ถึงครูที่เคารพ
๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๓
กราบขอบพระคุณที่ครูเมตตาให้ลุกขึ้นมาหาสาเหตุและแก้ไขปัญปรุงอีกครั้งค่ะ หนูขับรถกลับกาฬสินธุ์หลังจากที่เขียน mail หาครูเสร็จแล้วรู้สึกขอบพระคุณครูด้วยหัวใจ เมื่อเย็น ๆ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ รู้สึกทุกข์บีบคั้น แต่แปลกค่ะครู ใจมันก็หาทางออก ถามตนเองว่า
“ระหว่างงานกับครอบครัวเลือกอะไร”
เมื่อพิจารณากับตนเองลงใจว่า “เลือกครอบครัว”
จึงกลับบ้านเพื่อไปรับใช้ครอบครัว ก่อนถึงบ้านแวะเยี่ยมป้าแก้ว หลังจากที่ทำ detox และให้ท่านทานน้ำใบหญ้านาง ท่านดูสดใสมากขึ้น แม้จะยังเดินไม่ได้อยู่ แต่ก็ดูมีสติมากขึ้น ในกรณีของป้าแก้ว หนูตั้งใจนำความรู้ที่มีมาใช้กับท่านและทำให้เต็มที่ค่ะครู ไม่ใช่ว่า ป้าแก้วพึ่งมาป่วยนะคะ แต่ท่านป่วยมานานแล้ว แต่หนูไม่ค่อยมาดูแลท่าน พอเห็นความชั่วในใจตนเอง ณ จุดนี้ จึงลงมือแก้ไขและทำให้เต็มที่ค่ะ หนูแว๊บกับตนเองว่า
“การรักษาแบบแพทย์ทางเลือกคล้าย ๆ กับ การละความชั่ว แล้วก็ทำความดี คือ เอาสารพิษในร่างกายออกแล้วก็เติมสิ่งดี ๆ เข้าไปสู่ร่างกายและจิตใจ”
ดีที่มีน้องมายด์หลานสาวตัวน้อย ๆ ที่มีความตั้งใจดูแลยาย และก็ดูจะรู้สึกสนุกสนานกับวิธีที่สอนป้าค่ะ แวะที่บ้านป้าแก้วประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วขับรถกลับออกมาประมาณสามทุ่ม การกลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ของหนูหลัง ๆ ถูกปรับตารางให้กลับเร็วขึ้น ถ้าป้าแก้วอาการหนักก็จะไปแวะดูท่านเคยนอนเฝ้าท่านจนตีห้าแล้วค่อย แต่งตัวขับไปวัดหลวงปู่ก็มีค่ะครู ถ้าดีขึ้นก็แวะเยี่ยมสักพักก็กลับ
หนูพิจารณาว่า “หนูทำเช่นนี้ทำไม”
ได้คำตอบให้ตนเองว่า “การที่หนูแวะไปเยี่ยมบ่อย ๆ และช่วยดูแลเป็นการให้กำลังใจคนป่วยและคนดูแลค่ะ”
ขับถึงบ้านพ่อแม่ประมาณสามทุ่มอาบน้ำไหว้พระแล้วก็เข้านอนเป็นการเข้านอนที่ตั้งใจนอนภาวนาค่ะ เพราะตั้งใจให้ตนเองพักผ่อนเต็มที่ผ่อนคลายใจออกจากความคิดที่บีบคั้นไม่นานก็หลับอย่างผ่อนคลาย
