น้ำฟักทอง

 

     

 

              ปอกเปลือก หั่นชิ้นบางๆ เพื่อให้สุกเร็ว

 

         

 

          ต้มน้ำให้เดือด น้ำพอประมาณกับฟักทองที่จะทำ
         ความข้นความใสแล้วแต่ชอบค่ะ    ใส่เนื้อฟักทองที่หั่น

 

         

 

       ต้มให้เดือดสักพักตักดูว่านิ่มสุกแล้ว จะใช้ทัพพีกดบี้ข้างหม้อก่อน หรือจะตักใส่ตะแกรงหรือกระชอน แล้วทัพพี กดยีให้เนื้อลงไปในน้ำ ตามภาพ จะเหลือกากเพียงเล็กน้อย ควรกรองเพื่อการดื่มไม่สะดุด

 

              

 

      ต้มให้เดือดอีกครั้งปิดไฟ ตักใส่ถ้วยหรือแก้วดื่มอุ่นๆโดยไม่ต้องใส่น้ำตาลก็ได้เพราะฟักทองจะหวานอยู่แล้ว  หรือชอบหวานก็เติมน้ำตาลทรายแดง เกลือนิดๆ ตามชอบ  จะแช่เย็นหรือไม่แช่ ก็ได้ หากไม่เติมน้ำตาลเลย ถ้าทำมาก ต้องอุ่นบ่อยๆ กันเสีย ดื่มอุ่นๆอร่อยมากค่ะ  เช้ามาก็อุ่น ดื่มแทนเครื่องดื่มอื่นๆบ้าง 

 

                 

    

                    แก้วแรกใส่น้ำตาล ...อีก 2 แก้ว ไม่ใส่น้ำตาล

 

                

 

                  เยื่อ กลางผลและเมล็ด หมักน้ำเอนไซม์
                   ใส่น้ำตาลทรายแดง +น้ำดื่มสะอาด

                              

หมายเหตุ  ......     

 

     เนื่องจากเยื่อกลางผล และเมล็ดมีประโยชน์มากๆถ้าทิ้งไปก็น่าเสียดายอย่างมาก  ได้ทำครั้งใหม่แล้วนำเยื่อกลางผล พร้อมเมล็ดต้มลงหม้อไปพร้อมกันทั้งหมดเมื่อสุกแล้วนำมากรอง ก็จะเหลือเมล็ดและเยื่อกากของเนื้อฟักทองและเปลือก   หากมีเครื่องปั่นให้นำเมล็ดฟักทอง และเยื้อกากฯ นั้นไปปั่นให้ละเอียดแล้วกรอง หรือไม่มีเครื่องปั่นให้นำไปตำให้ละเอียดแล้วตักกรองลงไปในน้ำเนื้อฟักทอง  ซึ่งจะได้สารอาหารที่มากขึ้นอีกมากมาย ได้ทันทีไปพร้อมๆกันทั้งหมดที่เราดื่ม   โดยเฉพาะมีสารอาหารสำคัญที่หายากอยู่ใน ............
 

เมล็ดฟักทอง มีสาร "กาบา (GABA)"

ที่มีอยู่เหมือนใน "ข้าวกล้องงอก " ฯ

เยื่อกลางผล   มีสรรพคุณ  ลดการอักเสบ ฯ

 

      

 

  

   

 

       ต้มพร้อมกันทั้ง 3 เนื้อ เยื่อกลางผล เมล็ด สุกแล้วกรองบดในกระชอนหรือตะแกรง ให้เนื้อและน้ำลงไปรวมกัน

 

   

 

นำเมล็ดปั่น หรือตำให้ละเอียด แล้วนำลงกรองอีกครั้ง

 

      

 

จะมีกากที่ปั่นหรือตำไม่ละเอียดค้างบ้างก็ตักเคี้ยวได้เลย
 

   

 

     น้ำฟักทองที่มีทั้ง เนื้อ เยื่อกลางและเมล็ด ได้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

 

  

              

  สรรพคุณ ประโยชน์ " ฟักทอง"

 

