข้
กรณีที่สอง เด็กน้อยฟันผุ>> แสดงให้เห็นถึงเวลาเด็กมีฟันผุ หมอก็มักจะให้การรักษาโดยไม่ได้คำนึงว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กเกิดฟันผุ มีอะไรมากมากที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการที่เด็กมีฟันผุ จะเห็นว่าเกี่ยวข้องในระดับที่กว้างขึ้นๆ จนถึงระดับของนโยบายประเทศ
กรณีที่สาม ยายแก่>> แสดงให้เห็นว่าบางที หมอเองก็ต้องถูกกระตุ้นโดยคนไข้ บางทีหมอก็ให้การรักษาจนเคยชินจนลืมนึกว่าตัวเองก็มีจิตใจเหมือนกัน
จบกรณีศึกษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นถึงความสำคัญของงานทันตกรรมกับการรักษาแบบสุขภาพองค์รวม โดยทรงพระราชดำรัสไว้ "...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนว่า เวลาออกหน่วยฯ อย่าดูแต่เรื่องฟันอย่างเดียว ให้ดูเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น สังเกต ขาเจ็บ ตาบวม เจ็บคอ ฯลฯ เพราะทันตแพทย์ก็เป็นแพทย์เหมือนกัน เรียนมาเหมือนกัน ถ้ารักษาได้ก็ควรให้การรักษา ถ้ารักษาไม่ได้ ควรให้คำแนะนำส่งต่อไปรักษา ราษฎรจะได้รับการดูแลแต่เนิ่นๆ และต้องซักถามทุกข์สุข เรืองการทำมาหากิน ถนนหนทาง น้ำท่า เพราะถ้าน้ำไม่มี จะให้แปรงฟันวันละ 2 ครั้งได้อย่างไร ถนนไม่ดี จะให้มาพบหมอปีละ 2 ครั้งได้อย่างไร..."
เอารูปมาฝาก หลอดยาสีพระทนต์>>

ทักษะ” อะไรบ้าง ที่จะเป็นทันตแพทย์องค์รวม?????
การแพทย์แบบองค์รวมจะต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ cure , prevention, promotion
โดยส่วนของ Cure จะต้องรู้ถึง
1.Contextual concern คือบริบท สิ่งแวดล้อม หรือความเป็นจริงสภาวะของผู้ป่วยที่เค้าประสบพบอยู่ทุกวัน
2.Cultural competency คนในแต่ละภาคก็จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
3.Communication skill เข้าใจถึงเรื่องของการสื่อสาร ซึ่งวิชาทันตกรรมป้องกันให้ความสำคัญ
4.Care ควรจะใช้คำว่า careมากกว่า management แม้ว่าวิชาชีพทางการแพทย์จะชอบใช้คำว่า management ก็ตาม
ในความคิดของอาจารย์จรินทร์ สุขภาพองค์รวมจะอธิบายได้ในลักษณะการประยุกต์จากวิชา Physio
โดยอาศัยทักษะทางด้าน sensory ต้องรับรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยอย่างองค์รวม ก็คือเรื่องของ biomedical skill ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ , Contextual concern, Cultural competency , Communication skill ,analytical skill และทักษะดังกล่าวเพิ่มขึ้นเพื่อให้รับรู้ปัญหาทางด้าน กาย จิต สังคมและปัญญา ของคนไข้ได้
และทักษะทางด้าน motor กระทำกับผู้ป่วยอย่างองค์รวม เราจะต้องมีทักษะทางPsychomotor skills ทักษะทางทันตกรรมหรือหัตถการ,และทักษะดังต่อไปนี้เพิ่มด้วย preventive & health promrtion skill , Empathy, Communication & negatiating skills, Skill to empower, Participation
ระดับนักศึกษาทันตแพทย์ อาจารย์จรินทร์ หวังว่าพวกเราจะใช้ทักษะทางด้าน motor ได้เป็นอย่างดี คือกระทำกับผู้อื่นเหมือนกับเป็นญาติ คนเราทุกคนมีทักษะนี้มาตั้งแต่เกิด เราถูกฝึกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าจะกระทำแบบญาติ พี่น้อง นั้นต้องกระทำแบบไหน แต่ทักษะทางด้านsensoryนั้น ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ ว่าจะสอบถามและรับรู้จากคนไข้ได้อย่างไร
สุดท้ายอาจารย์จรินทร์ได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดว่า
"การที่เราเป็นทันตแพทย์แล้วรักษาฟันซี่นึงแล้วมองว่าเป็นโรคเป็นความพิการ กับการที่มองว่าฟันซี่นึงที่ผุเนี่ยเป็นเรื่องของชีวิตจิตใจของเค้า จะทำให้เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง..............."