ตีสามครึ่งลุกขึ้นมานั่งภาวนาค่ะครู แล้วตีสี่พ่อก็ตื่นด้วยความเคยชินของท่านจึงลุกขึ้นมาลงไปข้างล่าง วันนี้เราจะไปเที่ยวสวนสัตว์นครราชสีมาพ่อจึงไม่เปิดร้าน หนูวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ตั้งใจเตรียมร่างกายและใจให้พร้อมสำหรับทุกอย่าง เพราะยังเช้าอยู่ จึงแวะไปหาพี่สาวที่เปิดเพียงหน้าร้านให้ลูกค้าที่มาซื้อของตอนเช้า ๆ แวะซื้อ ลูกค้าไม่มานักเราจึงได้นั่งคุยกัน การได้มีเวลาคุยกันให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้รับฟังพี่สาว
หนูสังเกตว่า
“พอหนูได้รับฟังพี่สาว ใจหนูจะอ่อนโยนเข้าใจสถานการณ์ของทางบ้าน และการกระทำต่าง ๆของคนรอบข้างมากขึ้น รวมถึงญาติ ๆที่ดูแลป้าแก้วด้วยค่ะ”
สักพักพี่เขยเดินออกมาบอกพี่สาวว่า
“ช่วยทำน้ำใบหญ้านางให้ทานหน่อย ทานครั้งที่แล้วรู้สึกเบาดี”
พี่สาวจึงวานให้หนูไปเก็บเพราะมีต้นอยู่บริเวณหน้าบ้าน ฟ้ายังไม่สว่างนัก แต่ก็พอจะปีนกำแพงโรงเรียนเก็บได้” หนูได้มาพอสมควรทีเดียวค่ะ อากาศตอนเช้า ๆ ค่อนข้างหนาว จึงตั้งใจปรับสูตรตามคำแนะนำในตำราของหมอเขียวที่ครูให้มา คือ
“ใบหญ้านาง เสลดพังพอนตัวเมีย และเติมน้ำมะนาวลงไปเพื่อไม่ให้หนาวมากเกินไปถ้าทานตอนเช้า ๆเพราะอากาศค่อนข้างเย็น”
พอทำเสร็จก็ได้ประมาณกะละมังย่อม ๆ พี่สาวช่วยตักไปให้พี่เขย ตักทานเอง และแบ่งคนรอบ ๆ บ้านรวมถึงแม่ค้าในตลาด ครูค่ะมันน่าทึ่งมากเลยพี่สาวท่านมีใจเมตตาแบ่งปันสิ่งดี ๆ อย่างตั้งใจมาก ๆ สีหน้าและแววตาตอนที่ท่านนำน้ำในแก้วไปให้แต่ละคน เห็นแล้วปีติ หนูแบ่งมาสองแก้วตั้งใจจะนำกลับไปให้พ่อกับแม่ทานที่บ้าน ระหว่างทางเจอลุงข้างบ้าน พี่สาวตะโกนมาว่า “เอาให้ท่านทานหน่อย” หนูเห็นความใจแคบของตนเอง เดินกลับมาจัดการแบ่งเป็นสามส่วน แล้วก็นำไปให้ท่าน แล้วก็ค่อย ๆ เดินเอาไปให่พ่อกับแม่ที่บ้าน
พ่อนั่งฟังพระเทศน์ แม่เตรียมกับข้าวอยู่ในครัวค่ะ น้องน้ำตาลและน้าราญตื่นแล้วกำลังอาบน้ำแต่งตัว เสร็จแล้วหนูกลับมาเก็บภาชนะล้างแล้วก็กลับไปเตรียมของเตรียมตัวประมาณตีห้า เรานัดกันว่าจะออกจากบ้านประมาณหกโมงเช้าค่ะ พอได้เวลาออกจากบ้านหนูวิ่งขึ้นบนบ้าน ตรวจความเรียบร้อย นั่งลงทำวัตรเช้า แล้วก็ลงมาเจอน้าราญกราบพระอยู่หน้าหิ้งพระชั้นล่างเหมือนกัน ท่านบอกว่า “ฝากบ้านแหน่เด้อค้าหลวงปู่” เราจึงได้มาที่ตลาดกัน