ชื่ออื่นๆ                        น้ำเต้า ฟักเขียว  มะน้ำแก้ว มะฟักแก้ว

                                    หมักอื้อ  หมักฟักเหลือง

สารสำคัญที่พบ          สารเบต้า-แคโรทีน ,วิตามินเอ ,

                                    แป้ง, ฟอสฟอรัส ,แคลเซียม ,เหล็ก ,

                                    สาร CUCURBITINE

 

สรรพคุณ   

              

ราก                        ดับพิษไข้   ถอนพิษไข้    บำรุงกำลัง

                              แก้กามตายด้าน   แก้เสมหะ แก้ริดสีดวง

เมล็ด                     รสมัน    ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ 

                              บำรุงร่างกาย   บำรุงไต    ลดความดันโลหิตสูง

เยื่อกลางผล          รสหวานมัน    พอกแก้ฟกช้ำ  แก้ปวดอักเสบ

น้ำมันจากเมล็ด     รสหวานมัน    บำรุงประสาท

เนื้อในผล             บำรุงสายตา พอกแก้แผลไฟไหม้  ขับพยาธิ         

 

วิธีใช้รักษาโรค

 1. วิธีใช้     นำเมล็ดฟักทอง มากินเป็นของว่าง

 

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา  

ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านมะเร็ง ขับปัสสาวะ

 ลดบวม     รักษาแผลในกระเพราะอาหาร

 

รายงานทดลอง

 

       Uzawa,Masayoshiและคณะ(2002)ประเทศญี่ปุ่นทำการทดลองจากเมล็ดฟักทอง  พบว่ามีสาร GABA ในปริมาณสูง  และพบว่ามีฤทธิ์ ลดความดันโลหิตสูง  ในหนูถีบจักรที่ถูกกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงลดลงได้ 

 

2. วิธีใช้ เมล็ดแห้ง

    นำเมล็ดฟักทองมาคั่ว และลอกเปลือกออก รับประทานแต่เนื้อในเมล็ดป้องกันนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ช่วยลดอาการบวม ปัสสาวะคั่งในต่อมลูกหมากโต

 

3. วิธีใช้ ผล  ช่วยบำรุงสายตา

       นำฟักทองมาปรุงอาหาร เช่น การผัดไข่ แกงเลียง ฯลฯ

  

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ 

 สมุนไพรวัยทองและสมุนไพรลดความดันโลหิต

รวบรวมเรียบเรียง โดยเภสัชกรหญิง จุไรรัตน์  เกิดดอนแฝก

 เภสัชกร 8 วช.  ศูนย์ บริการสาธารณสุข 53 ทุ่งสองห้อง   กทม. 

      

                        ด้วยความปรารถนาดี  กานดา    แสนมณี     

 

ได้รับข้อมูลเพิ่มจากการได้ FW.นำมาฝากเพิ่มนะคะ

หัวข้อว่า......ฟักทองอาหารเพื่อคุณผู้หญิง....

 

      "สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละค่ะคือ "ตัวช่วย" ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง


หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อยๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน


แล้วรู้ไหมคะว่า "ฟักทอง" นอกจากอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอีกต่างหาก เอ้า...ถ้ายังไม่ทราบวันนี้เราขอเอาใจคนรัก "ฟักทอง" ด้วยการนำเรื่องราวประโยชน์ของ "ฟักทอง" มาเสิรฟ์ถึงมือคุณเลยค่ะ


  ฟักทอง เป็นพืชตระกูลมะระ ชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวมีลักษณะขรุขระ เนื้อในสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบนๆ ติดอยู่ ซึ่งแต่ละส่วนของ "ฟักทอง" มีสรรพคุณทางมากมาย คือเนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง


     และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี


     เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อ  


       ฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อยเมล็ด ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้


      น้ำมันจากเมล็ดฟักทอง  ยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ


     ราก นำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้เยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้และสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละค่ะคือ "ตัวช่วย" ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน


     นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาวๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหากนอกจากนี้ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร "ฟักทอง" ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้อีกด้วย


    ข้อควรระวังในการทาน "ฟักทอง" เนื่องจาก "ฟักทอง" มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ "กระเพาะร้อน" คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ


   การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน  ได้เห็นประโยชน์ดีๆ ของ "ฟักทอง"

 

ขอบคุณ ข้อมูลที่ได้รับการ ส่ง FW.นี้อย่างมาก


  ด้วยความปรารถนาดี  กานดา แสนมณี