ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ยอมรับว่าชีวิตดูเหมือนจะแห้งเหือดไปด้วยจินตนาการอยู่พอสมควร  ถึงขั้นว่าไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจใดๆ  หรือมีพลังใดๆ พอที่จะทำให้ตัวเองเขียนบันทึก หรือบทความอะไรได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

ครับ,ผมกำลังเขียนหนังสือเล่มใหม่ของตัวเองเล่มถึงสองเล่ม  การเขียนหนังสือเป็นการงานอันแสนรักของผมโดยแท้  

ผมรู้ตัวดีว่าขีดความสามารถหรือศักยภาพของตัวเองนั้น  คงยากยิ่งกับการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักเขียน  แต่กระนั้น  ผมก็สร้างแรงใจให้กับตัวเองเสมอมาว่า “จงเขียนในสิ่งที่อยากเขียน” หรือ “จงเล่าเรื่องในสิ่งที่อยากเล่า”  เพราะอย่างน้อยมันก็คือการจดบันทึกเพื่อเป็นจดหมายเหตุของตัวเอง  รวมถึงการจดบันทึกเพื่อเป็นจดหมายเหตุชีวิตให้กับ “คนของความรัก” 


ระยะหลังผมเห็นภาพความฝันตัวเองแจ่มชัดขึ้น  มันเหมือนคนที่เริ่มมีอายุและมองย้อนกลับเข้าหาตัวเองมากกว่ามองไปยังผู้คนที่อยู่รายรอบตัวเอง  

ทุกครั้งที่อยู่ในห้วงอารมณ์เช่นนั้น  ผมมักมองเห็นอดีตที่เป็นปัจจุบันของตัวเองเสมอ  ผมเห็นความฝันที่มีชีวิตของผมอย่างน่าทึ่ง  บางความฝัน เป็นความฝันที่ผมเคยได้ก่อร่างสร้างตัวอย่างเล็กๆ ไว้เมื่อครั้งเยาว์วัย  และในบางความฝัน ผมก็กำลังลงแรงอยู่ในปัจจุบัน  หรือแม้แต่บางความฝัน ผมก็รู้แจ้งแล้วว่า “มันเป็นไปไม่ได้ และได้เวลาที่ผมจะต้องปลดปล่อยมันซะที”


ระยะหลัง  ผมพูดกับตัวเอง หรือแม้แต่รำพึงรำพันกับคนรอบข้างราวกับคนบ้าว่า “ผมอยากเป็นคนธรรมดาๆ”  ที่ไม่ต้องแบกรับอะไรๆ ให้มากมายนัก โดยเฉพาะการแบกรับวิถีแห่งการงานของใครๆ ...

แน่นอนครับ  ผมไม่ใช่นักจัดการชีวิตที่ดีนัก  ผมไม่ใช่คนที่จะบริหารจัดการพื้นที่ชีวิตและเวลาของชีวิตได้อย่างสมดุลและมีคุณภาพ  ยิ่งในเรื่องการงานแล้วนั้น  ต้องยอมรับว่าในโลกแห่งการงาน มันมักจะมาก่อนโลกส่วนตัวของตัวเองเสมอ 

แต่พอนิ่งสงบสักพัก  ก็รับรู้เช่นกันว่า  ชีวิตอันรื่นรมย์ของผมนั้น กลับกลายเบ่งบานมาจากโลกแห่งการงานอย่างเหลือเชื่อ...นั่นสิ, ผมถึงได้หลงรักชะตากรรมและแนวคิดที่กล่าวไว้ในทำนองว่า “การงาน คือ ความรื่นรมย์ของชีวิต”

 

ล่าสุด  ผมเลือกที่จะเร้นหายไปจากโลกแห่งการงานอย่างเงียบๆ  ก่อนการเดินทาง ผมบอกกล่าวกับทีมงานอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอเวลาไปเติมพลังให้กับชีวิต..ขอเวลาไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต”  พร้อมๆ กับการฝากโลกแห่งการงานไว้กับทุกคน  ฝากไว้เหมือนกับฝากตัวเองให้ใครสักคนได้ช่วยดูแล... 

ครับ-ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจกับห้วงอามรณ์ของผม  เข้าใจและเห็นใจภาวะของการบริหารจัดการชีวิตที่ผมกำลังท้าทายมันอย่างแสนสนุก และตื่นเต้น หรือแม้แต่การท้าทายในแบบกดทับตัวเองอยู่มากพอสมควร... 

ครับ-ผมเชื่อว่าทุกคนเข้าใจและรู้ดีว่า วิธีที่ผมเลือกใช้ในการเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตนั้นคงหนีไม่พ้นการเดินทางไปที่ไหนสักแห่งโดยลำพัง  บางครั้งก็เป็นการเดินทางแบบไร้จุดหมาย  ไปดูดอกหญ้า สายน้ำ หรือแม้แต่การไปเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินในท้องถนนสายใดสายหนึ่งที่ผมสัญจรผ่าน 

และเมื่อการเดินทางอันแปลกเปลี่ยวได้สิ้นสุดลง  ผมก็จะกลับมาพร้อมพลังและแรงบันดาลใจที่จะดุ่มเดิน หรือแม้แต่แบกรับกับโลกแห่งการงานและชีวิตอีกครั้ง..

 

ผมรู้สึกเสมอว่า  การเดินทางมันสอนให้เรารู้ตัวว่าเราไม่ต่างอะไรจากเด็กตัวน้อยๆ ที่กำลังเรียนรู้โลกใบนี้  และการเดินทาง ก็มีพลังอย่างมหัศจรรย์  เพราะการเดินทางคือกระบวนการของการเติมพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตของผมอย่างแสนวิเศษ... 

แล้วท่านล่ะครับ...มีวิธีของการเติมพลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอย่างไรบ้าง...

...