พี่สาวยังจัดของเพราะมีลูกค้าโทรมาสั่งด่วน เราเอารถไปสามคัน รถเก๋งที่หนูขับมีแม่ พ่อและน้าราญนั่งมาด้วย เราจะแวะรับน้องมายด์ที่บ้านป้าแก้ว เปิดวิทยุหลวงตาเป็นช่วงเวลาที่ท่านสวดเจริญพุทธมนต์พอดี น้าราญจึงอนุโมทนาแล้วเราทั้งหมดก็ร่วมฟังการสวดและก็ฟังเทศน์ต่อด้วย การได้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายค่ะครู แทบไม่มีใครพูดอะไรนักเหมือนทั้งรถเราตั้งใจฟังเทศน์ของหลวงตา อย่างสงบผ่อนคลาย พอถึงบ้านป้าแก้ว แวะทักทายท่านดูสีหน้าสดใสมากขึ้น ทานข้าวเองได้แล้ว แม้จะช้าแต่ก็ช่วยตัวเองได้ นั่งเองได้หลังแข็งขึ้น หลังจากที่พยุงตนเองไม่ได้ ก่อนไปหนูเข้าห้องน้ำแล้วค่อยมาขับรถต่อไป
ครานี้น้าราญไปนั่งกับเด็ก ๆ จึงมีแม่และพ่อนั่งคันที่หนูขับ แม่นั่งหน้าพ่อนอนยาวหนูจึงหยิบผ้าห่มมาให้พ่อหนุนนอนและห่ม เพราะท่านค่อนข้างขี้หนาว การได้ดูแลและใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพ่อและแม่แล้วใจสบายค่ะครู ในรถเปิดวิทยุหลวงตาฟังเทศนาครูบาอาจารย์ หนูภาวนากับการขับรถเราไม่ได้คุยกันนัก
หลัง ๆมานี้อาจจะด้วยหนูขับรถบ่อยรู้สึกกับตนเองว่า
“ขณะขับรถเป็นห้วงเวลาของการภาวนาที่ดี ลมหายใจชัดเจน เห็นการเคลื่อนไหวของร่างกายชัด เห็นใจดิ้นก็ชัดค่ะ หนูมักจะพูดกับตนเองว่าเป็น space ของตนเอง”
(พอเขียนคำนี้ออกมารู้สึกถึงตัวตนของตนเองมากเลยค่ะครู ว่ามันยึดมั่นว่า รถของมัน พื้นที่ส่วนตัวของฉัน ประมาณนี้เลยค่ะ)
พอขับมาเรื่อย ๆ เข้าเขตนครราชสีมาเห็นน้ำท่วม เราจึงคุยกันมากขึ้น ใจหนูสะเทือนค่ะครู เหมือนจะร้องไห้ ก่อนหน้าที่ฟังข่าวน้ำท่วมก็รู้สึกสงสารแทบน้ำตาไหลเห็นทันก็หายวับ เห็นไม่ทันก็ไหลออกมาเป็นหยดน้ำตา ที่ได้ฟังรายละเอียดเยอะเพราะพี่อ้อบ้านอยู่ตลาดแค ซึ่งเป็นพื้นที่จมน้ำ บ้านพี่เขยอยู่โนนสูง ซึ่งก็จมเหมือนกัน แต่บ้านทั้งสองท่านเหมือนโชคดีที่ไม่เสียหายหนักเพราะสร้างคันกั้นน้ำไว้ทัน และก็ขนของขึ้นชั้นสองทัน ขณะขับรถตากระทบผิวน้ำที่นองทั้งสองฝั่งแทบ มองเห็นปลายข้าวไหว ๆ ระลึกถึงใจของชาวนา ระลึกถึงคนน้ำท่วมบ้าน รู้สึกสงสารเศร้าขึ้นมาค่ะ เสียงของเรื่องราวที่พี่อ้อเล่า เรื่องราวที่ฟังจากพี่เขย ก็ดังขึ้นมาว่า
“คนที่อยู่ไกลและน้ำขึ้นสูงจริง ๆ ความช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึงก็มีไม่น้อย”
ใจหนูมีความรู้สึก อยากลอยเรือเอาของไปให้เขาเหล่านั้น มากเลยค่ะครู อยากช่วยเหลือ เหมือนตนเองยืนร้องไห้ แล้วก็ระลึกถึงคำสอนของพระที่เทศน์เมื่อเช้าว่า
“การที่เราจะสงเคราะห์ผู้อื่น ใจเราควรจะบริสุทธิ์ อย่าทำด้วยตัณหาให้ทำด้วยเมตตา” ถ้าทำด้วยตัณหามันจะทุกข์
