272.ไข้หวัด 2009

ได้รับ  Forward Mail เรื่องของน้องน้ำเพชร ซึ่งบางท่านอาจจะได้รับเหมือนกัน   ได้ส่งต่อให้ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ทราบและอาจารย์ได้อธิบายมาและฝากส่งต่อให้ทราบทั่วกัน จึงนำมาเขียนบันทึก ให้ทราบกัน  การจะเห็นด้วยหรือไม่  ก็ต่างความคิดเห็นนะคะ  เพียงแต่ขอให้ทราบกันเรื่องวัคซีน ซึ่งผู้ผลิต และขายได้อย่างมหาศาลมากทั่วโลกที่สั่งซิ้อ วัคซีนไข้หวัด 2009  รวมทั้งไทยเราก็จ่ายไปมากมายและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน ดั่งที่เราทราบข่าวทางสื่อต่างๆ

 

*****  ดูแลตัวเองด้วย ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก
กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก
ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันส่งต่อด้วยนะคะ

            น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...

 

อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ

 

       น้ำเพชรน้อง ชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเปนไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเปนอย่างมาก  เราก้ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเปนอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ
อาการ ที่น้องเปนคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก  วันที่2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น  < /span>ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉ! ิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ  ก้พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก้ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วย 
ให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย
    พ่อของฉันได้มานั่งคิ! ดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ  พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร
    น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่6 /09/10 ได้ติดเชื้อจาก
ที่นั่น พ่อของฉันก้ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไ! ม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บค อ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไป! ทำพาสปอร์ตเพราะ ได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่7 ตุลา 2010 แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะน้องชายของฉันเสียชีวิตไปก่อน
    ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้า ไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีน ไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ
และ ฝากส! ่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆคนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน
ขอบ คุณสำหรับทุกอย่า! งนะคะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)

  หมายเหตุ...... ข้อความทั้งหมดที่ได้รับทาง e-mail

            เริ่มตั้งแต่ ดูแลตัวเอง......ถึงพระเจ้าคุ้มครองทุกท่านคะ ....

           นำมาทั้งหมดไม่ได้เปลี่ยนแปลง 

 

ข้อความจาก    ดร.ณรงค์  โฉมเฉลา ...........

เรียนทุกๆท่าน 
               

      บัดนี้ ทุกท่านคงทราบแล้วว่า ข่าวนี้ จงใจสร้างขึ้น (เพราะแม้แต่กระทรวงสาธารสุข ก็ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง) เพื่อให้คิดว่าไข้หวัด 2009 ร้ายแรงมาก เพื่อให้คนกลัว จะได้ไปฉีดวัคซีน เพราะไม่เช่นนั้น วัคซีนที่ซื้อมาจะเหลือ หรือซื้ออีกไม่ได้  และทุกคนคงทราบดีว่า การจัดซื้อแต่ละครั้ง ใครได้ผลประโยชน์  แม้ว่าไข้หวัดใหญ่ จะทำให้มีคนป่วยมาก แต่ส่วนใหญ่ เป็นแค่ไข้หวัดตามฤดูกาล ซึ่งก็ต้องมีคนตายบ้าง เพราะร่างกายอ่อนแอ  ประเทศในยุโรป และอเมริกาเขายืนยันแล้วว่า ไข้หวัด 2009 ไม่ได้ร้ายแรงอะไร โดยเฉพาะหากเราแข็งแรง  มีภูมิคุ้มกันอยู่ในตัว  เมื่อเป็นแล้ว ก็หายได้เอง เพียงแค่พักผ่อนให้เพียงพอ  และเมื่อเป็นแล้ว ก็เกิดภูมิคุ้มกัน ไม่เป็นอีก ในขณะเดียวกัน มีผู้รับการฉีดวัคซีนจำนวนหนึ่งต้องพิการ หรือตาย หรือลูกในท้องตาย 
                การตื่นวัคซีนเกิดเพราะองค์การอนามัยโลก ไปเชื่อบริษัทขายวัคซีน  GlaxoSmithKline  ขอให้เปลี่ยนคำจำกัดความของการระบาดระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จาก   "การระบาดที่ร้ายแรง ข้ามพรมแดนของประเทศ   ทำให้คนจำนวนมากเสียชีวิต เป็น " การระบาดข้ามพรมแดน"   โดยไม่ได้ระบุความรุนแรง  ผลก็คือ เมื่อองค์การอนามัยโลก เลื่อนระดับความร้ายแรงของไข้หวัด 2009 จากระดับ 5 เป็นระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

              ทำให้หลายประเทศ จำต้องสั่งซื้อวัคซีนเข้ามาสำรอง (ตามกฏหมาย) ทำให้บริษัทฯ สามารถขายวัคซีนในสต๊อก จนหมด (ถ้าไม่มีใครซื้อ ก็จะเสีย) และผลิตใหม่แทบไม่ทัน  แต่ก็ทำรายได้ขายวัคซีนได้ 5,000 ล้านโดส ๆ ละ US$10 เป็นเงิน $50,000 ล้าน  คิดเป็นเงินไทย 1.65 ล้านล้านบาท (เกือบเท่างบประมาณทั้งปีของประเทศไทย)

 
ณรงค์ โฉมเฉลา
ประธานชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

ปล. ถ้าใครต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมยินดีส่งเอกสาร ที่ผมเขียนขึ้นๆไปให้  

                 ณรงค์