รถทุกคันจอดแวะปั้มที่บริเวณน้ำท่วมว่าจะหาที่แวะทานข้าวเพราะห้าโมงเช้าแล้ว นัดแนะกันจึงขับรถตาม ๆกันเพื่อหาที่ทานข้าว แล้วน้าราญจึงกลับมานั่งรถเก๋งจึงมี แม่ พ่อ และน้าราญอยู่บนรถคันนี้ ยิ่งขับไปเรื่อย ๆ น้ำก็ยังนองเต็มสองข้างฝั่ง กลิ่นน้ำเน่าแรงรถคันข้างหน้าจึงโทรมาว่า
“จะไม่แวะไปเจอกันที่สวนสัตว์เลย”
หนูขับไปเรื่อย ๆ ตามความเคยชินเลี้ยวเข้าทางเลี่ยงเมืองตัดเข้ากลางเมืองไปปักธงชัย ไปเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าไปผ่านจุดที่น้ำเคยท่วมกลางเมือง รถติดเพราะมีทั้งของวางขาย เตนท์ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยเข้ามารับของ ต้องวิ่งผ่านจุดของน้ำที่ยังไหลท่วมถนน ฝั่งที่ขับมาไม่สูงนักแต่อีกฝั่งสูงมากค่ะ เกือบครึ่งล้อ เห็นร่องรอยของน้ำท่วมเป็นผักตบลอยอยู่บนฟุตบาทที่แห้ง ๆ ทรายยังเกาะอยู่ตามกลางถนนเป็นคลื่น ๆ คล้ายหาดทรายที่น้ำพึ่งลด ขณะที่มองเห็นคนเข้ามารับของช่วยเหลือ และก็มีรถขนของมาช่วยเหลือรู้สึกอนุโมทนากับกุศลที่แต่ละท่านสร้าง เหมือนหนูมาเรียนเรื่อง “บทเรียนหลังน้ำท่วม” ค่ะ
รู้สึกเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ สิ่งที่เข้ามากระทบใจต่างไปใจก็ตอบสนองต่างค่ะครูเช่น ตาไปเห็นโรงรถ รพ.เซนต์แมรี่น้ำยังท่วมอยู่ ใจแว๊บคิดถึงคำพี่อ้อว่า "คลังยาด้านล่างน้ำท่วม คนไข้ ญาติคนไข้มาช่วยเช็ด ช่วยเก็บอันที่พอเก็บได้"
พอตากระทบคนถือข้าวกล่องออกมา ก็รู้สึกดีใจที่เขาได้รับความช่วยเหลือ
ตากระทบขบวนของบริจาคก็รู้สึกประทับใจอนุโมทนา
ตากระทบสัปรดฉ่ำ รู้สึก "น่าอร่อย หิวแล้ว จอดซื้อดีไหม"
โห ความรู้สึกเปลี่ยนเร็วมากเลยค่ะครู ดูแทบไม่ทัน
ฉบับนี้หนูขอโอกาสไว้เท่านี้ก่อนนะคะครูเดี๋ยวต้องออกไปข้างนอกแล้ว............กราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสค่ะ
สวัสดีครับ...
อ่านบันทึกแล้วผมแทบเบือนมองไปทางนอกหน้าต่าง
ความรู้สึกทั้งหมดถูกกลั่นเข้าไปในอก
มีทั้งความรู้สึกที่แผดเผาใจจนแห้งผาก
และชุ่มชื้นหัวใจให้ฉ่ำเย็น
นึกถึงครอบครัวของผมจังเลย ถ้าได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
คงมีความสุข และปิติ เหมือนเจ้าของบันทึก...ไม่น้อย
สายดีนะครับ..........
แก้ไขครับ " สบายดีนะครับ "